แสงสุดท้ายของฤดูฝน
เสียงฝนที่ตกกระทบแผ่นกระจกหน้าต่างชั้นสิบเอ็ดทำให้ปริมเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ ดวงตาเธอยังคงแดงก่ำจากการอดนอนสามคืนติด เพียงแค่หันไปทางมุมห้องพักผ่อนกลางออฟฟิศ เธอก็เจอกับร่างสูงของทรรศน์ที่นั่งกอดอกอยู่เงียบ ๆ ท่าทางเหนื่อยล้าไม่แพ้กัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไม่กลับเหรอ?” ปริมพูดเบา ๆ เสียงออกจะแผ่วหวิวกว่าปกติ เพราะกลัวจะบั่นทอนกำลังใจตัวเองมากขึ้นหากพูดดังเกินไป
ทรรศน์เหลือบตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะมองออกไปข้างนอกอีก “ก็ดึกแล้ว ฝนตกด้วย เดี๋ยวผมรอเลิกงานพร้อมคุณละกัน” เขาเว้นไปครู่หนึ่ง “กลัวเปียก? หรือกลัวอะไรอย่างอื่น?”
ปริมยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบ พยายามดึงสติว่าเขาต้องประชด แต่คำถามนั้นมันชวนให้ใจไหว “เปียก ผมก็เปียก ฝนตกแบบนี้กลับคนเดียวไม่สนุก”
ทั้งคู่เงียบไปครู่ใหญ่ ห้องออฟฟิศยามดึกมีแค่เสียงกรอบแกรบจากเครื่องถ่ายเอกสารสลับกับเสียงฟ้าร้องห่าง ๆ
ประมาณสี่เดือนมาแล้วที่ทั้งสองกลายเป็น ‘คู่กัด’ แห่งแผนกการตลาด การมีไอเดียที่ขัดกันอยู่เสมอ ทำให้ทุกการประชุมกลายเป็นสนามประลองย่อย ๆ ไม่ว่าจะเรื่องรสนิยม โครงการ หรือแม้แต่วิธีชงกาแฟ แต่คืนนี้ อาจเป็นเพราะฝน หรือเพราะวันสิ้นสุดโปรเจกต์สำคัญที่หนักอึ้งกว่าครั้งไหน ๆ บรรยากาศดูเหนื่อยล้าแบบที่ไม่มีใครอยากจะพูดอะไรอีก
ทรรศน์ลอบมองปริม ถามแบบไม่คาดหวังคำตอบ “คุณรู้ไหม ทำไมผมถึงทำอะไรผิดพลาดบ่อยขนาดนี้ในโปรเจกต์นี้”
ปริมชะงัก เหลือบดูหน้าเขา “ฉันก็มักจะผิดทุกครั้งที่วางแผนใหญ่เกินไปเหมือนกัน”
ทรรศน์หัวเราะแผ่ว ๆ แววตาหม่นลง “อาจเพราะเราไม่เข้ากันตั้งแต่แรก…”
“ใครว่า” ปริมพูดติดกระชากเสียง แม้รู้ว่าตัวเองเริ่มเสียงสั่น “แต่ทำไมเวลาคุณทำอะไร ฉันถึงรู้สึกว่าสำคัญกับฉันตลอดเลยก็ไม่รู้”
ทรรศน์เงียบ ไปนานครู่หนึ่ง “คุณรู้ไหมว่าทำให้ผมนอนไม่หลับหลายคืนเลยนะ”
ปลายนิ้วปริมเขี่ยรอยน้ำที่กระจกหน้าต่าง เธอไม่หันกลับไปมองเขา “ฉันว่าคุณก็เหมือนกับฉันนั่นแหละ”
วันถัดมา การประชุมใหญ่เริ่มต้นอย่างเคร่งเครียด ปริมแต่งตัวเรียบง่าย ดูธรรมดากว่าทุกวัน ความกังวลในแววตามากกว่าปกติ ทรรศน์เดินเข้ามาท่ามกลางความวุ่นวาย ใส่สูทเข้มกับรอยยิ้มจาง ๆ แต่ใครสังเกตจะรู้ว่าดวงตาเขามีเงาเหงาแปลก ๆ
“พร้อมหรือยัง?” เขาถามเบา ๆ ระหว่างที่เดินเข้าไปยืนข้างปริม ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมงานที่เริ่มซุบซิบเรื่องความสัมพันธ์ที่ดูจะตึง ๆ ของทั้งคู่
“จะไม่พร้อมก็ไม่ได้แล้วล่ะ” ปริมตอบห้วน ๆ แล้วถอนหายใจ คว้าแฟ้มในมือแน่น
การประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด ความคิดเห็นของทั้งสองคนยังคงขัดแย้งกันอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้เหมือนจะมีบางอย่างต่างจากเดิม ข้อโต้แย้งกลับเต็มไปด้วยความใส่ใจระหว่างบรรทัด
เมื่อประชุมจบ ทั้งคู่วิ่งหลบออกไปยังระเบียงเล็ก ๆ มองดูสายฝนที่ยังคงโปรยปราย ปริมถอดรองเท้าเดินไปนั่งแอบมุมหนึ่ง เธอดูอ่อนแรงกว่าทุกที ทรรศน์เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ พลางถอนหายใจยาว
“มันจะจบลงยังไงวะ เรื่องนี้” ทรรศน์พูดเบา ๆ
“แล้วแต่เรารึเปล่า?” ปริมหันมามองเขา แววตาเปียกฝนพอกัน “แต่เหมือนมันจะไม่เคยขึ้นอยู่กับเราเลยสักครั้ง”
ทรรศน์กัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอื้อมมือไปใกล้แต่ชะงัก ยอมปล่อยแขนแนบข้าง “ถ้าคุณพร้อมเล่า ผมก็พร้อมฟัง…”
ปริมไม่ตอบทันที เสียงฝนทำให้ความเงียบเข้มข้นขึ้นในระหว่างพวกเขา สุดท้ายเธอพูดเบา ๆ “ฉันเคยตัดสินใจผิดครั้งสำคัญ เรื่องครอบครัว… เรื่องความฝัน… เลยคิดว่าคนที่มาจากโลกคุณ คงไม่เข้าใจฉันหรอก”
ทรรศน์นิ่งงัน “แล้วถ้าผมพยายามเข้าใจล่ะ?”
ปริมส่ายหน้าช้า ๆ “มันไม่ง่าย คำว่าเข้าใจน่ะ…” เธอยิ้มขม ๆ ให้ตัวเอง “คือฉันกลัวว่า ถ้าคุณรู้จักฉันจริง ๆ … มันจะไม่มีที่ให้ฉันอยู่แล้ว”
คำพูดนั้นสะกิดบางอย่างในใจทรรศน์ เขามองเธอเนิ่นนาน อยู่ในความเงียบจนฝนเบาลง เหมือนหาคำตอบไม่ได้ จนในที่สุดเขาแค่พยักหน้าเบา ๆ
หลังจากวันนั้น โปรเจ็กต์สำคัญคืบหน้าไปช่วงโค้งสุดท้าย ปริมปิดกั้นตัวเองด้วยงานหนักขึ้น ร้องขอพื้นที่ส่วนตัว ทรรศน์เองก็ถอยห่างออกมาชัดเจน ความห่างระหว่างทั้งคู่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน ทุกสิ่งดูอึดอัด เงียบงัน ทุกสายตาในที่ทำงานล้วนจับจ้องไปที่อะไรบางอย่างที่มันแหลมคมจนต่างพากันเงียบเช่นกัน
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ทรรศน์เดินฝ่าสายฝนเข้ามาในออฟฟิศ มือเปล่ากับสายตาเหม่อลอย เพื่อนร่วมงานถามอะไรก็แค่ยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะ ทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาที ปริมก็เดินเข้ามา ท่าทางจนใจ เธอยืนอยู่ริมห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา
“เมื่อคืนแม่คุณโทรหาฉัน” ปริมพูดเสียงเบา ทรรศน์ผงะ ดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก็รู้ว่าหนีไม่ได้แล้ว มือที่วางบนโต๊ะแข็งทื่อ
เขาผงกหัวเบา ๆ “แล้ว?”
“แม่คุณบอก…” ปริมละสายตาลงไปยังมือของตัวเอง “ให้ออกห่างจากคุณ”
ความเงียบแบบที่ทั้งคู่ไม่เคยประสบปกคลุมพวกเขานานหลายนาที ทรรศน์ถอนหายใจพลางลุกขึ้นเต็มความสูง ยืนตรงหน้าเธอ
“แล้วคุณคิดว่าไง?”
ปริมลังเล อ้ำอึ้ง “ฉันไม่ได้อยากเป็นเหตุผลให้คุณต้องขัดแย้งกับครอบครัว…”
“นั่นไม่ใช่คำตอบ” น้ำเสียงทรรศน์ลึกลงกว่าทุกครั้ง “ผมแค่ถามว่าคุณอยากเดินออกไปจากตรงนี้…รึเปล่า”
ปริมสั่น รอยยิ้มฝืนใจ “ฉันกลัว— กลัวว่าถ้าเลือกคุณ วันหนึ่งคุณก็จะเสียใจเหมือนกัน”
ทรรศน์กลั้นใจอยู่ครู่ใหญ่ “ผมก็เคยตัดสินใจผิด…และมันทำให้ผมเสียใจจนถึงวันนี้เหมือนกัน”
ปริมค่อย ๆ ถดตัวชิดผนัง อยากจะหายตัวไปในอากาศ เสียงฝนข้างนอกราวกับดังขึ้นในหัวใจเธอเอง
ตลอดสัปดาห์นั้น ทั้งสองคนแทบไม่ได้คุยกันเลย ทรรศน์เอาแต่ทำงานจนดึก ส่วนปริมก็เลือกจะกลับก่อนเสมอ เพื่อน ๆ ในแผนกเริ่มคุยกันเงียบ ๆ ถึงข่าวลือ คล้ายกับทุกคนรอว่าจุดจบของทั้งคู่จะเป็นแบบไหน
ในงานสรุปโปรเจกต์ใหญ่ ของบริษัทยามค่ำคืน ปริมสวมเดรสเรียบ ๆ เดินผ่านกลุ่มผู้คนที่พูดคุยสนุกสนาน เธอไม่ใช่คนที่ได้รับความสนใจมากนัก ต่างจากทรรศน์ที่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มบอร์ดบริหาร สายตาทั้งคู่บังเอิญประสานกันชั่ววินาที แล้วต่างคนต่างหันหลบ
ปริมยืนนิ่งตรงมุมหนึ่ง ส่องกระจกเล็ก พยายามเก็บซ่อนความรู้สึกอ่อนไหวไม่ให้ใครเห็น ขณะเดียวกัน ทรรศน์ก็ห่างออกไปเรื่อย ๆ แม้เขาเองก็แอบมองเธอบ่อย ๆ
“มีคนอยากคุยด้วย” เสียงของเพื่อนเล็ก ๆ ในแผนกมากระซิบข้างหูปริม
เธอพยักหน้ารับอย่างหมดแรง และเดินไปยังระเบียงของโรงแรม ทรรศน์ยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว ใบหน้าหม่นหมองไปกับแสงไฟยามค่ำคืนและละอองฝนที่ตกปะทะเบา ๆ
เมื่อปริมมายืนข้าง ๆ ต่างคนต่างเงียบอยู่พักใหญ่ เรื่องราวในอดีตไหลเวียนอยู่ในสายตา
“ถ้ามีโอกาสแก้ไขอดีต คุณจะเลือกอะไร” ทรรศน์ถามทันทีโดยไม่ทักทาย
“ฉันอยากเลือกตัวเอง…แต่ไม่เคยกล้า” ปริมตอบตรง ๆ เสียงต่ำแทบจะเป็นกระซิบ
“ผมเลือกผิดมาเยอะจนกลัวจะเลือกผิดอีก” ทรรศน์อ้อมแอ้ม
ทั้งคู่มองฝนที่ค่อย ๆ ซา เหมือนความสับสนใจกลางความเงียบนั้นจางลงเล็กน้อย
“คุณกลัวอะไรที่สุด?” ปริมถามเสียงสั่น
“กลัวเสียคุณไป” น้ำเสียงทรรศน์แน่นขนัดแต่ไม่มองหน้าเธอ
ปริมเงียบ มือกำแน่น “แค่นั้นเหรอ?”
“กลัวทำลายชีวิตคุณ กลัวทำให้คุณทุกข์…”
ปริมหลับตาแน่น หยาดน้ำค้างบนขนตาเหมือนจะหยดลงมา “ฉันก็เหมือนกัน กลัวว่าความรักเราจะทำร้ายกันโดยไม่ตั้งใจ”
ทรรศน์พิงราวระเบียง ถอนหายใจ “ถ้าเราจะเดินต่อ…มันต้องเดินแบบเข้าใจความเจ็บปวดพวกนั้นใช่ไหม”
ปริมพยักหน้า มองฟ้า “ใช่ เราต้องยอมรับกันจริง ๆ ว่าเราไม่สมบูรณ์ แล้วเราต้องเป็นที่พักใจให้กัน ไม่ใช่แค่ในวันที่ฝนตก”
ทั้งสองมองหน้ากัน นานกว่าครั้งไหน ๆ แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างแผ่วเบา
ก่อนกลับเข้าไปในงาน ปริมหยุดเดินแล้วหันมากระซิบเบา ๆ “ไม่ได้อยากให้เธอรู้สึกผิด แค่อยากให้เธออยู่ในชีวิตฉันจริง ๆ บ้าง”
ทรรศน์ยิ้ม ซึมซับคำพูดนั้น ยื่นมือไปหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในงานใหญ่ด้วยกัน ท่ามกลางเสียงเพลงจาง ๆ และละอองฝนที่ซาไปแล้วในคืนนั้น
ฤดูฝนปีนั้นจบลงด้วยรอยยิ้มที่เจือด้วยความกล้า กล้าที่จะเติบโตพร้อมกันทั้งความกลัวและความหวัง