หอพักวุ่นวายกับสมาคมขี้สงสัย
เสียงร้องโวยวายของใครบางคนดังลั่นหอพักชายตึกหนึ่ง ใครบางคนนั้นคือ ‘ร็อค’ เด็กปีสองที่ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นใจ (เกินเหตุ) เขายืนกระโดดเหวออยู่ตรงหน้าประตูห้อง ท่าทางเหมือนนักสืบจำเป็นที่เพิ่งรู้ตัวว่ามีอะไรบางอย่างในชีวิตขาดหาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กูถามจริง ใครขโมยรองเท้ากู!” ร็อคตะโกนเสียงดัง ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าอันควรสงบของวันศุกร์
‘ขวัญ’ เพื่อนรักจอมคิดมากของร็อค โผล่มาด้วยความง่วง หน้าตาเหลียวซ้ายแลขวา “นายเอาไปวางไว้ไหนเมื่อวานเหรอ?”
“ตูรู้จักรองเท้าตัวเองดี พวกแกสงสัยกูวางหายเองเหรอ? มัน…ต้องมีคนเอาไปแน่ๆ!” ร็อคยืนเท้าสะเอวจ้องหน้าขวัญสลับเนิร์ด—เด็กเนิร์ดแว่นกลม ที่นั่งเล่นการ์ดเกมอยู่ตรงมุมห้อง
“แต่เมื่อวานนายก็ลืมโทรศัพท์ไว้ในตู้เย็นนะ” เนิร์ดโพล่งขึ้นมาแบบไม่สนใจฟ้าอากาศ ขวัญได้แต่ถอนหายใจ ส่วนร็อคเมินเสียงแซวเหมือนไม่ได้ยิน
“เอางี้ เราต้องสืบ ใครในหอหลังนี้มันน่าสงสัยที่สุด…” ร็อควางมาดนักสืบ ขวัญส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจขณะที่เนิร์ดขยับแว่น เตรียมสมุดจดข้อมูลด้วยความจริงจัง (หรือจะเรียกว่าจริงจังเกินไปก็ว่าได้)
เสียงเปิดประตูห้องถัดไปดังลั่น ‘โอ๊ต’ เพื่อนร่วมชั้นจอมป่วนที่ชอบร้องเพลงตอนอาบน้ำ ดันใบหน้ามาเจอพอดี “ฮะ…กะล่อนแต่เช้าเลยเหรอพวกนาย?” โอ๊ตพูดยิ้มๆ โดยไม่สนว่าตัวเองถือผ้าเช็ดตัวพาดบ่าอยู่เฉยๆ
ร็อครีบถามทันที “นายเห็นรองเท้าฉันเมื่อคืนมั้ย?”
โอ๊ตขมวดคิ้วคิด “เอ่อ…ไม่เห็นนะ แต่เมื่อคืนเห็นใครสักคนใส่ถุงคลุมหัวเดินลงไปข้างล่าง ไม่รู้ใช่โจรจริงไหมหรือคนลืมปิดไฟ…”
ขวัญเม้มปาก “ถ้าใช่โจรจริง โจรนี่ก็แปลกเนอะ ขโมยรองเท้าแต่เอาไปเดินเล่น ช่างเป็นแรงจูงใจที่…น่าสงสัย”
เนิร์ดจดลงสมุดทันที ‘โจรใส่ถุงคลุมหัว = (อาจ) โรคจิต’
เหตุการณ์เริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อ ‘อีฟ’ (รุ่นพี่ห้องข้างบน) คนชอบพูดจาตรงไปตรงมาแต่โคตรซื่อ โผล่มาสมทบ “ใครเอาแปรงสีฟันเราไปทิ้งขยะ!?”
ขวัญเบิกตากว้าง “เดี๋ยว ของเราก็หาย…”
ต่อจากนั้นไม่กี่นาที ข่าวลือ ‘โจรขโมยของ’ ระบาดทั้งตึก ทุกคนตกใจแต่ละคนเริ่มสงสัยกันและกันแบบไม่มีเหตุผล เหมือนห้องเรียนเช้าวุ่นวายถูกขยายออกมาเป็นทั้งอาคาร
ขวัญชักจะเริ่มเครียด “แบบนี้มีใครเอาสเปรย์ดับกลิ่นเท้าฉันไปด้วยแน่เลย…งานใหญ่ละ”
ร็อคตาลุกวาว “อย่างนี้ต้องรวมทีม สมาคมขี้สงสัย! เราจะต้องไขคดีนี้ให้ได้”
โอ๊ตหัวเราะลั่น “แล้วตูจะนั่งซักผ้าต่อได้ยัง?”
เนิร์ดพูดเสียงเรียบ “แค่เจ้าของห้องคนเดียวหรือจะสู้กับ ‘ระบบ’ ได้?”
ตรงกลางโถงอันวุ่นวาย พวกเขาตั้งโต๊ะรีบระดมสมอง กางโพยแผนปฏิบัติการจับโจรอย่างจริงจัง ขวัญเริ่มเขียนรายชื่อของที่หาย ส่วนร็อคขีดแผนกลยุทธ์ฟังดูอลังการแต่รู้สึกเหมือนจะชวนวุ่นอีกเท่าตัว
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีก ‘จ๋า’ เด็กสาวที่มักจะมาส่งผ้าซักหอพัก สอดหัวเข้ามา (พร้อมกระเช้าผ้าเต็มมือ) “ทุกคนคะ มีใครเห็นรองเท้าแตะของพี่แม่บ้านมั้ย? แกบ่นทั้งเช้าแล้ว”
ขวัญกับเนิร์ดสบตากัน “หายนี่หลายคู่เลย…”
ร็อคโพล่งทันที “พวกโจรพัฒนาขั้นสุด…!” ทุกคนฮาแบบงงๆ (แต่ขวัญเริ่มวิตกว่านี่จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิดไว้)
ขวัญถอนหายใจ “ว่าแต่…เมื่อคืนใครล็อคประตูหอไว้แน่นจนนายกุญแจยังเปิดไม่ได้?”
เนิร์ดกระซิบข้างหูขวัญ “เมื่อคืนร็อคไปเล่นเกมดึก เลยน็อคประตูแน่นมาก จำไม่ได้ซะงั้น…”
วินาทีต่อมา ความสงสัยกลับไปที่ร็อคเอง ร็อครีบแก้ตัว “แต่ตูแน่ใจว่าไม่ได้ขโมยเองนะ!”
โอ๊ตตบบ่าร็อค “เอาน่ะ เดี๋ยวไปช่วยหาด้วย แต่ถ้ารองเท้าพี่แม่บ้านเจอก่อนของนาย นายต้องซื้อไอติมเลี้ยงพวกเรา!”
เสียงหัวเราะกลบความตึงเครียด ขวัญแอบอมยิ้มให้กับสภาพทีมสืบสวนมือสมัครเล่นที่พร้อมจะป่วนซะมากกว่าช่วย
ทีมขี้สงสัยออกเดินตรวจกันเป็นแนว ค้นทุกมุมทั้งหอ—ใต้บันได, ห้องน้ำรวม และระเบียงชั้นสาม (ซึ่งขวัญปล้ำกับแมวประจำหออยู่พักใหญ่เพราะเข้าใจผิดคิดว่าแมวขโมยไปซ่อน)
ร็อคคิดว่าหากเจอรองเท้าในห้องใคร จะลากเจ้าของห้องไปถามตรงๆ เลย เพราะเขามั่นใจกับ “เซนส์ของตัวเอง” ที่ไม่เคยถูก (แต่ก็ไม่ยอมรับว่าเคยผิดเรื่องอื่น ๆ ประจำ)
ระหว่างเดินไปชั้นล่าง พวกเขาบังเอิญเจอกับ ‘ป้าศรี’ แม่บ้านเจ้าอารมณ์ เจ้าของรองเท้าแตะที่ว่าหายไป ป้าศรีทำหน้าตึง “พวกเธอๆ เข้ามาทำไม ชั้นนี้ยังไม่เปิด!”
ร็อครีบสาธยายถึงเรื่องรองเท้าของตัวเอง แต่ป้าศรีขัด “เมื่อคืนป้าก็เจอเด็กหัวทองใส่หมวกเดินวนเวียนอยู่แถวนั้นนะ”
โอ๊ตแกล้งหัวเราะ “แบบนี้โจรงงเองหรือเปล่า?”
เนิร์ดเริ่มแพนิค (เขามีรองเท้าแตะคู่เดียวเหมือนกัน) “เอ่อ…ทุกอย่างมันจะ…โอเคไหมเนี่ย?”
ขวัญถอนใจ “บางทีอาจจะแค่คนเอาไปล้อเล่นกันเองรึเปล่า?”
แต่ร็อคกลับมั่นใจ “ไอ้หมวกทองนั่นแหง ๆ!”
สมาชิกขี้สงสัยตัดสินใจไปสอบสวน ‘เจ’ นิสิตสุดติสต์ผมทองที่มักพูดประหลาด ชอบสร้างผลงานศิลป์จากขยะ ทุกครั้งที่พูดเหมือนกำลังอ่านบทกลอนประกอบความฮาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ร็อคตรงเข้าไปทันที “เมื่อคืนเจเดินแถวนั้นจริงป่ะ?”
‘เจ’ ทำหน้าเหรอหรา ก่อนจะพูดเสียงต่ำ “ขยะคือศิลป์ รองเท้าคือสัญลักษณ์ของการเดินทาง ฉันแค่เก็บของตกพื้นมาทำงานศิลปะ…”
ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ (ขวัญกลืนน้ำลาย ลังเลจะถามต่อดีไหม)
โอ๊ตพยายามตามน้ำ “นายเก็บรองเท้ากี่คู่เนี่ย?”
“คู่เดียว…ที่เจอหน้าลิฟต์ ชั้นมันสะท้อนว่า…ความเหงา” เจพูดขมวดคิ้วเหมือนเพิ่งค้นพบความลับจักรวาล
เนิร์ดยื่นสมุดเพื่อให้เจจดลายแทงสถานที่ซ่อนรองเท้า เจวาดลูกศรวกไปวนมา (ไม่มีสาระอะไรเลย) ร็อคเริ่มหงุดหงิด
หลังจากวุ่นกับการตามล่ารองเท้าสูตรศิลป์ ร็อคตัดสินใจกลับไปหาหลักฐานที่ตัวเองมั่นใจเต็มร้อยว่าใช่ พวกเขาสุ่มตรวจห้องตัวเองทีละคน แต่กลับได้ผลอีกอย่าง—ในห้องร็อคมีกลิ่นสเปรย์ดับกลิ่นเท้าฟุ้งเต็ม!
ขวัญแกล้งแหย่ “กลิ่นนาย หลงเหลืออยู่!”
“หยุดเลย เดี๋ยวโดน!”
ขณะเดียวกัน ‘จ๋า’ กับ ‘อีฟ’ มาค้นของในห้องน้ำรวม พบแปรงสีฟันอีฟปักอยู่ในถังรองเท้าขยะ…คราวนี้ต่างฝ่ายต่างช็อก หน้ากันไปมาแบบไม่รู้ว่าตลกหรือเครียดดี
เสียงฮือฮาปลุกกระแสความโกลาหลไปทั่วทั้งหอพัก ทุกคนเข้ามารุมดูรองเท้าที่หาย, แปรงสีฟันที่โผล่ และรองเท้าแตะของป้าศรีที่ไปโผล่ระเบียงข้างล่าง ในสภาพโดนน้ำฝน
ร็อคตะโกน “นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!?” ขวัญกับโอ๊ตล๊อคสายตากัน “ดูเหมือนทุกคนจะพยายามแก้ปัญหา…แต่เรื่องมันยิ่งบาน”
เนิร์ดยิ้มแห้ง “จะว่าไป…เมื่อคืนฉันเมาหัวทิ่ม กลับมาจำอะไรไม่ได้เลย”
โอ๊ตหัวเราะ “สรุป–ข้อหาน่าสงสัยไปทุกคน!”
การสอบสวนซ้อนสอบสวนยังดำเนินไปแบบไม่มีจุดจบ ร็อคเริ่มเหนื่อยใจแต่ยังไม่ยอมแพ้ ขวัญถอนใจ “สงสัยต้องไปถามป้าแม่บ้านจริงจังละ”
ท่ามกลางความเครียดแบบวัยรุ่น ร็อคพาทีมเพื่อนบุกไปหา ‘ป้าศรี’ ที่ห้องแม่บ้าน ป้าศรีเปิดลิ้นชักหยิบถุงพลาสติกใบใหญ่ ภายในเต็มไปด้วยของที่หายไปครึ่งตึก!
ทุกคนตะลึง ป้าศรีส่ายหัว “เมื่อคืนฝนตกแรง กลัวโดนขโมยเลยเก็บของไว้หมด ยังไม่ได้เอาออกให้”
โอ๊ตกลั้นขำ “โจรที่แท้จริงคือ…ความห่วงของป้า”
ขวัญซึ้ง (แต่ก็แอบขำ) “เก็บดีจนหายเกลี้ยง”
เนิร์ดสรุป “สุดท้าย ของก็อยู่ครบ…แต่ใจเรานี่ซิ หายไปกับความกังวลหมดแล้ว”
ทีมขี้สงสัยยิ้มกว้าง ขวัญกอดคอร็อค “โจรของจริงไม่มี แต่ความวุ่นวายเกิดจากพวกเราเต็มๆ”
โอ๊ตหันไปแซวร็อค “ตกลงจะซื้อไอติมมั้ย?”
เสียงหัวเราะแว่วขึ้น พวกเขาชวนกันไปหาร้านไอติมในคืนฝนโปรย เบื้องหลังเรื่องฮา ๆ ความผูกพันก็แน่นหนาขึ้น จบวันที่วุ่นวายด้วยการแบ่งไอศกรีมและมุกจิกกัดอีกชุดใหญ่
ก่อนนอนคืนนี้ ร็อคคิดในใจ “ครั้งหน้าถ้าของหาย จะเช็คกับป้าศรีก่อน…”
ไฟหอพักดับแบบเงียบสงบ ทิ้งเสียงหัวเราะและความอุ่นใจของมิตรภาพวัยรุ่น…ไว้ในคืนที่ ‘สมาคมขี้สงสัย’ กลายเป็นตำนานของตึกหอพัก