เสียงเงียบแห่งหุบเขาโศก
ฝนโปรยปรายลงมาบนป่าทึบอย่างต่อเนื่อง เส้นทางลูกรังกลายเป็นดินโคลน กลุ่มคนห้าคนยืนหยัดอยู่ข้างรถตู้ที่จอดเสียริมเขา ในอากาศมีเพียงเสียงฝนกับกลิ่นดินเปียกปกคลุมทุกอย่างแบบหนาแน่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สิริ เด็กสาวอายุ 26 ปี ใบหน้าซีดเซียว เธอบีบโทรศัพท์ในมือแน่น เสียงระฆังลมเบา ๆ ดังมาจากต้นไม้ใกล้ ๆ ทั้งที่ไม่มีลมพัด
“โทรศัพท์ไม่มีสัญญาณเลยค่ะ” สิริเอ่ยเสียงเบา เธอไม่กล้าสบตาใครโดยตรง
ปู่อ้วน หนุ่มใหญ่วัย 40 ที่เป็นคนขับรถ เดินวนไปมา เขามองถนนชื้นแฉะอย่างหนักใจ “ฝนแบบนี้ ต้องรอก่อน อีกอย่าง…แถวนี้มันแปลก ๆ ไม่รู้สิ”
หญิงสาวอีกคนชื่อ ป่าน ยืนกอดอกด้านข้างรถ เธอสังเกตสายตาทุกคนอย่างระวัง “ใครมันมาสร้างศาลปากทางอย่างกับคนไม่กลัวผี” เธอพูดเบา ๆ แล้วชี้ไปที่ศาลเก่า ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่
เสียงฝนจางลงชั่วคราว ทุกคนเงียบงัน มองไปยังศาลไม้ผุ ๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน เหมือนมีเงาร่างบางอย่างนั่งอยู่ข้างใน แต่เมื่อกระพริบตา เงานั้นก็หายไป
ก้อง ชายหนุ่มท่าทางอารมณ์ร้อน ถอนหายใจแรง เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่จับสายตาไปทางศาลนั้นสลับกับป่าโดยรอบ
นฤเบศ ชายร่างผอมในชุดนักวิจัยอายุราว 35 ปี สวมแว่นตา เขาจดบันทึกในสมุดเล่มเล็ก ๆ อย่างใจเย็น แม้หน้าตาจะดูมั่นใจ แต่ในดวงตากลับซ่อนความวิตกอยู่ลึก ๆ
เสียงฝนกลับมาตกหนักอีกครั้ง ปู่อ้วนเปิดท้ายรถหยิบเสบียงออกมานั่งแบ่ง ทุกคนรวมตัวกันใต้หลังคารถ หลีกฝนที่กระหน่ำราวไม่มีวันหยุด
“คืนนี้คงไปไหนไม่ได้ ต้องนอนตรงนี้ก่อน” ปู่อ้วนพูดเสียงเรียบ ไม่มีใครค้าน บรรยากาศอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนต่างหลบสายตากันเอง
สิริขยับเข้าใกล้ป่าน กระซิบเบา ๆ “พี่ว่าที่นี่มัน…เหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลาไหมคะ?” ป่านนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” แต่แววตาของป่านเองก็ดูไม่แน่ใจนัก
กลางคืนตกลงอย่างรวดเร็ว มีเพียงแสงไฟฉายจากท้ายรถ ทุกคนรวมกลุ่มกันเงียบ ๆ เสียงระฆังลมยังดังเป็นจังหวะ แม้ไม่มีลมหรือฝนพัดผ่าน
ก้องลุกออกจากกลุ่ม เดินไปที่ศาลไม้ผุ ๆ อย่างไม่เกรงกลัว เขาเรียกเสียงเบา ๆ “มีใครอยู่มั้ย? ถ้ามีออกมาสิ อย่ามาหลอกกันแบบนี้” ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขากระทบโคลนกับเสียงเงียบที่รัดแน่นรอบตัว
นฤเบศหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาดูอีกครั้ง สังเกตลายมือของตัวเองที่สั่นน้อย ๆ เขามองไปทางก้องก่อนพูดกับปู่อ้วน “ที่นี่…มีประวัติอะไรมั้ยครับ?”
ปู่อ้วนเงียบไปนานจนทุกคนเริ่มหวาด กลิ่นอายบางอย่างแผ่ซ่านในความเงียบ “มันมีเรื่องเล่ากันว่า ถ้าได้ยินเสียงระฆังลมในหุบเขานี้ อย่าเดินตามเสียง…”
สิริขนลุกซู่ เธอมองหน้าทุกคนทีละคน ป่านส่งสายตาเตือนให้เงียบก่อนจะพูด “พอเถอะ อย่าคิดมาก พรุ่งนี้เช้าเรากลับได้แน่ ๆ”
กลางคืนดำสนิท เสียงฝนแผ่วลง ทุกอย่างเงียบกริบระหว่างเหล่าคนแปลกหน้าที่ต้องใช้เวลาร่วมกันอย่างไม่เต็มใจ เสียงระฆังลมกลับดังก้องขึ้นในใจของสิริ เธอขยับตัวไม่ติดพื้น เหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องอยู่จากความมืด
ทุกคนเข้านอนในรถตู้ หวังให้เช้าเร็วขึ้น แต่สิริกลับสะดุ้งตื่นตอนตีสอง เสียงระฆังดังใกล้หู เธอหันซ้ายขวาอย่างตกใจ ไม่เห็นใครตื่นเลย
เธอค่อย ๆ เปิดประตูรถ เดินตามเสียงระฆังลมไป เงาในความมืดกระเพื่อมบนพื้นดิน เธอหยุดยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้างศาลไม้ผุ ๆ หัวใจเต้นแรงจนแทบขาดใจ
ข้างศาลปรากฏสิ่งหนึ่ง…ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ เพียงเงาว่างเปล่ารูปร่างคล้ายคน ยืนอยู่บนขอบศาล หันหลังให้เธอ เสียงหายใจของสิริขาดช่วง เธอถอยหลังช้า ๆ แต่เสียงระฆังกลับดังขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น ป่านเดินตามออกมา เธอจับแขนสิริไว้แน่น “กลับไปในรถ!” สิริไม่ขัดขืนแต่เธอกลัวจนตัวสั่น ทั้งสองกลับเข้าไปในรถ ป่านไม่พูดอะไร แต่มือที่จับแขนสิริสั่นจนรู้สึกได้
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนดูอ่อนแรง ปู่อ้วนสำรวจรถแต่ซ่อมไม่สำเร็จ ก้องหงุดหงิดมากขึ้น “มันเป็นไปไม่ได้! รถมันไม่น่าจะเสียหนักขนาดนี้”
นฤเบศเดินลึกเข้าไปในป่าเพื่อตรวจสอบเสาสัญญาณ เขาเงียบไปนานผิดปกติ ป่านเริ่มกังวลและชวนสิริเดินตามไปด้วยกัน
ในป่ามีเพียงเสียงฝีเท้าและเสียงลมหายใจ ทุกอย่างดูผิดแปลก ต้นไม้เรียงตัวคล้ายจะขวางทางอยู่เรื่อย ๆ ระหว่างเดิน สิริถามป่านเบา ๆ “พี่…ทำไมถึงต้องมาที่นี่กันจริง ๆ?”
ป่านชะงัก “แม่พี่ป่วย…หมอแถวนี้บอกว่ามีสมุนไพรเฉพาะในหุบเขานี้ พี่เลยขอปู่อ้วนให้ช่วยพามา”
สิริถอนหายใจเบา ๆ เธอไม่เคยไว้ใจใครง่าย ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้
ทันใดนั้น เสียงระฆังลมดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงเดิม แต่เหมือนมีคนเป่าระฆังอยู่ในป่า ป่านและสิริมองหน้ากันอย่างหวาดกลัว ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปยังถนน
ก้องเริ่มหมดความอดทน เขาเดินไปยังศาลไม้ผุ ๆ อีกครั้งและหยิบอะไรสักอย่างออกมา เป็นเครื่องรางที่ดูเก่าแก่และมีรอยเลือดแห้ง ๆ ติดอยู่ เขาโยนเครื่องรางลงพื้น “ของแบบนี้ไม่มีจริงหรอก!”
ทันทีที่เครื่องรางแตะพื้น เสียงระฆังลมหยุดลง ทุกอย่างเงียบกริบจนผิดปกติ มองไปรอบ ๆ เหมือนเวลาหยุดนิ่ง ทุกคนรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูก
นฤเบศรีบวิ่งกลับมาพร้อมหน้าตาตื่นตกใจ “ขอกลับไปที่รถเถอะ ที่นี่…เหมือนจะมีอะไรตามมา”
ในรถตู้ กลุ่มคนสุมหัวกันเงียบ ๆ ปู่อ้วนนั่งกุมขมับ ก้องจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างตาไม่กะพริบ สิริกอดตัวเองแน่น ป่านนั่งนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง นฤเบศเปิดสมุดบันทึกจดอะไรบางอย่างเร็ว ๆ
เสียงระฆังลมดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ดังกว่าเดิม ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้น หายใจไม่ออก ก้องทนไม่ไหวเปิดประตูรถออกไป ตะโกนด่าเสียงดังลั่น “พอที! พวกเราทำอะไรผิดนักหนา!”
เงาในความมืดเริ่มเข้ามาใกล้ ทุกคนในรถได้กลิ่นกลิ่นดินเปียกแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับมีบางสิ่งคลานเข้ามาใกล้ ป่านกระซิบกับสิริ “เงียบไว้ อย่าตอบโต้ อย่ามองไปทางนั้น”
ก้องล้มลงกับพื้น หายใจขัดและร้องเรียกชื่อแม่ เขาเริ่มเพ้อถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีต “ผมไม่ได้ตั้งใจ…ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น…”
สิริมองไปทางก้อง สังเกตเห็นน้ำตาไหลพราก เธอเข้าใจทันทีว่าทุกคนในกลุ่มนี้อาจมีความลับบางอย่างเกี่ยวข้องกับสถานที่นี้
นฤเบศพูดขึ้นเบา ๆ “ผมเคยอ่านบันทึกเก่า…ว่าที่นี่เคยมีการหายตัวไปของเด็กท้องถิ่นเมื่อสิบปีก่อน แต่ไม่มีใครเคยพบร่าง เด็กคนนั้น…ชื่อเดียวกับคุณสิริ”
สิริหน้าซีดกว่าเดิม ป่านรีบหันมาถาม “เธอจะบอกว่า…สิริคือ…?”
เสียงทุกอย่างหยุดลงทันที มีเพียงเสียงหายใจของทุกคนในรถ ความเงียบหนักอึ้งปกคลุมจนแทบหายใจไม่ออก
ปู่อ้วนก้มหน้า น้ำตาคลอเบ้า “มันเป็นอุบัติเหตุ…ไม่มีใครตั้งใจ…แต่เราต้องปกปิดไว้”
สิริสั่นเทา เธอจำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับอดีต แต่ในห้วงความทรงจำกลับมีเสียงเด็กหญิงร้องไห้และเสียงระฆังลมดังก้องอยู่เสมอ
ทันใดนั้น เงาดำใหญ่โผล่มาตรงหน้าต่างรถ เสียงระฆังลมดังกระหึ่ม ทุกคนกรีดร้องพร้อมกัน ประตูรถเปิดออกเอง สิริรู้สึกเหมือนถูกแรงบางอย่างดึงออกไป
เธอล้มลงบนดินเปียก ทุกอย่างหมุนวน เสียงหัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ เงาดำค่อย ๆ ปรากฏรูปร่างหญิงสาววัยเดียวกับเธอ แต่ไม่มีใบหน้า ยื่นมือมาหา
ปู่อ้วน นฤเบศ ป่าน และก้อง ต่างพยายามจะช่วยสิริ แต่กลับเหมือนติดอยู่ในรถ ไม่สามารถขยับตัวได้ พวกเขาตะโกนชื่อสิริแต่เสียงเหมือนจมหายไปในความมืด
สิริสบตากับเงาดำ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไร มีเพียงเสียงสะอื้นเงียบ ๆ ในอากาศ เงาดำเอื้อมมือแตะหน้าผากสิริ ความทรงจำหลั่งไหลกลับมา ทั้งเสียงกรีดร้อง การหายตัวไปของเด็กหญิง และการปกปิดความผิดของกลุ่มผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเมื่อสิบปีก่อน
สิริลุกขึ้นยืน น้ำตาคลอ เธอหันกลับไปมองกลุ่มคนที่เหลือ “เราทุกคนติดอยู่ที่นี่เพราะความผิดในอดีต…ใช่ไหมคะ?”
ปู่อ้วนร้องไห้โฮ “ขอโทษ…ขอโทษจริง ๆ เราช่วยเธอไม่ได้ เราทำได้แค่ลืม”
เสียงระฆังลมเงียบลงอย่างกะทันหัน ทุกอย่างสงบนิ่ง เงาดำค่อย ๆ หลอมรวมกับต้นไม้ใหญ่ เหลือเพียงความว่างเปล่า สิริยืนอยู่ลำพังในความมืด รู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยจากบางสิ่ง
เช้าวันใหม่ พระอาทิตย์ขึ้นเหนือยอดเขา ทุกคนตื่นขึ้นในรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รถกลับมาสตาร์ทติด ทุกคนขับออกจากหุบเขาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีก สิรินั่งมองป่าใหญ่ที่ไกลออกไป รู้ตัวว่าความทรงจำและคำสาปของหุบเขานี้จะติดตามเธอไปตลอดชีวิต
เสียงระฆังลมเบา ๆ ดังตามลมอีกครั้ง ไม่ว่าใครจะพยายามลืม…เสียงนั้นจะไม่มีวันหายไป