รอยยิ้มในวันฝนพรำ
เสียงฝนตกกระทบหน้าต่างกระจก ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ บริเวณชั้นห้าของคอนโดเก่า ๆ กรุงเทพฯ “เมย์” เงยหน้าจากจอมอนิเตอร์ โน้ตบุ๊กยังแสดงงานออกแบบโลโก้ที่เธอเพิ่งแก้ไขค้างไว้ แววตาเธออ่อนล้า น้ำตาล้นอยู่ปลายตา เธอหันไปรินน้ำดื่มเพื่อกลืนก้อนแข็งในอก แต่หยุดไปชั่วครู่เมื่อไฟเตาอบในห้องข้าง ๆ ดับลงตามเสียงพลุ้กเมื่อติดไฟผิด “อีกแล้วรึเปล่า…” เมย์บ่นเบา ๆ คล้ายจะพูดกับแดดลม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงมือทุบกำแพงดังปึงปัง “เฮ้ย! ใครไปปัดเบรกเกอร์ฟะ” เสียงผู้ชายลอดมา “ขอโทษนะคะ” เมย์ตะโกนตอบกลับไป พลางถอนหายใจ “ฝนตกทีไรไฟตกตลอด…” เธอเอื้อมไปหยิบไขควงกับไฟฉาย ก่อนจะเปิดประตูออกไปในทางเดินที่กลิ่นผ้าชื้นตลบทุกเย็นฝน—ผู้ชายร่างสูง ผิวคล้ำ แต่งตัวซกมก กำลังยืนเกาหัววุ่นวายอยู่หน้าแผงไฟ “ต้องเปิดสองตัวข้างกันนะ ไม่ใช่แค่ตัวแดง” เธอกล่าวเสียงราบ
เขามองกลับมาแล้วเบะปาก “ก็เห็นมีแต่เมย์นั่นแหละที่เปิดผิดทุกที” เธอกัดฟันจะเถียง แต่ตัดใจหมุนโคมไฟฉายให้ส่องชัด ๆ แล้วแก้ให้ จนไฟกลับมาสว่าง
สองคนสบตากันชั่วอึดใจในความเงียบ มีเพียงเสียงฝนกลบความอึดอัดทั้งหลาย “คืนนี้เมย์จะอบขนมอะไรอีกล่ะ กลิ่นเข้ามาถึงห้องผมเลย” เขาทำเสียงเย้าแต่กลับเศร้าในแววตา เมย์ก็หยักไหล่ “พายฟักทอง…แต่สงสัยไฟดับแบบนี้คงไม่ได้กิน” เธอมองเท้าตัวเองเหมือนจะเลี่ยงสายตา บรรยากาศคลายเครียดลงนิดหน่อย
“ขอบคุณที่แก้ไฟนะ ผม…เอ่อ โอม” เขาเอ่ย แล้วมองเธอเหมือนต้องการจะพูดอะไรอีกแต่ลังเล เมย์กะพริบตา “ฉันรู้อยู่แล้วว่าชื่อนาย คนทั้งตึกก็รู้” เขายิ้มจาง ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้อง แต่ไม่ปิดประตู ราวกับยังอยากฟังเสียงในวันที่ฝนทำให้โลกเงียบเหงา
ณฟากหนึ่งในห้องโอม วิทยุบนโต๊ะเปิดเพลงเก่า ๆ คลอเบา ๆ เสียงผู้ชายกับเสียงฝนรวมกันเหมือนโลกจะซ่อนคนเอาไว้ในมุมปลอดภัย โอมหยิบไวน์ออกมารินในแก้ว เตรียมจิบดับความเหนื่อยล้า ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น “พี่โอม—ไฟดิ้นรนได้ไหมคะ ไฟแบบนั้น” ปลายสายคือพิม ผู้ประกาศร่วมในรายการวิทยุของเขา ถามเรื่องสคริปต์และปัญหาอย่างมืออาชีพ โอมรับมืออย่างเย็นชาแต่ถ้อยคำสั้น ทุกอย่างผ่านไปเหมือนไม่ยาก แต่เมื่อวางสาย แววตาเศร้าเดิมก็กลับมาอีกครั้ง
เมย์นั่งจ้องหน้าจอที่ไม่ขยับ งานวันนี้ไม่เดินหน้า เธอฝืนตบหน้าตัวเองเบา ๆ แล้วหันไปไล่เมล์ลูกค้า พลางถามตัวเองว่า “จะทนอีกนานไหม…กับชีวิตที่รอแค่คนอื่นตัดสิน” รอยแผลในใจนั้นเธอบอกใครไม่ได้นอกจากเสียงฝน
ค่ำต่อมา โอมแต่งตัวลวก ๆ วิ่งผลุนผลันออกจากห้องพร้อมโน้ตบุ๊ก “จะติดรถเมย์ลงตึกมั้ย” เขาตะโกนถาม เธอเหลือบตามองนาฬิกา “รีบสิ รถติดแน่”
ลิฟต์ในตึกดังเอี๊ยด ๆ ขณะพาเขาลงมา โอมพิงฝาหลังถอนใจ เมย์ล้วงกุญแจหมุนอยู่ในมือ “นายจะไปที่ทำงานเหรอ อากาศแบบนี้ เรื่องอะไรรีบออกจากบ้าน” เขาเหลือบมอง “ผู้ฟังรออยู่ทุกคืน…” เสียงนุ่มแต่ว่างเปล่า
เมย์เงียบ เดินนำออกไปฝ่าฝน แต่แล้วหยุดกะทันหันเพราะไม่มีร่ม “นี่…” โอมหยิบเสื้อคลุมส่งให้โดยไม่พูด เธอรับมาแบบลังเลแต่จำใจ ช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่มือแตะกันโดยบังเอิญ ลมหายใจทั้งสองสะดุดเหมือนเวลาหยุดนิ่ง
ถนนโล่ง ๆ ยามฝนตก สองคนเดินช้า ๆ ใต้ไฟขุ่นมัว “นายรู้ไหม ฉันไม่ชอบเดินฝน” เมย์เอ่ยแผ่วเบา “ฉันกลัวลื่น กลัวป่วย” โอมขำในลำคอ “งั้นนายก็เหมือนฉันเลย กลัวอะไรบ้าง”
“กลัวเช้ามากกว่า…” โอมตอบหลังจากเงียบไปชั่วขณะ “เช้าคือวันที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกแล้ว” เขาหัวเราะเหมือนประชด เมย์หันมองเงียบ ๆ รู้สึกอะไรบางอย่างเคลื่อนในอก
สถานีวิทยุขนาดเล็กในตรอกแคบ ๆ ไฟสลัว โอมจิบกาแฟ เขียนสคริปต์ เฟซบุ๊กของรายการขึ้นแจ้งเตือน “คนส่งข้อความมาว่าคิดถึงเสียงคุณ” พิมแหย่ โอมยิ้มรับ
ขณะเดียวกัน เมย์กลับคอนโด เปิดเตาอบแล้วรื้อสูตรเบเกอรี่รอบใหม่ โทรศัพท์แจ้งเตือนเมล์จากลูกค้าเก่าที่เพิ่งโอนคืนงานของเธอแบบเย็นชา ความท้อถอยก่อตัว เธอพิมพ์ตอบแบบตั้งใจจะไม่ง้อใครอีก
เช้าวันถัดมา โอมยืนอยู่หน้าเครื่องกดน้ำ ความมึนงงในตายังคงอยู่ “เมื่อคืนฝันว่าต้องตื่นขึ้นมาอยู่คนเดียวตลอด” เขาบ่นกับตัวเอง ไม่คิดว่าเมย์จะเดินมาได้ยิน
เมย์นิ่ง “บางทีการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แย่เสมอไป จนกว่าเราจะเคยถูกทิ้ง…” เธอหลบตา โอมดูอึ้ง เหมือนบางอย่างเชื่อมโยง แต่ไม่มีใครอยากพูดอะไรต่อ
วันหนึ่งครบเดือนฝนตกทั้งวัน ไฟตึกดับยาว เมย์กับโอมต้องอยู่บนชั้นลอย สองคนใช้ไฟฉายมือถือเล่าเรื่องผีในเด็ก ๆ เมย์หัวเราะจนตาเป็นประกาย โอมแอบสังเกต เขานิ่งไปชั่วครู่ “นายเคย…กลัวความรักไหม” เขาถามแทบไม่ออก
เมย์นิ่งไป “เคยถูกทิ้งในวันที่แย่ที่สุด ไม่นึกว่าจะกล้าเริ่มใหม่อีก” โอมเงียบ เหมือนจะบอกแต่ก็ไม่มีแรงจะพูด ครู่หนึ่งเขาขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย
ตั้งแต่นั้น ทั้งสองสนิทกันอย่างเงียบ ๆ โอมเริ่มซื้อขนมทุกครั้งที่เจองานของเมย์ในร้านเบเกอรี่ เมย์เริ่มฟังวิทยุที่โอมจัด และส่งข้อความแซวเรื่องที่ออกอากาศ มันเป็นความใกล้ชิดที่ไม่มีใครยอมรับปากใคร ต่างฝ่ายต่างแอบมองอีกคนผ่านรอยยิ้มและสายตา
แต่แล้ววันหนึ่ง โอมได้รับโทรศัพท์จาก ‘อ้อ’ อดีตแฟนที่เคยฝากบาดแผลไว้ เธอกลับมากรุงเทพฯ เพื่อจัดรายการใหม่และขอขมา เรื่องนี้ทำให้โอมลังเล โอมเปลี่ยนเป็นคนเงียบขรึมเมย์สังเกตความเปลี่ยนไป
ชุดขนมที่เธอเตรียมให้ถูกเขาคืนกลับมา เย็นวันนั้น เมย์ออกไปทิ้งขยะ น้ำตากลั้นอยู่ในลำคอ โอมยืนอยู่อีกมุม ฝนตกทั้งคู่ไม่พูดกัน
ไม่กี่วันต่อมา โอมกับอ้อมีปัญหากันจนอ้อไป เขานั่งดื่มเหล้าคนเดียวจนหวังว่าตัวเองจะลืมอดีต
ขณะที่เมย์เห็นโอมเดินสะดุดกลับมาดึก เธอออกไปช่วยพาร่างเขากลับเข้าห้อง โอมซบไหล่ “นายเป็นทุกอย่างที่ฉันไม่ได้ขอ…แต่เหมือนขาดไม่ได้” เสียงสลัวเจือกลิ่นเหล้า เมย์สะอึกแต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงลูบผมเขาเบา ๆ คืนนั้น ทุกอย่างเงียบ และไม่มีใครพูดถึงมันในเช้าวันใหม่
โอมเริ่มหลบหน้า ขังตัวในห้อง เธอกังวลแต่ไม่กล้าเคาะประตู มีแต่พายฟักทองวางบนหน้าห้องทุกเช้าโดยไม่กล่าวถึงชื่อคนฝาก
คืนหนึ่งเมย์เคาะห้องโอม เธอรวบรวมความกล้า “อย่าหนีปัญหาเหมือนฉัน…ถ้านายต้องให้อภัยอดีต ต้องเริ่มจากยอมรับว่ามันจบจริงไหม” โอมเงียบ มองเธอในเงามืดก่อนเดินเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม
เสียงฝนนอกหน้าต่างกลายเป็นจังหวะหัวใจที่ตรงกัน โอมพูดเสียงแผ่ว “ถ้าความเจ็บปวดของเราทำให้อีกฝ่ายแย่ลง นายยังจะกล้าอยู่ข้างกันมั้ย” เธอส่ายหน้า “ไม่กล้าหรอก…แต่ไม่พยายามไม่ได้เหมือนกัน” น้ำตาสองสายไหลลงพร้อมกัน
วันต่อมา โอมจัดรายการด้วยเนื้อหาที่เปิดเปลือยขึ้น พูดถึงการให้อภัยตัวเองกับผู้ฟังในวงกว้าง เมย์นั่งฟังอยู่ใต้ห่มผ้า น้ำตาซึมพร้อมรอยยิ้ม “ขอบคุณที่กล้า…” เธอพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ไปที่เพจรายการ
โอมเดินกลับคอนโดช้า ๆ เหมือนแบกโลกรอเมย์อยู่หน้าประตูด้วยพายฟักทองกล่องใหม่ “กินด้วยกันมั้ย” เธอถามเบา ๆ โอมพยักหน้า พวกเขานั่งด้วยกันท่ามกลางรอยยิ้มที่ยังเปียกน้ำตา…
ฝนซาแล้ว แต่รอยยิ้มในวันฝนพรำก็ยังอยู่ ระหว่างชายหญิงสองคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มีค่าในวันที่ทุกอย่างดูสิ้นหวัง การให้อภัยตัวเองและกันและกันคือจุดเริ่มต้นของรักที่เติบโตบนความกล้า แท้จริง