ระยะห่างของสายฝน
เสียงฝนประเดิมลงบนหลังคาสังกะสีหน้าห้องน้ำหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ นักศึกษาสาวร่างเล็กในชุดช็อปสีน้ำเงินเดินเร่งร้อนเข้ามา เธอหอบกลิ่นอากาศชื้นติดตัวมาด้วยเล็กน้อย ใบหน้าตึงเครียดขณะเปิดโทรศัพท์หนึ่งเครื่องแล้วอ่านข้อความบนหน้าจอด้วยสายตาที่ไม่มีใครอ่านออก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นิล…” ชื่อนั้นสั้น ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความตึงเครียด ถูกเรียกเบา ๆ จากเพื่อนหญิงที่เดินเข้าห้องน้ำตามหลังมา “แกโอเคหรือเปล่าวะ”
“ไม่เป็นไรฝ้าย” นิลาศิณีสูดหายใจ พับมือถือเก็บลงกระเป๋าสะพายแล้วบีบไหล่ตัวเองแน่น “แค่แม่โทรมาอีกแล้วน่ะ”
ฝ้ายพยักหน้ารับ เธอจ้องเพื่อนสาวด้วยความห่วงใยแต่เลือกไม่ซักไซ้ “วันนี้ฝนตกหนักเลยนะ รถติดแน่ ๆ”
“เออ คงต้องรอให้ซากฝนซาบไปก่อน” นิลพูดขณะมองเหม่อออกไปริมระเบียง ท้องฟ้าหม่นมัว เครื่องหมายแห่งความหนักของใจที่เธอแบกไว้ตลอดหลายปี
ขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะเบา ๆ ของผู้ชายดังขึ้นอีกมุมหนึ่ง หนุ่มนิติศาสตร์ร่างสูงในเสื้อสีขาวสะอาดเดินเข้ามาหลบฝนด้วยเช่นกัน เขาโบกมือลาเพื่อนที่เดินกันไปคนละทิศ แล้วพิงเสา หันไปมองสองสาวอย่างเป็นมิตร
“ขอโทษนะครับ ขอใช้ที่กำบังด้วยคน” เขาพูดอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม ฝ่ายหญิงพยักหน้า ฝ้ายดูท่าจะขี้อายไปทันที แต่สายตาของนิลกลับว่างเปล่า
ฝนซัดโปรยลงมาแรงขึ้น ขุนเขาขยับเข้าใกล้กลุ่มหญิงสาว “ฝนแบบนี้… ถ้าใครรีบไปก็เปียกแน่เลยนะครับ ไม่มีใครพกร่มเหรอ”
“คุณก็เหมือนกัน” นิลตอบกลับเรียบ ๆ ตอนแรกเสียงนิ่งจนดูเย้าเย็น “ที่จริงแค่นี้ไม่น่ารอด”
“ฮะ ๆ ใช่ครับ แค่ซอกเดียวนี้คงไม่พอกันพายุ” เสียงเขานุ่มนวลไม่โต้ตอบ นิลแวบมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของอีกฝ่าย แล้วหันกลับไปมองสายฝนอย่างไม่ใส่ใจ
“ชื่ออะไรครับ ผมชื่อขุนเขา”
นิลนิ่ง ไม่ตอบ ฝ้ายต้องรีบอาสา “เพื่อนหนูชื่อนิลค่ะ หนูชื่อฝ้าย”
ขุนเขาหัวเราะเบา ๆ “นิลกับฝ้าย งั้นวันนี้ถ้าฝนหยุดแล้ว ยังไม่มีที่กลับ ผมเสนอว่าพวกเราสามารถหาอะไรกินในโรงอาหารก่อนได้นะครับ”
นิลมองเขาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ก่อนเอ่ยออกมา “ขอโทษนะคะ เราไม่ได้ว่างขนาดนั้น”
บรรยากาศเงียบลงเป็นครู่ ฝนยังซัดกระทบสังกะสีดังเปาะแปะ ขุนเขาไม่เคือง ยังคงยิ้มบาง “งั้นก็ตามสบายครับ ผมเองแค่หยอกเล่นน่ะ”
เวลาผ่าน ฝนยังไม่ซา นิลตัดสินใจเปิดโทรศัพท์อ่านข้อความแม่ต่อ สีหน้าทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดจนฝ้ายต้องแตะหลังเบา ๆ
“กลัวอยู่หรือเปล่า” ฝ้ายกระซิบ “แกไม่จำเป็นต้องโอเคกับทุกอย่าง เธอรู้นะ”
“ก็… จะไม่โอเคได้ยังไงวะครอบครัวก็ต้องหวังเรานี่ไง เราไม่มีทางเลือกมาก—” นิลพูดค้างไว้ เสียงต่ำ สะท้อนด้วยความขุ่นมัวที่ปิดบังความเปราะบาง
ขุนเขาลอบมองจากข้าง ๆ สีหน้าสงสัยแต่ไม่พูดอะไร
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฝนเริ่มจาง คนบางส่วนกล้าเดินฝ่าสายหมอกน้ำฝน ขุนเขากางร่มเก่า ๆ ออก “ผมไปละครับ เจอกันนะ”
เขาหันกลับมาส่งยิ้มให้ฝ้าย ก่อนชำเลืองตามองนิลแวบหนึ่ง เธอหันหนีเหมือนไม่อยากมีส่วนร่วม
ในวิชาปฏิบัติถัดมา นิลนั่งเงียบคนเดียว กระดาษวาดวงจรไฟฟ้าเต็มไปหมด มือสั่นจนเพื่อนข้าง ๆ สังเกตเห็น เธอฝืนยิ้มจาง
“หยิบปากกาผิดอีกแล้ว” เพื่อนกระซิบติดหยอก พยายามเบาอารมณ์ให้
“ช่วงนี้สมาธิไม่ค่อยดีว่ะ” นิลขยี้ผมตัวเอง พลางถอนใจ “เมื่อคืนฝันร้ายด้วย”
อาจารย์เริ่มอธิบายงานกลุ่มกะทันหัน ทุกคนจับกลุ่มอย่างรวดเร็ว ฝ้ายจับมือรั้งนิลไว้ แต่มีบางคนในกลุ่มขาด นิลต้องเดินไปขอความช่วยเหลือกับกลุ่มข้างเคียง
เมื่อเธอไปถึงกลุ่มนั้น กลับพบขุนเขาซึ่งมานั่งฟังเลกเชอร์พิเศษแทนเพื่อน นิลชะงักไปเล็กน้อย
“มาอีกแล้วนะ” เธอพูดเสียงเบา “โผล่ได้ถูกเวลาจริง ๆ”
ขุนเขายิ้มนิด ๆ “พอดีวันนี้ผมต้องทำรายงานแทนเพื่อนครับ ไม่ได้ตั้งใจจะจ๊ะเอ๋หรอก”
นิลถอนใจ กลั้นยิ้ม“ก็ไม่เห็นต้องแก้ตัว”
“งั้นเราช่วยอะไรได้ไหมครับ”
เธอมองตาเขาแล้วยักไหล่ “ถ้าช่วยได้ จัดมาเลย”
ทั้งสองเรียนงานกลุ่มร่วมกับกลุ่มใหญ่กันตลอดบ่าย แม้จะยังมีระยะห่าง แต่นิลก็ยอมเปิดใจแลกเปลี่ยนงานกับขุนเขาบางจังหวะ ขุนเขาไม่เร่งรัด หยอดคำพูดตลกสั้น ๆ เป็นระยะ จนสมาชิกในกลุ่มหัวเราะคลายอึดอัด
ระหว่างพัก นิลฟังเพลงในหูฟัง ขุนเขาหยิบขวดชามะนาวยื่นให้ “รสนี้ผมว่าใช่สำหรับวันที่ฝนตกนะ”
นิลรับอย่างลังเล ก่อนเผยยิ้ม “ขอบใจ”
ในตอนเย็น ฝนยังโปรยปราย นิลขี่จักรยานกลับหอ ฝ้ายถามเสียงอ่อย “วันนี้เจอขุนเขาอีกแล้ว เป็นไงบ้าง”
นิลเงียบไปนานก่อนตัดสินใจ “เขาดีกว่าที่คิด อย่างน้อยเขาก็ไม่เร่งรัดใคร”
ฝ้ายหัวเราะเบา ๆ “อย่างน้อยก็พูดถึงเขาบ่อยขึ้นนะ”
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากนิล “ก็… เขาพยายามเข้าถึงเรานี่นา”
วันที่สาม ฝนยังตกอยู่อีก ฝ่ายนิติฯ กลุ่มขุนเขาแวะมาช่วยงานวิศวะในการจัดกิจกรรม ประสบการณ์ทำงานร่วมกันนี้นำมาซึ่งความตลกขบขันและข้อขัดแย้งมากมาย
ขุนเขาถือป้ายผิดเพราะอ่านรายละเอียดไม่ละเอียด นิลแอบหัวเราะ ก่อนช่วยแก้ไข ขณะที่สองฝ่ายช่วยกันจัดของ ความใกล้ชิดนั้นเริ่มต้นจากบทสนทนาเล็ก ๆ ไปสู่การรับรู้ถึงนิสัยใจคอ
“คุณรู้ไหมทำไมชอบวันฝนตก” ขุนเขาถามระหว่างช่วยเช็ดโต๊ะที่เปียก
นิลชะงัก “เพราะมันทำให้คนต้องหยุดนิ่ง?”
เขาส่ายหน้ายิ้ม “เพราะเสียงฝนกลบความคิดฟุ้งซ่าน มันเหมือนโลกมันเบาลง”
นิลนิ่ง ยิ้มเศร้าเล็กน้อย “แล้วถ้าเสียงนั้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้ยิน คุณจะยังชอบอยู่ไหม”
ขุนเขาถามย้อน “แล้วนิลล่ะ”
“ฉันไม่ชอบฝน” เธอตอบทั้งที่สายตามองไปไกล “มันทำให้ฉันคิดถึงวันที่เสียใจ”
เงียบระหว่างคนทั้งคู่ มีเพียงเสียงฝนกระแทกลงบนหลังคา เสียงนั้นกลบทั้งความกลัวและความคาดหวัง
วันเวลาผ่านไป ขุนเขาเริ่มเปิดใจมากขึ้น เขามอบร่มให้นิลในวันที่ลืมพกร่ม นิลรับไว้ด้วยมือที่ยังสั่นเบา ๆ ความเงียบในแต่ละวันกลายเป็นพลังงานชนิดหนึ่งที่เพิ่มเติมให้กับบทสนทนาขึ้นเรื่อย ๆ
ช่วงสอบกลางภาค นิลเผลอหลุดทำข้อสอบผิดเพราะความเครียด ขุนเขาเห็นนั่งซึมอยู่มุมร่มไม้ เขาเงียบก่อนค่อย ๆ นั่งลงใกล้เธอ
“มันจะผ่านไปนะ ทุกอย่างมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น”
นิลขมวดคิ้ว “คุณไม่เข้าใจหรอก ครอบครัวฉันกดดันหนัก ฉันไม่สามารถพลาดได้”
ขุนเขามองตรงไปยังร่มใบใหญ่ “อะไรคือความฝันของนิล”
“ความฝันเหรอ… คือการได้อิสระจากความคาดหวังมั้ง แค่นั้น”
“แต่การตามความคาดหวังคนอื่น มันใช่ชีวิตเหรอ”
นิลครุ่นคิด เงียบงัน
ขุนเขาไม่พูดอะไรต่อ แค่ส่งรอยยิ้มบาง ๆ ทิ้งเรื่องไว้ให้ลอยตามเสียงฝน
อีกด้าน ชีวิตขุนเขาเองก็ซ่อนแผลในใจ เขาใช้ตลกบังความเศร้า พ่อแม่หย่าร้างกันตั้งแต่ ม.ปลาย ความฝันเดียวของเขาคือเรียนจบและหาเงินเลี้ยงน้องสาวได้ เขาไม่มีห้องส่วนตัว ต้องทำงานเสริมตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครรู้ความเหนื่อยล้าที่แบกไว้
วันหนึ่ง นิลบังเอิญเจอขุนเขากลางตลาดนัด เขากำลังเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองและลูกโป่งให้น้องสาว ขุนเขาพยายามซ่อนสีหน้าอาย นิลแค่ยิ้ม “ของขวัญเหรอ” เธอถาม
“อืม ของให้คนสำคัญ” เขาตอบเรียบ ๆ
“ดูแลคนอื่นเก่งกว่าดูแลตัวเองอีกนะคุณเนี่ย”
ขุนเขาขำ ขยับร่มให้เธอกลางสายฝนที่ตกพรำ ทั้งสองจ้องตากันเงียบ ๆ
ในวันจัดกิจกรรมใหญ่ คณะทั้งสองต้องร่วมแข่งขันกีฬาอีเวนต์กลางฝน ขุนเขาต้องเป็นตัวแทนจัดวิ่งผลัด แต่นิลที่ไม่ได้ตั้งใจก็ถูกเพื่อน ๆ หลอกให้ร่วมในทีมอีกฝั่ง
บรรยากาศเริ่มคึกคัก ขุนเขามองนิลด้วยสายตาขำ ๆ หลังเกมเริ่ม ความแข็งกร้าวของนิลกลายเป็นสิ่งท้าทาย เขาวิ่งคู่กับเธอ ผลัดกันชิงจังหวะนั้นไปมาจนหัวใจเต้นแรงกว่าปกติ
หลังเกมจบ ทั้งทีมเปียกปอนไปหมด เพื่อนต่างหัวเราะ ขุนเขายื่นมือไปช่วยนิลที่ลื่นล้ม เงียบงันครู่หนึ่งก่อนพูดเบา “ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดหรอกนะ”
นิลฉุกคิด ละมืออย่างอึดอัด ก่อนผละออกจากกลุ่มทันที ขุนเขารู้สึกว่าตัวเองพูดเกินเลย จึงถอยห่างออกมา
ตลอดสองสัปดาห์หลังจากนั้น ทั้งสองแทบไม่ได้คุยกัน นิลเริ่มล่องลอยจมอยู่กับความคาดหวังจากบ้าน ส่วนนิสัยไม่ยอมเผยไต๋ของเธอกลับยิ่งชัดเจนขึ้นทุกวัน
ขุนเขาเองเริ่มหายหน้าไปจากกิจกรรม เขามีงานเสริมเพิ่มขึ้น เหนื่อยล้าแต่อดทน น้องเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว เขาจำต้องรับภาระหนักกว่าเดิม
ค่ำวันหนึ่ง ขุนเขานั่งบนดาดฟ้าหอพัก ดูท้องฟ้าที่ฝนเพิ่งซา นิลแวะมาหาโดยไม่ได้นัด เธอถือร่มและถุงขนมเล็ก ๆ มาด้วย
“เอานี่” เธอยื่นขนมให้ หลังจากนิ่งไปนาน “ขอบคุณที่วันนี้เคยช่วยกันหลายครั้ง”
ขุนเขามองมือ แล้วเงยหน้า “ทำไมถึงเลือกวันนี้”
“ไม่รู้… แค่รู้สึกว่าถ้ารอ มันจะไม่ได้พูดกับคุณอีก”
เงียบร่วมสิบนาที มีเพียงเสียงจิ้งหรีดกับลมฝนที่กรุ่น ๆ
“คุณเคยคิดไหมว่าบางทีเราต้องเลือกอะไรสักอย่างแล้วรับผลที่ตามมา”
นิลส่ายหน้า “กลัวจะผิด กลัวจะเสียแม่ไป กลัวจะไม่มีโอกาสแก้ตัว”
“ผมก็กลัว” ขุนเขายิ้ม “แต่ผมว่าถ้าเราไม่ก้าวออกจากจุดเดิม มันไม่มีวันรู้หรอกว่าฝั่งโน้นของฝนคืออะไร”
เธอฟังเขา ใจเต้นแรง เหมือนมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
ผ่านไปอีกรอบของชีวิต ทั้งคู่กลับไปโฟกัสที่เป้าหมายตัวเอง นิลถูกแม่กดดันให้สมัครทุนเรียนต่อ ขุนเขาเริ่มหาโอกาสฝึกงานที่บริษัทกฎหมายชื่อดัง ทั้งสองค่อย ๆ ห่างกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ช่วงเวลาห่างไกลนั้น ขุนเขาส่งข้อความคุยกับน้องสาวแทน บางทีนิลจะเห็นโพสต์ของขุนเขาในกลุ่มคณะแล้วแปลกใจที่เขาเปลี่ยนไปดูสุขุมขึ้น ส่วนเธอเองเริ่มลองไปเรียนศิลปะบำบัด เพื่อค้นหาสิ่งที่ตัวเองรักจริง ๆ
บ่ายวันหนึ่ง ขุนเขาพบนิลนั่งวาดภาพกลางสวนสาธารณะ เธอถือพู่กันด้วยมือสั่น กระดาษเปื้อนรอยน้ำฝน เขานั่งลงข้าง ๆ ไม่พูดอะไร
“คิดถึงหรือเปล่า” ขุนเขาถามเบา ๆ ในที่สุด
“บางที… ก็คิดถึง”
ทั้งคู่เงียบไปอีกครู่ใหญ่ ก่อนนิลเอ่ย “คุณว่าเราจะเดินไปทางเดียวกันได้ไหม ถ้าเป้าหมายมันต่างกันเหลือเกิน”
ขุนเขาพยักหน้า “ถ้ามันเป็นทางที่เรายอมรับกันได้ ผมโอเคนะ ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก”
เสียงฝนเริ่มต้นใหม่อีกคำรบ คนสองคนซ่อนร่มใต้ต้นไม้เดียวกัน เหมือนระยะห่างของหัวใจเล็กลง
แต่ความจริงก็ยังใหญ่กว่าฝันเสมอ วันหนึ่งแม่นิลมารับที่มหาวิทยาลัย ดูสีหน้าแข็งกร้าว ใจสั่นไหวเพราะกลัวเสียลูกสาวไปในทางที่ไม่ใช่ “ถ้ามีแฟนระหว่างเรียน แม่จะไม่ให้ทุนแล้วนะ”
นิลนิ่ง เธอลำบากใจ ไม่กล้าสารภาพกับแม่ว่าสิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องทุน แต่คือการหมดสิทธิจะเลือกชีวิตตัวเอง
เธอลังเล ก่อนเดินไปนั่งกับขุนเขา เขาดูเงียบผิดปกติ “แม่ผมป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว” ขุนเขาผ่อนเสียงอ่อน
“เรา… ทำอะไรไม่ได้เลยใช่ไหม” นิลกระซิบ
ขุนเขาส่ายหน้า “บางทีสิ่งที่เราคุมไม่ได้ก็ต้องปล่อยไป”
นิลเงียบจมกับความคิด น้ำตาคลอ ดวงตาสองคนสะท้อนแสงสีเทาจากท้องฟ้าชื้น
คืนสอบไฟนอล นิลตัดสินใจส่งข้อความหาขุนเขา “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ปีหน้าเราอาจไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว”
ขุนเขาตอบกลับทันที “ขอบคุณเหมือนกัน ไม่ว่าไปไหน ผมหวังว่าฝนที่ตกจะเป็นกำลังใจเสมอ”
วันประกาศผลสอบ ฝนตกเป็นครั้งที่ร้อยของปี นิลได้ทุนไปต่างประเทศ ขุนเขาผ่านฝึกงานมีโอกาสได้งานที่บริษัทในกรุงเทพฯ ทั้งคู่ยืนมองฝนร่วมกันอีกครั้งก่อนจาก
“อยากกอดหรือเปล่า” ขุนเขาถามเบา ๆ
นิลหัวเราะทั้งน้ำตา “ได้มั้ยล่ะ”
เขายื่นแขนออก โอบเธอไว้แน่น หยดน้ำฝนซึมลงบนเสื้อ ไม่มีใครพูดอะไรอีก
“ถ้ามีโอกาสกลับมา คุณจะยังอยู่ตรงนี้ไหม” นิลถามเสียงแผ่ว
ขุนเขาพยักหน้า “ผมไม่มีวันลืมฤดูฝนปีนี้หรอก”
เสียงฝนซัดต่อไปอย่างไม่มีใครควบคุม ราวกับทุกสิ่งที่ผ่านไม่ได้ละลายเพียงเพราะน้ำตาหรือคำร่ำลา เมื่อร่มคันเดิมถูกส่งคืน นิลก้าวเท้าสู่อนาคตของตัวเองอย่างกล้าหาญ ขุนเขามองตาม เหมือนจะรู้ว่าแม้ฝนจะตกกี่ฤดู หัวใจคนสองดวงก็เคลื่อนเข้าใกล้ แม้จะเดินไปคนละทางก็ตาม