ในจังหวะเงียบของหัวใจ
แสงแดดยามเช้าสาดกระทบบานกระจกสูงในสำนักงานกลางกรุง เสียงคีย์บอร์ดกระทบกันเป็นจังหวะสั้น ๆ สะท้อนอยู่ในอากาศอันเงียบงัน วรรษนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง จ้องจอคอมพิวเตอร์ด้วยสายตาหนักแน่น เขาไม่ใช่คนพูดมาก แต่ในหัวกลับเต็มไปด้วยเสียงความคิดที่ตีกันไม่หยุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูสำนักงานเปิดออกเบา ๆ ไอรดาเดินเข้ามา กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ กลิ่นใหม่ ๆ ชวนให้บรรยากาศเช้านั้นต่างไปจากเคย วรรษเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเจือความสับสนที่เจ้าตัวไม่สังเกต เห็นหญิงสาวคนใหม่วางกระเป๋าลงข้างโต๊ะข้าง ๆ ที่ยังว่าง ไอรดาหันมาส่งยิ้มบาง ๆ ให้ “สวัสดีค่ะ พี่วรรษใช่มั้ยคะ” เธอเอ่ย
วรรษพยักหน้าเล็กน้อย ไม่กล้าตอบอะไรมาก กลัวจะหลุดแสดงความไม่มั่นใจ “อืม…ใช่ เอกสารที่ฝ่ายบุคคลเตรียมให้ อย่าลืมกรอกนะ”
ไอรดาหยิบซองเอกสารขึ้นมาดู ยิ้มอย่างขอบคุณแต่ไม่กล้าจ้องตานาน “ขอบคุณนะคะ” แล้วทั้งคู่ต่างเงียบ ต่างคนต่างรู้สึกถึงจังหวะหัวใจที่หนักอึ้งในครู่หนึ่ง
…เวลาผ่านไป สำนักงานเต็มไปด้วยเสียงโทรศัพท์คุยงาน วรรษนั่งเครียดหน้าจอ กำมือกับโพสต์อิทแน่น สายตาเลื่อนผ่านไอรดาที่โน้มตัวขอโทษเจ้านายเพราะพลาดงานเอกสารไฟล์สำคัญ
เย็นวันนั้น ไอรดานั่งพักริมระเบียง สายฝนโปรยผ่านกระจกทั้งบาน เธอยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม มือสั่นเล็กน้อย วรรษเดินผ่านมาเห็นเข้า ก่อนจะหยุดยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของระเบียง ไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ “งานมีปัญหาอะไรหรือเปล่า เห็นนั่งเงียบตั้งแต่บ่าย” เขาถามเสียงเบา
ไอรดาวางแก้วลง หันไปสบตาสั้น ๆ แล้วก้มหน้าต่ำ “คง…แค่ยังปรับตัวไม่ทันค่ะ กลัวทำพลาด…” เธอไม่กล้าพูดต่อ วรรษไม่ได้พูดอะไร แต่หยิบผ้าขนหนูส่งให้ “อยู่ตรงนี้…ถ้าอยากพูดอะไรก็พูดได้นะ”
ไอรดารับไว้ ฝนหยุดตกแล้ว ความเงียบแผ่ซ่าน แต่มันไม่อึดอัดเท่าเดิม
วันต่อมา ทีมงานประชุมหัวข้อโปรเจกต์ใหญ่ วรรษนำเสนอไอเดียใหม่ แต่เสียงรอบห้องเริ่มวิจารณ์ วรรษลังเล ท่าทางสูญเสียการควบคุมตัวเอง ไอรดาเอื้อมมาแตะแขนเบา ๆ ส่งสายตาให้กำลังใจ วรรษถอนหายใจ สบตาเธอ “ลอง…นำเสนอดูมั้ย” เขาถามเงียบ ๆ
ไอรดาสะดุ้งเล็กน้อย อึกอักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรับบทพูดแทน เขาคอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง ทั้งห้องเงียบไปสักพัก ก่อนเสียงตบมือเล็ก ๆ จะดังขึ้น ความมั่นใจของไอรดาค่อย ๆ ก่อตัวผ่านสายตาที่วรรษเฝ้าดู
ในวันหยุด ไอรดาเดินผ่านสวนสาธารณะใกล้บริษัทด้วยความหม่นหมอง สังเกตเห็นวรรษนั่งก้มหน้าดูมือถืออยู่ม้านั่ง ตัดสินใจเดินเข้าไปทัก “ทำไมวันนี้ดูเครียดจังคะ”
วรรษมองขึ้น ลังเลเล็กน้อย หายใจลึก “บางที…ผมก็กลัวจะเสียทุกอย่างที่เริ่มใหม่ กลัวซ้ำรอยอดีต” ไอรดาฟังด้วยสายตาลึกซึ้ง ไม่เอ่ยปลอบ แค่ยิ้มบาง ๆ นิ่งฟัง ฝนหล่นลงมาบางเบา ทั้งคู่รีบไปหลบฝนใต้ศาลา เล่าเรื่องราวสั้น ๆ ในอดีต วรรษไม่กล้าเผยทั้งหมด เก็บบางอย่างไว้เพียงในใจ
สัปดาห์ต่อมา ไอรดาเริ่มทำงานได้คล่องแคล่วขึ้น แต่เอกสารสำคัญกลับผิดพลาด เธอตกใจกลัวจะโดนตำหนิ สายวรรษโทรเข้ามาในเวลานั้น “เดี๋ยวผมอธิบายให้ เจ้านายอารมณ์ร้อน แต่เขาไม่ได้ไม่ชอบเราหรอก”
เสียงของเขาทำให้เธอใจเย็นขึ้นเล็กน้อย ไอรดายิ้มกับโทรศัพท์ “ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่มีพี่วรรษคงแย่แน่เลย” เงียบกันชั่วขณะ ก่อนวรรษจะตอบ “บางที…ผมก็ต้องขอบคุณเธอเหมือนกัน” ประโยคนี้ค้างคาอยู่ในอากาศแบบนั้น
วันหนึ่งในห้องอาหารกลางวัน ไอรดาเผลอหัวเราะกับเพื่อนร่วมงาน เสียงสดใสนั้นดังเกินกว่าที่วรรษตั้งใจ เขาชะงัก มองดูเธอ แล้วหันกลับอย่างเร็ว ต่างคนต่างเก็บความรู้สึกไว้แต่ในใจ
หลังจบโปรเจกต์ใหญ่ ฝ่ายบริหารประกาศรายชื่อโปรโมตงาน ไอรดาหวังว่าจะได้ แต่กลับเป็นชื่อคนอื่น น้ำตาไหลเงียบเชียบ เธอเดินออกไปนั่งริมระเบียง วรรษเดินตามมาอย่างลังเล “ถ้าอยากร้องไห้…ก็ร้องได้”
ไอรดาสะอื้นทั้งที่พยายามเก็บอาการ “เราตั้งใจแล้ว แต่เหมือนมันยังไม่พอ” วรรษเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงใจ “ไม่ใช่เพราะเธอไม่ดี แค่ทุกอย่างมันไม่ได้ง่าย” เขาเลื่อนมือไปจับมือเธอไว้แผ่วเบา ไอรดาตกใจเล็กน้อยแต่ไม่ปล่อยมือ
นับแต่นั้น สายตาของคนทั้งสองเริ่มมองกันนานขึ้น การพูดคุยเริ่มมีรอยยิ้มเดินทางข้ามโต๊ะบ้างในแต่ละวัน คืนหนึ่งหลังเลิกงาน วรรษส่งข้อความ “กลับถึงบ้านหรือยัง” ไอรดาตอบ “ถึงแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ” ใจของเธอไหวยิ่งกว่าคืนใด
ฤดูฝนเปลี่ยนเป็นฤดูร้อน ไอรดาเปลี่ยนลุคใหม่ สวมชุดสูทดูเข้มแข็งขึ้น วรรษสังเกตเห็นแต่ไม่ได้เอ่ยชม เวลาผ่านไป เธอเริ่มกล้าพูดในที่ประชุมมากขึ้น เสียงหัวเราะของเธอหล่อเลี้ยงบรรยากาศในแผนก
วันหนึ่ง ไอรดาได้รับโทรศัพท์สายด่วนจากบ้าน แม่ของเธอล้มป่วยกะทันหัน เธอเศร้าหมองและเครียด วรรษเห็นแต่ไม่กล้าเข้าไปถาม ตกเย็นจึงส่งข้อความสั้น ๆ “ถ้ามีอะไร…คุยกับผมได้” ไอรดาอ่านข้อความอยู่นานก่อนจะตอบกลับ “ขอบคุณค่ะ”
เย็นวันศุกร์ ฝนลงเม็ดหนากว่าทุกวัน ไอรดากลับบ้านพร้อมเสียงฟ้าร้อง รถติดยาว วรรษขับรถผ่านมาเห็นเธอยืนรอแท็กซี่ข้างถนน “จะไปส่งไหม” เขายื่นข้อเสนอแบบที่ไม่เคยกล้าเปิดเผยมาก่อน ไอรดาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขึ้นรถไปกับเขา ความเงียบในรถเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง
ระหว่างทางบ้าน ไอรดามองออกนอกหน้าต่าง วรรษเปิดเพลงคลอเบา ๆ เสียงเพลงกลบความเงียบจาง ๆ ไอรดาหันกลับมา “พี่กลัวอะไรที่สุด”
วรรษจับพวงมาลัยแน่น “กลัว…ซ้ำรอยเก่า” เสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น ไอรดาสบตาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความกลัวนั้นลอยอยู่ในอากาศ
ค่ำคืนวันนั้นต่างคนต่างนอนไม่หลับ ความใกล้ชิดระหว่างสองหัวใจทำให้ต่างรู้สึกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เมื่อถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ บริษัทมีการปรับโครงสร้างใหม่ ต้องมีโยกย้ายพนักงาน ไอรดาได้รับจดหมายย้ายไปสาขาเชียงใหม่ เธอช็อก เรียกวรรษมาคุยหลังเลิกงาน เธอนั่งเงียบ ร้องไห้เบา ๆ “เราไม่อยากไปเลย…” วรรษเงียบไปนานมาก ไม่กล้าสบตา พ่นลมหายใจหนัก ๆ
“ถ้าเป็นเธอ…ยังไงก็ต้องไป เพราะมันคือโอกาสใหม่” วรรษพูดออกมาช้า ๆ
เธอเงยหน้าขึ้น “แล้ว…พี่ล่ะ”
วรรษนิ่งอยู่แทบขาดใจ “ผม…อยากให้อยู่ แต่อดีตมันทำให้ผมกลัวที่จะขอให้ใครเปลี่ยนอะไรเพราะตัวผม”
ไอรดาคว้าข้อมือเขามาแน่น “ถ้าเราไป…แล้ววันหนึ่งอยากกลับมา จะยังมีคนรอมั้ย” น้ำตาเธอไหลริน แต่มุมปากแฝงรอยยิ้ม
วรรษเรียงคำนานมาก ก่อนจะพูดเนิบ ๆ “ผม…ไม่กล้าให้สัญญา แต่อยากเจอเธอในวันที่เธอกล้าที่จะกลับมา…”
ไอรดายิ้มทั้งน้ำตา เธอตัดสินใจรับข้อเสนอย้ายไปเชียงใหม่ โดยมีจดหมายถึงวรรษแนบการ์ดเล็ก ๆ “ในวันที่เราพร้อม…ขอยืมหัวใจนั้นไว้อีกครั้งได้มั้ย”
เวลาผ่าน สองปีต่อมา วรรษยืนรับลมเย็นสุดริมระเบียงบริษัท รอข่าวคราวของผู้หญิงที่เคยเปลี่ยนความเงียบเหงาเป็นรอยยิ้ม โทรศัพท์ดังขึ้นเบา ๆ เสียงไอรดาทักทาย “พี่วรรษ…ว่างมั้ยคะ” เขายิ้มจาง ๆ “ถ้าเป็นเธอ…มีเวลาทั้งชีวิต” บทสนทนาเดิมกับหัวใจที่เติบโตขึ้นใหม่
ในจังหวะเงียบของหัวใจ…คำตอบของความรัก ไม่เคยหมดอายุ