คืนไม่มีแสงจันทร์
สายลมเย็นของป่าภูเขาโก่งผ่านหลังบ้านไม้เก่า หญ้าที่ปลิวไสวเสียดใบกันแผ่วเบา เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งกระแทกดินโคลนจนเปื้อน ผิง กระโจนขึ้นมาบนบันไดเก่าในขณะที่มือคว้ากิ่งไม้แห้งมาแกว่งเล่น ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในบ้าน แม่จ้องมองเขาด้วยสีหน้ากังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับดึกอีกแล้วนะผิง ใกล้ค่ำแล้ว แม่บอกกี่ครั้ง…” เธอหยุดพูดเมื่อพบว่าลูกชายไม่ได้ฟังเต็มที่ ผิงส่งยิ้มเงียบ ๆ ก่อนเดินเข้าครัวไป ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความหวั่นไหว แต่ก็ไม่พูดออกมา
เย็นวันเดียวกันนั้น กลุ่มเด็กสี่คน — ผิง, เด่น, แป๋ว, และ จูน — นัดกันหลังยุ้งข้าวเก่าข้างทางเดินเข้าป่า พวกเขาปั่นจักรยานฝ่าทางหญ้ารก รอยยิ้มผสมเสียงขำคละเคล้าเงียบงันของหมู่บ้าน
“มึงว่า เอ็มจะมากับพวกเราไหมคืนนี้?” เด่นหยุดจักรยาน ก้มหน้าเจ็บใจ
“เขาไม่บอกอะไรกูเลยว่ามีปัญหาอะไร” แป๋วเอ่ยเสียงเศร้า จูนยืนพิงต้นไม้ใหญ่ มองลงไปที่พื้น
“บ้านเขาทะเลาะกันเสียงดังเมื่อคืนกูยังได้ยิน” จูนกระซิบ “กูว่า…คืนนี้เอ็มไม่มาแน่”
ทุกคนเงียบงัน ความรู้สึกหวาดระแวงแผ่คลุมเป็นม่านบาง ๆ ยามเย็นคืบคลานรอบตัวเหมือนเงาเงียบ ๆ
คืนนั้นเอง เอ็ม — เด็กที่ขาดไปจากกลุ่ม — กลับไม่ปรากฏตัวที่จุดนัด วันต่อมาไม่มีใครพบเอ็มอีก แม่ของเอ็มเดินพล่านในหมู่บ้าน ร้องเรียกลูก น้ำตาเปื้อนแก้ม ซีดเสียจนดูเหมือนเงาใส ๆ ในวันเมฆปกคลุม
“เอ็มหายไปไหน!” แม่ตะโกนกลางลานวัด ชาวบ้านต่างเดินหัวชนฝาบ่นพึมพำ
กลุ่มของผิงยืนเคียงกันที่ท้ายลาน เงียบ ๆ เหมือนรับโทษที่ไม่ได้บอกอะไร
“เมื่อคืนก่อน เอ็มบอกอะไรกับใครมั้ย?” ผู้ใหญ่ถามผิง
ผิงอึกอัก หลบตาไปทางเพื่อน ๆ
“ไม่มีครับ…แกแค่บอกว่าจะไปดูดาว” คำตอบถูกกลั่นกรองจนลบเลือนความจริงบางส่วนออก
ตกดึก ทั้งกลุ่มกลับมานั่งรวมตัวในยุ้งข้าว ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว เด่นเขวี้ยงหินลงพื้น แป๋วกอดเข่าหลุบตา นานนับนาที ไม่มีใครพูด
“กูว่า ความลับมีในหมู่บ้านนี้เยอะเกิน เพื่อนเรากำลังเป็นเหยื่ออะไรบางอย่าง” แป๋วพูดเสียงสั่น ๆ ทุกคนสบตากัน ก่อนที่จูนจะลุกขึ้นยืน สีหน้าเด็ดขาด
“คืนนี้ กูจะไปหาเอ็มที่ชายป่า พวกมึงกลัวก็ไม่ต้องมา”
เสียงตกลงกันอย่างลังเล เสียงใจเต้นในอกแต่ละคนดังเข้าหูตนเอง
เช้าวันใหม่ กลุ่มเด็กเดินฝ่าหญ้าที่มีหยาดน้ำค้าง ตรงไปยังชายป่าที่เอ็มพูดถึง หลักฐานแรกที่พบคือรองเท้าผ้าใบข้างหนึ่งฝังโคลนลึก มีร่องรอยลากไปทางเนินภูเขา
“กลัวใช่ไหม?” เด่นถามเสียงเบาเมื่อผิงลังเลจะไปต่อหรือถอยหลัง แป๋วจับมือผิงอย่างให้กำลังใจ
“กูกลัว…แต่มึงคิดดู ถ้าเราไม่เจอเพื่อน เราจะอยู่กับความรู้สึกผิดนี้ไปตลอดชีวิต” ผิงตอบ น้ำเสียงสะท้อนความหวาดหวั่นและความกล้าผสมกัน
กลุ่มเด็กเดินลึกเข้าไปในป่า อากาศเปลี่ยนจากหวานชื่นเป็นอึดอัด ไอเย็นจับขั้วหัวใจ เสียงเสียดสีของใบไม้นำมาซึ่งแววตาวิตก ก่อนที่จูนจะหยุดกึก ชี้ขึ้นไปยังซากกระท่อมเก่าครึ่งพังที่ท้ายดง
ในกระท่อม พวกเขาพบเสื้อเชิ้ตเอ็มที่ขาดรุ่งริ่ง แขวนบนฝาบ้านเก่าที่มีรอยขีดเขียนเป็นแผนที่ลายมือเด็ก ๆ ทุกคนยืนจ้องเงียบไปนาน รู้ว่ามีบางอย่างรออยู่ข้างหน้า
“เอ็มอาจซ่อนตัว หรือ…หรือไม่ก็…” แป๋วกลืนน้ำลาย พูดไม่จบ
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักดังแว่ว เด่นกำมือแน่น “กูจะเป็นคนเดินนำเอง ใครมีไฟฉายเปิดเลย” ผิงยื่นไฟฉายให้เพื่อนอย่างสายตาสั่นระริก กลุ่มเด็กก้าวเดินเข้ากระท่อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป หัวใจทุกคนเต้นรัว
ภายในกระท่อมมืดสลัว มีกลิ่นอับของไม้ผุและดินชื้น เสียงสัตว์เล็กกระซิบผ่าน ไฟฉายส่องเห็นข้อความด้วยลายมือบนผนัง: “อย่าไว้ใจผู้ใหญ่”
ทุกคนขนลุกซู่ ผิงถอยกรูดชนประตูเก่า ลมหายใจกลายเป็นเสียงฮัมแผ่ว ๆ ไม่มีใครพูดอะไร จนกระทั่งจูนรวบรวมความกล้าเอื้อมมือแตะเสื้อเอ็ม
จังหวะนั้นเอง ประตูไม้พลันถูกผลักเปิดเสียงดังลั่น ผิงแทบทรุด ทั้งสี่สะดุ้งเผ่นถอยหลังไปชนกัน ในแสงไฟตะเกียงเล็ก ๆ แม่เอ็มยืนอยู่ตรงประตู สายตาเต็มไปด้วยน้ำตาและความสับสน
“ลูกฉันอยู่ไหน!” เสียงร้องไห้แทงหัวใจเด็ก ๆ
ไม่มีใครตอบได้ จังหวะตกอยู่ในความเงียบ จูนสะอื้นขัดใจ
“เราก็อยากรู้เหมือนกันป้า…” แป๋วพูดเบา ๆ ทุกคนเหมือนแบกน้ำหนักของความลับในใจ
แม่เอ็มทรุดตัวลงบนพื้นกระท่อม มือสั่น น้ำตาไหลเงียบ สายตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เมื่อคืนฉันทะเลาะกับเอ็ม…พูดแรงไป…เขาคงหนี…” เธอสารภาพท่ามกลางความเงียบ ฝีเท้าหนักหน่วงของความผิดพลาดสะท้อนในหัวใจแต่ละคน
เด่นเดินอ้อมไปนั่งข้างแม่เอ็ม พูดแผ่ว ๆ “ตอนเราเจ็บ ก็อยากมีคนฟังนะครับป้า”
กลุ่มเด็กและแม่เอ็มพยายามรื้อค้นห้อง กระนั้นร่องรอยของเอ็มก็จางหายเหมือนฝุ่นในแสงอ่อน บางอย่างในใจผิงเริ่มร้าวลึก เขาตระหนักถึงความไร้เสียงของเอ็มก่อนหายไป
เส้นทางของการค้นหาครอบคลุมไปถึงบ้านร้างปลายหมู่บ้าน กลุ่มเด็กแบ่งหน้าที่กันค้นหา แต่ละคนเผชิญประสบการณ์หวาดระแวงและสับสนในเบื้องลึกของตนเอง
ผิงเดินสำรวจโถงบ้านร้าง ลมหายใจสั้น เขานึกถึงวันที่เขาเคยหัวเราะกับเอ็มตรงนี้ เสียงความทรงจำก้องสะท้อนในหัว
“เอ็ม…” เขาเสี้ยงเบาราวกระซิบ ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงเธอและเสียงหนูวิ่งในมุมมืด
กลุ่มเด็กกลับมารวมกันที่ยุ้งข้าว สายตาเรียบชืด รอยขีดข่วนที่ขา แสดงถึงความอดทน พวกเขาสรุปว่าคืนนี้ต้องหาทางคุยกับพ่อแม่ของทุกคน
“เราสู้คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว” แป๋วว่า จูนเม้มปาก เด่นนิ่งไปชั่วขณะ
มื้อเย็นของแต่ละครอบครัวเงียบงัน เหมือนเสียงหัวใจแตกสลาย ผิงสบตากับพ่อที่จับจ้องจานข้าวตรงหน้า ก่อนจะรวบรวมความกล้า
“พ่อ…เอ็มหายตัวไป พวกผมหาไม่เจอ” คำสารภาพสั่นไหว แม่หยุดมือ น้ำตาไหลซึมขอบตา
“เราต้องบอกคนอื่น” พ่อพูดหนักแน่น “เพราะบางทีความลับ…มันยิ่งทำร้าย” เสียงนี้ฝังลึกในใจผิงจนยากจะลืม