เงาสะท้อนบนเกาะร้าง
เสียงหัวเราะเจือความตื่นเต้นและเสียวสันหลังจากแก๊งนักศึกษามหาวิทยาลัยห้าคนก้องอยู่บนดาดฟ้าเรือสำรวจกลางทะเล ศิริน สาวแก่นจอมทะเยอทะยานตัดสินใจจัดทริปนี้หวังพิสูจน์ตัวเองต่อเพื่อนๆ โดยเฉพาะกับภาคิน ชายหนุ่มที่เงียบขรึมแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยแผลเก่า ทั้งคู่ต่างมีความลับที่ไม่กล้าเปิดเผยต่อกัน ด้านเอิง เพื่อนสาวรักสนุกกับเอื้อ หนุ่มสดใสไม่เคยทุกข์ร้อน และทิน เพื่อนชายผู้เก็บอารมณ์ ต่างเฝ้านับชั่วโมงรอแคมป์ไฟริมทะเลในคืนต่อไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!คลื่นลมหุนหันพลันแล่นกลางดึก ก่อนใครจะรู้สึกตัว เรือโคลงจนของตกกระจัดกระจาย ศิรินคว้าข้อมือภาคินอย่างแรง น้ำเค็มซัดสาดเสียงเอะอะโกลาหลสลับกรีดร้อง สุดท้ายทุกคนถูกซัดเกยขึ้นหาดของเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่ปรากฏบนแผนที่ เพื่อนทั้งสี่มองหน้ากันอย่างสั่นงัน เจ็บปวดจากรอยขีดข่วน ทว่าไม่มีร่องรอยของ “เอิง” ที่ควรจะอยู่ด้วย
แสงแดดเช้าบนชายหาดยังเต็มไปด้วยความตื่นกลัวและสับสน ภาคินเอ่ยเสียงเบา “เรา…ต้องตามหาเอิงให้เจอก่อน รอเดี๋ยวไม่ได้” เอื้อหยุดหอบ มองป่าทึบเบื้องหน้า “ใครจะรู้ว่าเกาะนี้มีอะไรบ้าง ควรตั้งกลุ่มสำรวจ” ศิรินสะบัดผม เปล่งเสียงมั่นใจเกินจริง “แต่ถ้ารอ…จะช้าเกินไป ถนนรอบเกาะอาจทำให้เอิงหลงลึกเข้าไป” ทินช่วยรวบรวมข้าวของที่เหลือ พบเพียงเป้กับแผนที่หยาบ ๆ
เมื่อย่างเท้าเข้าในป่า ความอึดอัดค่อย ๆ หนักขึ้น ช่องแสงลอดใบไม้สะท้อนเงาของแต่ละคนสั่นระริก ภาคินเดินนำ หน้าเคร่งเครียด ศิรินตาแดงก่ำ ลอบมองทุกคน “ฉันจะไม่ยอมล้มเหลวต่อหน้าเขา” เสียงในใจสะท้อนความกลัวเอื้อมถึงอดีตที่เจ็บลึก กลายเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อ
ทินหยุดชะงักเมื่อเสียงฝีเท้าอีกคู่ดังขึ้น เอื้อถอนหายใจหนัก “เจอร่องรอยฝีเท้า…แต่มันเหมือนจะมีเกินแค่ของพวกเรา” ไม่มีใครพูดต่อ ศิรินตัดสินใจเดินลึกเข้าไป เอื้อกับทินกลั้นใจตาม ด้านภาคินยังละสายตาไม่ได้จากรอยรองเท้าที่จมหายไปในโคลนอมเขียว
ภายในป่าดึกดำบรรพ์ กลุ่มพบซากกระท่อมไม้ผุ บ้านร้างกับเงาสะท้อนจากแอ่งน้ำข้างกระท่อมที่ดูแปลกตา ศิรินปาดเหงื่อ มองภาคินอย่างลังเล “คิดว่า…เอิงจะมาทางนี้ไหม” ภาคินหลบสายตา “ถ้าเอิงกลัว ก็คงเลือกทางง่าย ๆ กว่านี้” เอื้อเสริม “บางที เธออาจจะไปหาทางขอความช่วยเหลือแล้ว…” แต่ประโยคนั้นทำให้ศิรินเงียบลง ริมฝีปากขบจนเป็นสีเลือด
จนพลบค่ำ เกาะทั้งเกาะเหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบดูลึกลับ เสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมาตามลม ทินเม้มปากแน่นขณะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เสียงเซาะแทรกในพุ่มไม้ทำเอาเอื้อถึงกับสะดุ้ง “ใครน่ะ?” ไม่มีเสียงตอบกลับ นอกจากเงาของบางสิ่งที่ไหววูบท่ามกลางความมืด
ตอนกลางคืน ทุกคนรวมตัวกันตรงกระท่อมร้าง เอื้อจุดไฟขณะที่ศิรินกอดเข่า ความเงียบจากความหวาดกลัวคุกรุ่นจนสัมผัสได้ “เรา…มีอะไรที่อยากเล่าไหม สิ่งที่อยากขอโทษกัน” เอื้อพูดเหมือนลอย ๆ ทินหลบสายตา ถือขวดน้ำแน่น ภาคินลุกขึ้นพรวดเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร
ศิรินตามภาคินไปจนถึงเชิงผา ร่างชายหนุ่มยืนเคียงกับคลื่นลมแรง “ถ้าไม่มีฉันเอิงคงไม่หนีเข้าป่า” น้ำเสียงขมขื่นเงียบงัน ศิรินหอบลึก ๆ ก่อนกลั้นสะอื้น “อย่าโทษตัวเอง นายเองก็…” เธอกลืนถ้อยคำที่เหลือไปกับลม
เสียงฝีเท้าแทรกด้วยเศษกิ่งไม้แตก ทินเดินมาอย่างกระสับกระส่าย “ผมได้ยินเสียงคล้ายคนร้องไห้ข้างน้ำตก” สามคนรีบตามทินไปทันที ลัดเลาะป่าทะมึนจนถึงน้ำตก ไม่เจอใครนอกจากรอยเท้าที่กดลึกลงดินเปียก “มีรอยใหม่…และยังอุ่น” ภาคินก้มดู พึมพำน้ำเสียงแข็งกร้าว “เธอยังอยู่แถวนี้แน่”
คืนที่สองบนเกาะหมอกหนายังปกคลุมกระท่อมร้าง เสียงกระซิบบางเบากลับหวนชัดขึ้น ศิรินสะดุ้งตื่นกลางดึก เห็นเอื้อกำลังเคาะฝาบ้านเบา ๆ “เหมือนฉันเห็นเงาหญิงสาวยืนที่ปลายน้ำตก…เอิงหรือเปล่า” ทินไม่กล้าขยับใกล้ ความกลัวคลืบคลานอยู่ในแววตา “หรือเรา…อาจไม่ใช่แค่คนบนเกาะนี้”
ภาคินเดินฟุ้งซ่านออกนอกกระท่อม มองแสงจันทร์ทอดลงบนแอ่งน้ำ รอยเท้าลึกลงดินทรายเยียบกลีบ จากนั้นเงาในน้ำเริ่มขยับ…ใบหน้าของเอิงลอยเด่นจ้องตอบมา ริมฝีปากแสยะยิ้มเศร้าเสียงเบาโหยหวน “ทำไม…ถึงปล่อยฉันไว้” ภาคินผงะ ก้าวถอยหลังชนต้นไม้ เสียงหอบหายใจถี่ไม่กล้าตะโกนเรียกเพื่อน
รุ่งเช้า ศิรินรวมกลุ่มสำรวจป่าอีกครั้ง เส้นทางวกวนวนเหมือนถูกบางสิ่งนำพา ศิรินทิ้งตัวนั่งหอบบนโขดหินใหญ่ เอื้อมือนวดขมับ ขณะที่ทินเก็บเศษผ้าหลายชิ้นใกล้กัน “สีนี้…เสื้อเอิงวันนั้นใช่ไหม” ศิรินน้ำตาคลอเบ้า ฟันกัดกราม “ถ้าเราฟังความรู้สึกเธอตั้งแต่แรก…” ประโยคนั้นหยุดกลางเสียงสะอื้น เอื้อพูดแผ่วเบา “ฉันเองก็ดื้อจนทะเลาะกับเอิงก่อนลงเรือ…”
ทุกคนอ่อนแรง แต่เงายังดูเหมือนเคลื่อนไหวในมุมตา กลุ่มจำใจร่วมมือกันมากขึ้น รอยแผลของแต่ละคนค่อย ๆ เปิดเผยผ่านบทสนทนาสั้น ๆ กลางทาง ศิรินยอมรับกับภาคินว่าเคยลอบเอาของเอิงไปขายเพื่อช่วยเรื่องเงินโดยไม่ได้สารภาพ ทินสารภาพว่าเขากลัวการถูกทอดทิ้งจึงไม่กล้าขอร้องหรือช่วยเหลือเอิง เอื้อเงียบ ไม่กล้าเจอหน้าศิริน
ระหว่างเดินกลับกระท่อม หมอกหนาทึบแผ่เข้าหาครั้งใหม่ เสียงร้องไห้แผ่วเบาพลันแปรเป็นเสียงหัวเราะวิเวก ร่างเพื่อนทั้งสามหยุดกะทันหัน ภาพหลอนของเอิงเดินออกมาจากหมอก เธอเรียกชื่อทุกคนด้วยน้ำเสียงแตกปลาย “จำฉันได้ไหม…ใครทิ้งฉันไว้ตรงนั้น”
ศิรินร่ำไห้ตัวสั่น “ฉันขอโทษ ฉันควรดูแลเธอให้ดีกว่านี้” เอิงเอื้อมมือมาเบา ๆ ศิรินหลบตาด้วยความกลัว เอื้อประสานมือของศิรินไว้แน่น ทินยอมผละออกจากเงามืดมาเผชิญหน้า “ทุกคนต่างผิด แต่เรายังมีโอกาสช่วยกันอยู่”
เงาเอิงจางหายไปพร้อมเสียงร้องไห้ ท้องฟ้ารุ่งสาง เงือกแสงเจิดจ้าเผยผ่านม่านหมอก รอยเท้าที่เมื่อวานแปรเป็นเส้นทางออกไปยังชายหาดโค้ง ศิรินนำกลุ่มวิ่งตามแสงนั้นโดยไม่หันกลับ ทุกคนกอดกันแน่นแนบอกความอบอุ่นแปลกประหลาด
เมื่อถึงชายหาด พวกเขาพบเรือเล็กเกยฝั่ง เอื้อทุบป้องน้ำเสียงแตกพร่า “เรือ! เราต้องรีบ!” ศิรินหันมองเกาะสุดท้าย “เอิง…ถ้าเธอยังอยู่ ฉันจะขอใช้ชีวิตใหม่ด้วยความกล้าอีกครั้ง” ภาคินแนบแผ่นหลังเพื่อนสบตาเจอความกลัวในอดีตแทนที่ด้วยการให้อภัย
ขณะเตรียมออกจากฝั่ง เงาผ่านม่านหมอกเพ่งมองพวกเขาอีกครั้ง เสียงคลื่นซัดชายฝั่ง เสียงหัวเราะและร้องไห้ปะปนกันในอากาศ พวกเขาไม่ได้ทิ้งใครไว้เบื้องหลังอีกเลย แสงสุดท้ายสะท้อนบนผิวน้ำ ราวกับเงาเอิงยังคอยเฝ้าส่งพวกเขากลับบ้านอย่างเงียบงัน