เงาบนเรือภูต
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลสั่นสะเทือนลำเรือ “เนบิวล่า” ขณะฝ่าน้ำสีเงินทอดข้ามมหาสมุทรเร้นลึกไฟสีส้มยามเช้าตกกระทบผิวน้ำสะท้อนเป็นแถบระยับหยดฝนบางเบาตกลงจากขอบฟ้า ท่ามกลางหมอกจาง ๆ ท่าเรือฝั่งตะวันออกค่อย ๆ ลับตาไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปวีนา เด็กหญิงผมซอยแสกข้าง ใบหน้ากระด้าง นั่งอยู่ปลายหัวเรือ เข่ากอดอก สายตาว่างเปล่า “ดูท่าคิดหนัก” ชายวัยกลางคนหน้าตาคล้ายเธอ อดุลย์ ก้าวออกมาจากประตูห้องบังคับเรือ มือถือกาแฟกระติกโลหะยื่นให้ลูกสาว เขาพยายามยิ้มแต่รอยยิ้มแข็งกระด้าง “อย่าทำหน้ากลัวผีนักสิ ผีเรือมันไม่ค่อยเล่นกับเด็กวัยนี้หรอก”
ปวีนารับกาแฟมา แต่ไม่กิน เธอเหลือบมองเขาสั้น ๆ ก่อนจะหันไปทางทะเล “ฉันคิดถึงแม่” เธอพูดเบา ๆ ราวกับกระซิบคลื่น อดุลย์เงียบ ปล่อยเวลาไหลผ่านพร้อมเสียงน้ำกระทบเรือ
พลอยใจ คุณยายผมขาวเดินกระดืบมานั่งข้างหลาน วางมือลงบนไหล่เธอเบา ๆ พลางแอบเหล่มองอดุลย์ “ยายรู้…แต่ยายก็กลัวอยู่ดีนะ ถ้าผีมันขึ้นมาจริง ๆ ยายไม่รับผิดชอบนะ”
ปวีนายิ้มน้อย ๆ ระหว่างเสียงหัวเราะเบา ๆ ปนสั่นเครือของยาย บรรยากาศบนเรืออึดอัด เรือลำนี้รวบรวมครอบครัวที่ห่างเหินเข้าด้วยกันชั่วคราว ภารกิจค้นหาสมบัติบนเกาะกลางมหาสมุทร ที่อ้างว่าซ่อน “รูปปั้นพญานาคศิลา” ของโจรสลัดเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน และลือกันว่าใครขุดมันเจอสาปจะตามติดตลอดชีวิต
ขณะเรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย นักวิจัยหนุ่ม ทศพร มือถือแผนที่โบราณ เดินลากรองเท้าแตะเสียงดัง สะดุดพรมเก่าโทรมจนกระเด็นล้มกลางห้องกลจักร ดำรงค์ นายช่างเรือหัวเราะเสียงแห้งและติดจะประหม่า “ได้ข่าวว่าแผนที่นั่นเคยเข้าฝันคนตายมาสามคืน ทศพรจะกล้าถือต่อไหมล่ะ?”
ทศพรขำออกมาอย่างฝืด ๆ “ผีมันก็มีดีเหมือนกัน ให้เลขแม่น ๆ ยังพอทน” แล้วเขาก็ซ่อนความกังวลไว้ใต้รอยยิ้ม
ทีมงานทยอยกินข้าวเช้ารวมกันบนดาดฟ้า ท้องฟ้ายังฉาบม่วงอมเทายามฝนปะทะหัวเรือ อดุลย์เดินขึ้นพร้อมสมุดบันทึกสีหม่น พยายามพูดคุยเรื่องหลักฐานตำนาน โยนเรื่องตลกแกล้งผีเพื่อกลบความหวั่นใจ ทุกคนหัวเราะ แต่ปวีนายังหลบเลี่ยงตา
คืนแรกกลางทะเล เรือเนบิวล่าค่อย ๆ โยกระทบคลื่น เสียงโซ่สมอบกดังกราวในความมืด ประตูห้องกัปตันเปิดแอ๊ด พลอยใจฝันร้ายจนสะดุ้ง “ฉันเห็นเขานะ ใครเดินอยู่ปลายเรือ?”
ปวีนาสะดุ้งตื่น ลุกไปดูที่หน้าต่าง เห็นภาพเงาเลือน ๆ ท่ามกลางสายหมอก เธอตะโกนเรียกพ่อ “ในทะเลนี้ ไม่มีคนอื่นใช่ไหม?” อดุลย์เดินมาเห็นเงานั้นวูบหายไป เขาหันกลับหาปวีนาด้วยความสั่นใจ
ตอนสาย เรือเริ่มพบปัญหาใบพัดเสียงดังแปลก ๆ ดำรงค์ลงซ่อมพลันหน้าเขาซีดเผือด “มีเสียงคนร้องไห้อยู่ใต้ท้องเรือ” ทศพรกุมหลังไว้ พยายามไม่สบตา “คน หรืออะไร?” ดำรงค์อ้ำอึ้ง ไม่ตอบ ช่างกลับขึ้นมาพร้อมรอยขูดลึกตรงไม้กระดาน
ปวีนาเดินไปห้องครัว พบพลอยใจนั่งก้มหน้าอยู่ เธอถามเบา ๆ “ยายกลัวผี หรือกลัวความลับในบ้านมากกว่ากัน?” พลอยใจอึ้ง น้ำตาปริ่ม “ยายอาจกลัวทั้งสองอย่าง…” เงียบไป แล้วพลอยใจพูดเสียงขุ่น “ถ้าไม่ทำเรื่องค้างคาไว้ ก็ไม่ต้องมาวิ่งหนีอะไรเลย”
ฝนซัดแรงขึ้น เรือโยกหนัก กลางคืนปวีนาได้ยินเสียงเหมือนคนพูดกันหน้าห้อง เธอลุกเดินตาม เงาในกระจกสะท้อนใบหน้าที่ไม่เหมือนตนเอง ปวีนาตะลึง หัวใจเต้นแรง ใต้ดาดฟ้า เงาแก่ ๆ คล้ายพลอยใจยืนร้องไห้ใกล้โซ่สมอบก
เช้าวันใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใสแค่แวบเดียว อดุลย์นั่งพับสมุดบันทึก ดูรูปครอบครัวเก่า ๆ ก่อนถอนหายใจ ปวีนาเดินเข้าไปนั่งตรงข้าม “ถ้าวันนั้นพ่อไม่ตัดสินใจแบบนั้น ทุกอย่างคงไม่พัง” อดุลย์นิ่ง “พ่อทำผิด และยังไม่รู้จะขอโทษยังไง”
ขณะซ่อมเรือทศพรก็พบเศษผ้าเก่าเปื้อนเลือดซ่อนอยู่ช่องว่างใต้ดาดฟ้า เขาเอามาให้ทุกคนพลอยใจถึงกับหน้าซีด แล้วพูดเสียงสั่น “เหมือนลายผ้านี้…คือของน้องสาวยาย” ทุกคนรอบโต๊ะนิ่งงัน ปัง! ประตูห้องกลจักรเปิดเอง ทะเลเริ่มคลั่ง
กลางฝน อดุลย์ฝันเห็นหญิงชรามัวหมองลากโซ่สมอบก ลากผ่านห้องเขา พร้อมเสียงร้องเรียกชื่ออดีตคนรัก เมื่อเขาลุกขึ้น รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างจับข้อมือไว้เย็นเฉียบ พยายามสะบัดแต่ปล่อยออกไม่ได้ ก่อนตื่นขึ้นมาเงียบ ๆ พบแต่รอยนิ้วน้ำเปียกบนแขน
ปวีนาออกมายืนบนลานเรือ กลางพายุ เธอสบตากับอดุลย์และพลอยใจ ต่างคนต่างเงียบ ความลับ ข้อผิดพลาด และแผลในใจผนึกแน่น “ถ้าเรายังไม่พูดกัน ความลับมันจะกลายเป็นผีไล่ตามจริง ๆ” เธอประกาศเสียงแน่น
พลอยใจน้ำตาไหล “ยายเคยเห็นความตายบนเรือนี้มาก่อน… คืนที่น้องสาวหายไป ทุกคนเงียบ ยายกลัวจะต้องอยู่กับความผิดนั้นตลอด” อดุลย์เอื้อมกอดแม่ พลอยใจกอดปวีนา ทั้งหมดร้องไห้ในอ้อมกอดคลื่น
เหตุการณ์ประหลาดหนักขึ้น กล่องไม้เก่า ๆ โผล่ขึ้นมาตอนทศพรซ่อมห้องใต้ท้องเรือ เปิดออกพบรูปปั้นศิลาและป้ายไม้สลักชื่อ “บุษบา” พลอยใจล้มทั้งยืน “น้องยาย…”
กลางดึก ทะเลเงียบสนิท ก้อนเมฆมืดเคลื่อนคลุมฟ้า ปวีนาตื่นขึ้นมาเห็นเงาคนเดินผ่านห้องออกไปที่หัวเรือ เธอ ตัดสินใจตาม เสียงกระพรวนโซ่ดังขึ้น ปวีนาร้องเรียก “คุณบุษบา! อย่าไป!”
เงาหญิงชราในชุดไทยเก่าหันมากลางหมอก คลื่นซัดแรงจนปวีนาเกือบตกเรือ เงานั้นจ้องตาแล้วพูดเสียงเศร้า “ขอให้อภัยคนที่ยังอยู่ด้วย อย่าให้ความกลัวลากหัวใจไว้” ทันใดนั้น สายฟ้าแลบสว่างวาบ รูปปั้นในมือปวีนาหลุดลงทะเล
เรือเนบิวล่าเงียบในรุ่งเช้า กลิ่นอายเยือกเย็นจางหายไป พลอยใจ มองทะเลนิ่ง “อภัยแล้วใช่ไหม” เธอพูดกับลม อดุลย์โอบไหล่ลูกสาว ใบหน้าเคยแข็งกระด้างอ่อนโยนลง ปวีนากอดยายและพ่อ กลุ่มเมฆแตกออกแสงสว่างใหม่ส่องมาบนลำเรือ
พลอยใจเดินไปหน้าหัวเรือ วางพวงดอกไม้ให้คลื่นพัด เธอหันมากระซิบ “ตลอดชีวิต ฉันกลัวผี แต่กลัวที่สุดคือคำขอโทษที่สายเกินไป” เธอยิ้ม ทั้งสามเดินกอดกันกลับสู่ห้องบังคับเรือ ทิ้งแผลใจไว้กับคลื่น และเตรียมเดินทางใหม่ด้วยกัน
กลางทะเลเงียบสงบ เสียงหัวเราะเบา ๆ ของปวีนา และพลอยใจแว่วดังขึ้น เป็นครั้งแรกที่ทั้งครอบครัวรู้สึกกล้ามองหน้าอดีต เพื่อเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง