คืนฝนหลอน – โรงแรมร้างกลางเมือง
เสียงฟ้าร้องดังก้องเหนือฟ้า กรุงเทพฯ ในคืนที่ฝนเทลงมาไม่หยุด รถเมล์สายหนึ่งพุ่งเข้าสู่ซอยเปลี่ยว ก่อนจะหยุดเพราะน้ำท่วม คนขับตะโกนออกมาว่า “ลงไปก่อน เดี๋ยวน้ำขึ้นมาอีก!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ผู้โดยสารสี่คนลงจากรถอย่างงงงัน ลิน นักศึกษาปีสาม วัย 20 ปี ตัวเปียกโชก เดินมองหาที่หลบฝนพร้อมกระเป๋าหนึ่งใบ ตามมาด้วยชายวัยกลางคนหน้าตาบึ้งตึงชื่อเดช เขาสวมสูทสีหม่น รีบหลบฝนไปข้างตึก เลิศ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสูงวัย หอบข้าวของสองสามชิ้นเดินงก ๆ เงิ่น ๆ ติดตาม หญิงวัยกลางคน ท่าทางมั่นใจชื่ออุษา แต่งตัวเนี้ยบ กำลังคุยโทรศัพท์อย่างหัวเสีย ส่วนอีกคน วิน หนุ่มพื้นเพต่างจังหวัด สวมเสื้อกันฝนสีฟ้าเอียงศีรษะดูท้องฟ้าอย่างอ่อนใจ
ลินชะโงกมองตึกสูงที่มีป้ายปัง: “โรงแรมเคหะร้าง” เธอตัดสินใจตรงเข้าประตูเลื่อนอัตโนมัติอันเก่า ๆ ที่ดูเหมือนไม่ควรใช้มานานหลายปี เดชสะกิด “เราแน่ใจเหรอจะเข้าไปในนี้”
“ถ้าจะยืนตากฝนอยู่ข้างนอก คุณก็ตามใจ” อุษาสวนเสียงแข็ง แล้วเดินนำเข้าไป เลิศตามหลัง ทุกคนตามเข้าไปทีละคน ประตูปิดลง เสียงลมฝนภายนอกกลบทุกอย่าง
ภายในโรงแรมมืดทึบ มีเพียงแสงไฟจากมือถือและเทียนไขในกล่องเก่าที่เลิศจุดขึ้น แต่ละคนเลือกมุมตัวเองอย่างอึดอัดและตึงเครียด วินมองหน้าคนอื่น “เราจะติดอยู่ในนี้นานแค่ไหนเนี่ย”
“จนกว่าฝนหยุด… หรือเค้าจะกลับมารับเราก็ได้” ลินตอบเสียงเบา มือกำสายโทรศัพท์สั่น ๆ
เสียงฟ้าผ่าทำให้ทุกคนสะดุ้ง อุษาเดินไปที่แผนกต้อนรับเก่า หยิบสมุดแขกขึ้นมาเปิด เห็นรอยขีดเขียนเมื่อนานมาแล้ว ระหว่างนั้น เลิศเดินสำรวจรอบ ๆ เจอลิฟต์เก่า สัญชาตญาณบอกให้เขาเงี่ยหูฟังเหมือนมีเสียงบางอย่างแว่วขึ้นมาจากข้างล่าง
“ลิฟต์นี่มันยังใช้ได้เหรอ?” วินกระซิบถาม แต่เลิศส่ายหน้าไม่พูดอะไร
เสียงกรีดร้องแผ่วเบาลอยมากับสายฝน ราวกับเป็นเสียงเด็กหรืออะไรสักอย่าง ทุกคนหยุดนิ่ง อุษาเงยหน้า “เสียงอะไรน่ะ…”
ลินมองไปข้างบน เห็นฝ้าผุ ๆ และหยดน้ำรั่ว ลินนิ่งไปเหมือนได้ยินเสียงนั้นแต่ไม่อยากพูดอะไร เบื้องหลังแสงเทียน เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นตามทางเดิน แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาว่าพวกเขากำลังไม่ใช่แค่ห้าคนในนี้
เวลาผ่านไป โทรศัพท์มือถือของทุกคนไร้สัญญาณ ลินซ่อนน้ำตาเงียบ ๆ วินเดินมาหา “มากินขนมมั้ย เราพกมากจากบ้าน…” ยื่นซองขนมสาหร่ายยี่ห้อท้องถิ่นให้ ลินพยักหน้าอย่างซึมเศร้า
“เราคิดว่า เราคงไม่ได้ไปไหนคืนนี้แล้ว” เดชพึมพำ พลางวางกระเป๋าเอกสารลงแรง ๆ อุษาหันมาสบตา จ้องด้วยความเหนื่อยใจ “นายจะหยุดฟูมฟายได้มั้ย ฉันต้องรีบกลับไปหาลูกชาย”
เดชนิ่ง มองออกไปนอกกระจกเห็นเพียงภาพเงาสะท้อนของตัวเอง “ไม่ใช่ว่าเราทุกคนอยากกลับบ้าน?”
ขณะที่ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ทุกคนหันขวับไปมองแต่ไม่มีใครกล้าเดินไปเปิด วินจับแขนเลิศแน่น “พี่…เรียกตำรวจดีมั้ย”
เลิศกระซิบเบา ๆ “สัญญาณไม่มี แล้วถ้าข้างนอกเป็น…” เขาหยุดคำ
เสียงขูดกับไม้ดังยืดยาวจากชั้นบน ลินลุกขึ้นกล้าหาญ เดินนำไปทางบันได “ฉันจะไปดู มีใครมาด้วยมั้ย” วินลังเลแต่สุดท้ายก็ตาม ลิน เธอกล้ามากเพราะไม่อยากให้อยู่กับความกลัวอีกต่อไป
บันไดไม้เอี๊ยดอ๊าดทุกก้าว ลินใช้ไฟฉายมือถือส่องไปข้างหน้าพร้อมวินที่เกาะแขน ลินเปิดประตูห้องหนึ่ง เผยให้เห็นห้องโล่งที่ผนังเต็มไปด้วยรอยมือเล็ก ๆ สีดำ วินตัวสั่น “ที่นี่มัน…มีอะไรกันแน่”
ลินมองดูรอยมือ รำลึกอดีตที่เธอเคยมาที่นี่เมื่อตอนเด็ก ๆ ความทรงจำร้าวรานหลั่งไหลกลับมา เธอกลืนน้ำลาย “ฉันเคย…ฉันเคยอยู่ที่นี่ มีคืนหนึ่งแม่พาฉันมาอยู่เพราะหนีคนพ่อ”
วินทำท่าจะพูดต่อ แต่ลินรีบบอก “ไม่ต้องพูดอะไร ฉันกลัว…”
ทั้งคู่ได้ยินเสียงฝีเท้าเด็กวิ่งผ่านหน้าห้องไป วินรีบปิดประตูแล้วนั่งนิ่ง ๆ ข้างลิน ทุกคนในโรงแรมต่างคนต่างสงสัยความจริง แต่ยังเก็บมันเอาไว้
ข้างล่าง เดชกับอุษาโต้เถียงกัน อุษาเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาเก่า “ถ้าคุณไม่ทำสัญญานั่น ฉันก็คงไม่ต้องติดอยู่ที่นี่หรอก!” เดชตอบกลับ “แล้วใครเป็นคนเลือกงานนี้ล่ะ!”
อุษาน้ำตาคลอ ตัดพ้อ “ลูกชายฉันอยู่โรงพยาบาล ต้องผ่าตัดพรุ่งนี้ ฉัน…ไม่ควรอยู่ที่นี่”
เลิศนั่งฟังเงียบ ๆ จู่ ๆ รู้สึกขนลุกเมื่อเห็นเงาอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวหลังเคาน์เตอร์ เขาพยายามจับเสียงฝีเท้าและเสียงหายใจแผ่วเบา แต่เมื่อเดินเข้าไป ไม่มีใครอยู่ที่นั่น
ขณะเดียวกัน บนชั้นสอง ลินและวินพยายามออกจากห้อง แต่น้ำจากสายน้ำรั่วเอ่อชั้นบนทำให้พื้นลื่น ลินล้มกระแทกกับราวบันได เธอน้ำตาไหลแต่ไม่พูดอะไร วินรีบช่วยประคองฝืนยิ้ม “เดี๋ยวก็เช้าแล้ว”
เสียงทีวีเก่าดังขึ้นเองที่ล็อบบี้ ทั้งหมดวิ่งมารวมกันอย่างตกใจบนใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความคาดหวังและความหวาดหวั่น เดชควบคุมอารมณ์ไม่ได้ตะโกนใส่อากาศ “ใครอยู่ที่นี่! ออกมาเดี๋ยวนี้!”
จู่ ๆ ภาพบนจอทีวีแสดงภาพบ้านหลังหนึ่งที่มีเด็กนั่งร้องไห้อยู่ ทุกคนมองจออย่างตะลึง แล้วเสียงเด็กร้อง “ช่วยด้วย…หนูหนาว…”
ลินน้ำตาร่วง “แม่…” เธอกระซิบเบา ๆ วินจับมือปลอบ ลินตกใจ “เสียงแม่ฉัน…” เดชกับอุษามองหน้ากัน เห็นแววกลัวแบบที่ไม่เคยเผยกับใคร
ประตูชั้นใต้ดินค่อย ๆ เปิดเสียงดังเอี๊ยด เลิศหายใจลึกก่อนเดินนำลงไปทุกคนจึงเดินตามลงไปด้วย ในห้องมืด ๆ เต็มไปด้วยเศษซากของเครื่องเล่นเก่า มีบันทึกเสียงคาสเซ็ตต์ตกอยู่ ลินหยิบขึ้นมา กดฟัง เสียงผู้หญิงพูดสะอื้น “ขอโทษ…ขอโทษลูกแม่ทำให้ทุกอย่างพัง”
ลินรีบดึงมือออก น้ำตาเอ่อ เลิศพูดเสียงอ่อน “บางทีเราต้องเผชิญมัน ถึงจะไปต่อได้”
ระหว่างนั้น ฝนยังตกไม่หยุด ข้างนอกเหมือนไม่มีเวลาผ่านไป ทุกคนวนเวียนในโรงแรม ต่างแสดงสีหน้าก้มต่ำเผชิญกับบาดแผลในอดีต วินสารภาพกับลิน “ตอนเด็ก ๆ แม่ก็ทิ้งเราไว้ในสถานีรถไฟ…เรากลัวจะถูกลืมตลอดมา”
ลินยิ้มจาง ๆ “ฉันก็เหมือนกัน แม่หนีไป ฉันอยู่คนเดียวถึงเช้า ท้องฟ้ามืดขนาดนั้นยังมีแสง”
อุษายืนอยู่หน้ากระจกเก่าเหม่อถึงลูกชายที่ป่วย “ฉันไม่ได้เก่งอย่างที่บอก…ฉันกลัวมาก กลัวว่าจะไม่ทันช่วยลูก” เสียงในหัวกระซิบกลับ “แต่เธอยังเหลือโอกาส”
ขณะที่ทุกคนอยู่ในห้วงแห่งความหวาดกลัว เสียงฝีเท้าดังวิ่งขึ้นลงบันได เสียงหัวเราะของเด็กและเสียงร้องไห้สวดมนต์แผ่วเบาสะท้อนในโถง เลิศเดินไปเปิดไฟริบหรี่ในครัวเก่า จู่ ๆ ประตูตู้เย็นเปิดเอง ภายในมีรูปเด็กหญิงคนหนึ่งที่ท่าทางคุ้นตาให้กับลิน
ลินหยิบรูปมาดู สายตาสั่นระริก เธอกระซิบ “ทำไม…ถึงมีรูปฉันตอนเด็ก…” เดชหันมามอง แววตาเครียด “มันหมายความว่าไง”
เสียงประตูโรงแรมดังสนั่น ทุกคนใจหาย พยายามรวมตัวกัน เดชแสดงอาการหวาดกลัวแต่เก็บไว้ไม่ให้ใครเห็น อุษาดึงลมหายใจแรง ๆ “ถ้าจะมีปีศาจในที่นี้…ฉันขอให้มันเอาฉันไปแทนลูกฉัน”
เสียงดังกรีดร้องของเด็กและหมอกขาวลอยเข้ามา เลิศบอกเสียงสั่น “ไม่มีปีศาจ มีแต่ความทรงจำที่เราไม่ยอมให้อภัยตัวเอง”
ทุกคนเงียบ จู่ ๆ เด็กหญิงในชุดเก่าปรากฏตัวตรงบันได เธอมองหน้าลินด้วยสายตาเศร้า “แม่…แม่อยู่ไหน” ลินเดินเข้าไปช้า ๆ “แม่ไม่อยู่แล้ว…แต่หนูยังอยู่ หนูโตแล้ว…”
เด็กหญิงกระซิบ “อย่าทิ้งหนูอีกเลย” ลินน้ำตาไหลโผเข้ากอดเด็กคนนั้น ก่อนที่เงาร่างจะค่อย ๆ จางหายไปพร้อมเสียงฝนที่ค่อย ๆ เบาลง
วินหันมามองทุกคน “ผมอยากกลับบ้าน ผมอยากเริ่มใหม่” เดชก้มหน้าเงียบ น้ำตาส่งผ่านโดยไม่พูดคำใด
ฝนซาแผ่ว ทุกคนเดินมาทางทางออก แสงเช้าสาดสะท้อนกระจก ลินหยุดยืน จ้องไปข้างหลัง “บ้าน ไม่เคยเป็นที่ เราคิดถึง…แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเอง”
อุษายิ้มจาง ๆ “ถึงจะยังไม่พร้อม แต่ขอบคุณทุกคนมากนะ” เลิศพยักหน้าช้า ๆ “บางครั้ง…เราอาจต้องติดอยู่ที่ไหนสักที่ เพื่อจะได้เริ่มต้นใหม่”
ประตูโรงแรมเปิดออก ทุกคนเดินออกไปทีละคน ทิ้งอดีตของตัวเองไว้กับเสียงฝนร้าง ความหวังเล็ก ๆ ดังขึ้นในใจของทุกคนอีกครั้ง