เสียงกระซิบในเงามืด
ไฟฉายเล็กส่องวาบลอดประตูไม้เก่าซึ่งขึ้นราบางส่วน เสียงบานพับฝืดฝืนขัดหู ขณะที่ธันวา ผลักประตูเข้าไปในหอพักร้างซึ่งเงียบกริบจนได้ยินแม้แต่ลมหายใจของตนเอง อีกสองคน—จิราพรและพิมพ์—เดินตามหลังมาอย่างลังเล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลิ่นมันแรงจริง ๆ…” พิมพ์กระซิบ รู้สึกกดดันตั้งแต่เหยียบย่างเข้ามา เธอมองรอบตัว แสงไฟตะเกียงจาง ๆ สะท้อนผนังถลอกเปื้อนคราบดำ
ธันวาเดินนำพลางจดบันทึกด้วยมือถือ “รีบเก็บข้อมูลเถอะ จะได้ออกไปเร็ว ๆ” เสียงของเขาฝืนให้ฟังดูมั่นใจแม้ใจจะเต้นแรง ปลายนิ้วเย็นเฉียบ
จิราพรปล่อยให้ไฟฉายในมือส่องกวาดพื้นซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น “นายแน่ใจนะว่าต้องที่นี่?” เสียงของเธอแผ่วเบา มีความลังเลปนหวาดผวา
ธันวาไม่ตอบทันที เขาเดินนำกลุ่มผ่านโถงทางเดินแคบ หยาดน้ำจากหลังคารั่วหยดลงกระเบื้องแตกแกรบ เสียงสะท้อนก้องไปทั่ว
เงาสามคนทอดยาวเคียงข้างบนผนัง มีบางจุดที่เหมือนมีเงาอีกเงาตามหลังแวบผ่าน แต่ไม่มีใครเอ่ยถึง ต่างเดินต่อไปด้วยความระแวดระวัง
เมื่อถึงห้องโถงกลาง ธันวาหยุด จดจ้องไปที่กระดานข่าวเก่า ๆ ตรงนั้นมีประกาศลอกลาย และชื่อที่ถูกขีดฆ่าอย่างแรงด้วยปากกาดำ
พิมพ์ยืนมองนิ่ง มือยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีลมหายใจร้อน ๆ อยู่ข้างหู เธอหันขวับ—แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น
“เมื่อกี้…ได้ยินเสียงเหมือนใครกระซิบไหม?” พิมพ์ถามเบา ๆ สายตาหวาดหวั่น
จิราพรกับธันวามองหน้ากัน ต่างคนต่างเงียบ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหยดน้ำฝนจากข้างนอก
พวกเขาเดินต่อไปยังห้องพักเก่า ข้างในเต็มไปด้วยเตียงสองชั้นวางระเกะระกะ บางเตียงมีคราบดำเหมือนรอยน้ำรั่วมานานปี
“ที่นี่เคยมีคนตายจริงมั้ย?” จิราพรเอ่ยขึ้นในความเงียบ พลางเดินสำรวจมือจับเตียงแน่น
ธันวาสูดหายใจลึก “แค่ข่าวลือ… ไม่มีหลักฐานอะไรเลย” เขาตอบด้วยเสียงเบา ดวงตาเลื่อนลอยไปที่ตู้เก็บของซึ่งปิดสนิท
จู่ ๆ เสียงแหลมต่ำ ๆ ดังขึ้นจากด้านในตู้ ทุกคนหยุดหายใจ พิมพ์เผลอถอยหลังไปชนกับเตียง
เงียบอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าเปิดตู้ ทุกคนแสร้งเมินสายตาแต่ใจเต้นแรงไม่หยุด
ธันวาเดินไปหยิบบันทึกเก่าจากโต๊ะในห้อง พบว่ามีข้อความแปลก ๆ เขียนด้วยลายมือสั่น ๆ: “อย่าไว้ใจเงาในมุมมืด…”
“นี่มันอะไรกัน?” พิมพ์กระซิบ เสียงสั่นเครือ พลางขยับมาใกล้จิราพร
จิราพรวางมือบนไหล่เพื่อน “กลับกันดีมั้ย? ฉันไม่อยากอยู่แล้ว”
แต่ธันวาส่ายหน้า “ยังไม่ได้ข้อมูลเลย” เขามองไปทางหน้าต่างซึ่งมีเงาดำวูบผ่านแวบหนึ่ง
ทันใดนั้น ประตูห้องปิดเองเสียงดัง ทุกคนสะดุ้งสุดตัว ลมเย็นวูบพัดผ่าน เสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นรอบตัวเหมือนมาจากทุกทิศทาง
ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ต่างพยายามหาทางออก แต่ประตูเหมือนถูกล็อกจากข้างนอก
พิมพ์มองกระจกเก่าในห้อง เธอเห็นเงาตัวเอง…แต่ในเงากลับมีรอยยิ้มแปลกประหลาดที่เธอไม่ได้ยิ้ม
“เห็นมั้ย? กระจกมัน…มันไม่เหมือนกัน!”
จิราพรเข้าไปดูบ้าง แต่ในเงากลับเห็นใครอีกคนยืนอยู่ข้างหลังทั้งที่ในห้องมีแค่สามคน
เสียงกระซิบแผ่วเบาขึ้นเรื่อย ๆ ฟังเหมือนภาษาแปลก ๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจ
ธันวาหันควับไปที่ตู้ เขาตัดสินใจเดินไปเปิดตู้ช้า ๆ เสียงบานพับส่งเสียงแหลม ห้องกลับเงียบสนิท ทุกคนลุ้นจนหายใจไม่ทั่วท้อง
ในตู้มีเพียงสมุดบันทึกเก่า ๆ หนึ่งเล่ม ธันวาหยิบออกมา หน้าแรกเขียนว่า “คืนวันที่ 13 มีนาคม 2534…” ลายมือสั่น ละลายเล็กน้อยเพราะความชื้น
เขาอ่านต่อหน้าทุกคน “ห้ามออกเสียงชื่อมัน…มันจะมา…”
ทันใดนั้นไฟฉายพิมพ์ดับวูบ ความมืดกลืนห้องทั้งหมด เหลือเพียงแสงจาง ๆ จากโทรศัพท์ธันวา
เสียงฝีเท้าแปลก ๆ ดังเหนือหัว เหมือนมีใครเดินบนฝ้าเพดาน ทุกคนเงียบขรึม สายตาไล่ตามเสียงไปที่มุมห้อง
แล้วเสียงนั้นก็หยุดลงกะทันหัน เหลือแต่เสียงหายใจหนัก ๆ ของตัวเอง
จิราพรเริ่มร้องไห้เงียบ ๆ “ฉันไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว…ได้โปรด…”
ธันวาพยายามโทรออกขอความช่วยเหลือแต่สัญญาณหายไปหมด พิมพ์สั่นจนมือถือแทบหล่นจากมือ
เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ฟังชัดขึ้น “ออกไป…หรืออยู่ก็จะหายไปเหมือนพวกเขา”
พิมพ์หันไปมองจิราพรตาโต “ใคร…ใครพูด?” เสียงเธอสั่นระริก
แต่ไม่มีใครตอบ ทุกคนต่างจดจ้องไปที่มุมมืดข้างตู้เสื้อผ้า เงาดำนั้นดูเหมือนจะขยายใหญ่ขึ้น
ธันวาเปิดหน้าถัดไปในสมุดบันทึก มีชื่อคนถูกขีดฆ่าเหมือนบนกระดานข่าวในโถง
พิมพ์ร้องไห้สะอื้น เธอเริ่มกล่าวโทษธันวาที่บังคับให้มาที่นี่ “ถ้านายไม่พวกเรา…เรา…คงไม่…”
จิราพรเริ่มเล่าเบา ๆ ถึงข่าวลือเกี่ยวกับเด็กนักศึกษาที่หายตัวไปเมื่อหลายสิบปีก่อน พวกเขาถูกกล่าวหาว่าลักของจากหอพักและไม่เคยกลับมาอีกเลย
ธันวารู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก เขาเริ่มสงสัยว่าข่าวลือเกี่ยวกับการหายตัวไป อาจมีเบื้องหลังมากกว่าที่คิด
เสียงกระซิบดังขึ้นอีก “พวกเขา…ยังอยู่…แต่ไม่มีใครเห็น”
ประตูห้องเปิดออกเองช้า ๆ พวกเขาสามคนเงียบกริบ มองหน้ากันด้วยความลังเล
ธันวาตัดสินใจจะออกไปก่อน แต่เมื่อเดินถึงประตู เขากลับหยุดกึก เหมือนมีบางอย่างดึงขาไว้
พิมพ์รีบคว้าแขนจิราพร “อย่าทิ้งกัน…” เสียงเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
จิราพรหยิบไฟฉายอีกอันขึ้นมาส่องหา ทันใดนั้น แสงไฟสะท้อนเงาดำรูปร่างประหลาดที่กำลังขยับอย่างไร้เสียง
ธันวาถูกบางอย่างลากกลับเข้าห้อง ประตูปิดดังปัง ทุกอย่างเงียบสนิท
พิมพ์กับจิราพรได้แต่ยืนกอดกันแน่น กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียงกระซิบวนรอบตัว “อย่าไว้ใจใคร…เงามันจะอยู่กับเธอ…”
ทั้งสองตัดสินใจหนีออกไปทางหน้าต่าง แต่เมื่อมองกลับไปในห้อง เห็นเงาธันวายืนอยู่ในมุมมืด สบตากับพวกเธอในความเงียบ แต่สีหน้าในเงานั้นว่างเปล่า—และแววตาไม่ใช่ของธันวาอีกต่อไป
จังหวะเดียวกัน ลมเย็นวูบพัดแรงจนหน้าต่างปิดเอง ทั้งสองต้องหาทางออกใหม่ ระหว่างทางในโถง เงาตามผนังขยับตามพวกเธอทุกฝีก้าว
เสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ดังขึ้นเอง แม้ไม่มีใครเดิน พิมพ์เริ่มพูดไม่เป็นภาษา ตื่นกลัวจนแทบสิ้นสติ
จิราพรพยายามควบคุมสติ “เดินต่อ…อย่าหยุด…อย่ามองกลับหลัง…” เธอกระซิบให้เพื่อนฟัง
แต่พิมพ์พลั้งเผลอหันไปดู เธอเห็นเงาธันวาขยายใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมผนังทั้งด้าน เงานั้นแสยะยิ้มกว้างผิดรูป
ทั้งสองรีบวิ่งไปยังห้องโถง เสียงกระซิบดังกัมปนเสียงร้องไห้ของหญิงสาวที่ไม่มีตัวตน
จิราพรเห็นประตูใหญ่เปิดอยู่ เธอลากพิมพ์วิ่งสุดแรง เสียงฝีเท้าตามหลังดังก้องขึ้นเรื่อย ๆ
ทันทีที่ออกมานอกหอพัก หอพักทั้งหลังเงียบสงัด ไม่มีเสียงใด ๆ เหลืออยู่เลย
พิมพ์ร้องไห้กอดจิราพรแน่น ทั้งสองสั่นเทา หันกลับไปมองอาคาร หอพักกลับดูเหมือนไม่มีใครเคยอยู่
แต่เสียงกระซิบยังคงดังแผ่วเบามาจากข้างใน “อย่าไว้ใจเงาในมุมมืด…”
ทั้งสองไม่เคยลืมเหตุการณ์ในคืนนั้น เมื่อเวลาผ่านไป พิมพ์เริ่มเห็นเงาแปลก ๆ ในกระจกทุกครั้งที่อยู่คนเดียว และเสียงกระซิบที่ไม่มีที่มาก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ…