น้ำค้างสีเลือด
เสียงจักจั่นดังเซ็งแซ่ทั่วบริเวณหอพักชมจันทร์ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมป่า มืดสลัวและลึกลับจนเฟิร์นต้องเดินดูรอบๆ อีกครั้งก่อนกลับเข้าห้องพัก เด็กสาวไล่นิ้วตามขอบหน้าต่างเก่า กลัวเสียงลมหวิวที่เคาะอยู่ข้างหู มองไปยังตึกอิฐที่ดูเย็นชากับเพื่อนร่วมหอที่ค่อยๆ ทยอยเดินกลับมาในแสงไฟสลัว เธอรู้สึกทุกย่างก้าวของตัวเองหนักอึ้งและไม่กล้าสบตาใครแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างกานต์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กานต์ปรากฏตัวพร้อมเสื้อฮู้ดดำ กระเป๋าพะรุงพะรังและรอยยิ้มบากบั่น “วันนี้เข้าเวรซ่อมห้องหลวงกับไอ้อาร์ทแทน แม่น้ำค้างนี่หนาวชะมัดเลยเนอะ” เฟิร์นอดหัวเราะไม่ได้ แต่ในใจกลับซ่อนความสั่นไหว “ใช่…รู้สึกคืนนี้มันแปลกๆ” เธอพูดเสียงเบา
“ฟังเสียงหอประจำคืนมั้ยวะ?” ตั้ม เสียงกวนจากบันไดไม้เก่า เขายักไหล่ กวาดสายตารอบๆ ด้วยความระแวง
“อย่าทำเป็นพูดเล่นเลยตั้ม ฉันว่ามีอะไรกำลังจะเกิดขึ้นแปลกๆ ตั้งแต่ชุดประชุมของสโมฯ หาย กุญแจสำคัญก็หาไม่เจอ” อาร์ทเสริม ขยับแว่นตาแล้วแตะไหล่ตั้มเบา ๆ
เสียงมือถือดังสะดุ้งตัดความเงียบ เฟิร์นหยิบขึ้นตอบอย่างลังเล “ว่าไงไหม… หา? หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?” สีหน้าเคร่งเครียดแผ่ซ่านทุกคนขณะที่เฟิร์นวางสาย
“ไหมยังไม่กลับหอ พวกแม่บ้านบอกเห็นสุดท้ายอยู่ที่ท้ายหอ ตอนกลางคืน…” เฟิร์นมือสั่น หยาดเหงื่อซึมขมับขณะที่ทุกคนสบตากันในความเงียบ
“ไปดูด้วยกันมั้ย?!” เสียงตั้มดังขึ้น พร้อมกับความกลัวที่สั่นในเสียง ทุกคนไม่กล้าปฏิเสธ ทั้งหมดค่อยๆ เดินก้าวอย่างเงียบเชียบออกสู่ความมืดข้างหอพัก ปล่อยให้แสงไฟสีส้มไกลออกไปเรื่อย ๆ
บรรยากาศปากทางเข้าป่าทึบเหมือนกัดกินความกล้าหาญ เฟิร์นหอบหายใจลึก “ใครไปหน้าสุด?”
กานต์จุดไฟฉาย ฉายไปบนพื้นดินชื้น “ฉันเอง แต่…ถ้าจะเดินนำ อย่าทิ้งกันไว้กลางทางนะ” แววตาเขาไม่แน่ใจเลยสักนิด
ขณะที่เดิน ตั้มพูดเบา ๆ “พวกเธอเชื่อเรื่องคำสาปเด็กหอไหม?” เฟิร์นกับกานต์หันขวับ “เลิกพูดแบบนั้นเถอะตั้ม… ไม่มีอะไรทั้งนั้น” แต่เสียงใบไม้และกลิ่นตลบอบอวลทำให้ไม่มีใครเชื่ออย่างที่พูด
พบรอยเลือดสีดำลื่นไถลผ่านรากไม้ เฟิร์นก้มลงแตะเบา ๆ ปลายนิ้วเปื้อนเหนียวเย็นวาบ เธอถอยหลัง กระจกตาสะท้อนแสงไฟฉายเปื้อนเลือด “นั่นไหมใช่ไหม?”
ไม่มีใครตอบ อาร์ทยืนจับไหล่ตั้มแน่น กานต์กลืนน้ำลาย “อาจเป็นแค่สัตว์ หรือ… ใครสักคนล้อเล่น” กานต์มองเฟิร์นด้วยแววตาไม่เชื่อคำพูดตัวเอง
เสียงครืดคราดเหมือนอะไรบางอย่างปีนต้นไม้ ทุกคนรีบกรูเข้าใกล้กัน กานต์มือสั่นแต่ยังฉายไฟขึ้นบนยอดไม้ “ถ้าไหมอยู่บนนี้ล่ะ?” เสียงเฟิร์นแผ่วเบาในเงาสลัว
ตั้มอึกอัก “ถ้าเกิดมันไม่ใช่… คนล่ะ?”
แสงไฟสาดพุ่งกระทบริ้วเงาแปลกประหลาด ก่อนเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน หัวใจทุกคนเต้นระรัว อาร์ทกลืนน้ำลาย “พอแล้ว กลับไปกันเถอะ เช้าแล้วค่อยแจ้งตำรวจ”
แต่เฟิร์นไม่อยากกลับ “ถ้ามีใครต้องการความช่วยเหลือ พวกเราจะปล่อยเขาไว้ที่นี่จริงเหรอ?” เฟิร์นสบตากานต์ น้ำเสียงดื้อรั้นทะลุความหวาดกลัว กานต์ลังเลแต่พยักหน้ายอม
ทุกคนตัดสินใจเดินลึกเข้าไปมากขึ้น ไฟฉายในมือประคองกันไว้แน่น เสียงข้างในหัวเฟิร์นก้องซ้ำคำของไหม อดีตเพื่อนที่เคยมีปัญหากัน “ถ้าเพื่อนไม่รักกัน แล้วความลับจะถูกเปิดเผยเมื่อไหร่?”
รอยเลือดต่อลงไปยังบ่อน้ำเก่า ทุกคนยืนอึ้ง น้ำตาเฟิร์นไหลออกมากะทันหันก่อนจะเอื้อมจับข้อมือกานต์แน่น
ตั้มเดินนำ ทันใดก็ลื่นล้ม ฟาดหัวกับตอไม้จนร้องครวญเพื่อนๆ เข้าประคอง เสียงแว่วจากบ่อน้ำแทรกเข้าหูเหมือนเสียงเด็กผู้หญิงร้องเรียก “ช่วย…ด้วย…” เฟิร์นขนลุกซู่ กานต์เบือนหน้าหนีแต่หยุดไม่ได้
กานต์แอบหยิบกุญแจเก่าขึ้นมาจากกระเป๋า เฟิร์นเห็นเข้า ตาวาวฉายแสงสงสัย “นาย…ได้กุญแจมาจากไหน?” กานต์เบือนหน้าหลบ “ของไหม… วันนั้นเขาฝากไว้ก่อนทะเลาะ… แต่ฉันไม่ได้บอกใคร” ความเงียบปกคลุม บรรยากาศอึดอัด ทุกคนแย้มรอยร้าวเล็ก ๆ ระหว่างกัน
“งั้นถ้าไหมหายไปเพราะเราทะเลาะกันจริงๆ ล่ะ?” อาร์ทพูดเบา ๆ สบตาเฟิร์นที่น้ำตาซึม “ทุกคนต่างเคยโกหกไหมใช่ไหม?”
ใบไม้สั่น เสียงฝีเท้าปริศนาดังขึ้นจากอีกฝั่งบ่อน้ำ เฟิร์นใจสั่น มือกุมหัวใจแน่น
“นั่น…เหมือนเสียงรองเท้าไหมเลยนะ” ตั้มกระซิบ เพื่อน ๆ ทุกคนเงียบ อารมณ์ตึงเครียดจนได้ยินเสียงลมหายใจตนเอง
ทันใด แสงไฟฉายส่องไปพบร่มสีชมพูของไหมตกคว่ำอยู่ริมบ่อน้ำ พลาสติกเลอะเลือดเกรอะกรัง เฟิร์นเข่าอ่อน ซุกหน้าลงไหล่กานต์
“ฉันขอโทษ…” เธอกระซิบ กานต์ฝืนยิ้ม “เราทุกคนต่างมีส่วนผิด จริงไหม?”
ขณะเดียวกัน ตั้มย่องไปหยิบร่มขึ้นมาดู ใบหน้าซีดขาว เขาหันมา “ตรงนี้…มันมีเบาะแสไหม?”
วัตถุแปลกตาขนาดเท่ากำปั้นร่วงตกในโคลน เป็นสร้อยข้อมือไหมพรม เฟิร์นรีบคว้ามัดแน่น “ของไหมแน่ ๆ!” เธอปล่อยโฮ ความกลัวและความผิดท่วมท้นจนพูดไม่ออก
อาร์ทพยายามปลอบแต่ก็พูดติดขัด “เรายังไม่รู้ว่าไหม… เป็นอะไร” พูดค้างกลางประโยค มองหารูปวาดรูปหนึ่งที่สลักอยู่โคนต้นไม้ “นี่มัน…ศิลปะของไหมที่ชอบขีดเขียนตอนเด็กๆ”
รอยขีดทาบเป็นรูปคนยืนสองคนจับมือกัน ล้อมด้วยหยาดเลือดสีเข้ม เฟิร์นหยุดร้อง เบิกตากว้าง ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ลมเย็นพัดวูบ ไฟฉายกระพริบวูบวาบ ร่มปลิวหล่นลงบ่อน้ำ ลึกลงไปจนเงายาวบิดเบี้ยว ทุกคนถอยกรูอย่างพร้อมเพรียง
“กลับไปหอเถอะ” กานต์เอ่ยเสียงสั่น เฟิร์นพยักหน้าขณะจับแขนเพื่อนแน่น ทุกคนค่อยๆ ถอย ทิ้งร่มและรอยเลือดไว้ในเงื้อมมือความมืด
เดินกลับหอในความเงียบงัน อึดอัด เฟิร์นหันไปสบตากานต์ ความระแวงเจือปนขอโทษ “นายคิดว่าไหม…โดนอะไรจริงๆเหรอ?” กานต์กินน้ำลาย “…ฉันไม่รู้…แต่ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”
มาถึงหน้าหอพัก สมุดบันทึกสีขาวของไหมวางอยู่หน้าประตู ทุกคนอึ้ง เฟิร์นหยิบขึ้นเปิดดู ข้อความแรกเขียนว่า “ถ้าฉันหายไป แปลว่าจะมีใครตามมาเร็ว ๆ นี้”
เฟิร์นอยากพูดอะไรแต่เสียงตัดขาด หล่อนนั่งลงบนบันได เงียบอยู่นาน ก่อนจะเปิดสมุดต่อ หน้าสองเขียนว่า “เลือดจะกลบความลับ คืนนี้จะไม่เงียบงันอีก” ทุกคนชะงัก
เสียงขูดกรากที่พื้นหอทำให้ขนลุกซ่า ตั้มกอดอกแน่น คว้าฆ้อนด้ามสั้นบนโต๊ะ “ถ้ามีใครแกล้ง ฉันจะไม่ทนแน่!”
“อย่าเพิ่งโวยวาย ใจเย็นก่อน” อาร์ทดึงแขนตั้ม “ในหอนี้มีแต่เรา ถ้าไม่ใช่…ก็ต้องเป็นพวกเราคนใดคนหนึ่ง”
บรรยากาศคุกรุ่น เงาสะท้อนในหน้าต่างเหมือนมีอะไรมองกลับมา เฟิร์นเดินช้า ๆ ไปหยุดตรงทางเดินเปลี่ยวหน้าห้องไหม หัวใจเต้นแรง เธอเคาะประตูเรียก “ไหม… หากอยู่ในนี้ ออกมานะ…”
ไม่มีเสียงตอบ หัวใจเหมือนตกลงเหว ทันใดนั้นเสียงกุกกักข้างในดังขึ้น เฟิร์นกลั้นใจดึงลูกบิดเข้าไป พบเพียงตุ๊กตาหมีตัวโปรดของไหมถูกฉีกขาดตกในเงามืด กับกระดาษใบหนึ่งเขียนว่า “ฉันเห็น…เธอ จนวินาทีสุดท้าย” ทุกคนยืนหน้าซีดเผือด