คืนเดือนดับ ณ สตูดิโอศิลปะ
เสียงประตูเหล็กของสตูดิโอศิลปะกลางเมืองใหญ่ปิดลงแผ่วเบา ซินญ่า นักศึกษาเอกศิลป์ปีสามยืนลังเลอยู่ริมประตู กระเป๋าเป้สะพายหล่นย้อยจากไหล่ เสื้อคลุมดินสอพองสีเก่าเปื้อนรอยสีดินเหนียวที่ใช้วาดเมื่อคืน น้ำเสียงกุกกักของเข็มนาฬิกายังคงเตือนถึงเวลานัดหมายที่ล่วงเลยไปแล้ว สายตาของเธอกวาดสำรวจห้องโล่งยาว แสงไฟสลัวลอดผ่านหน้าต่างกว้าง เธองึมงำกับตัวเองเบา ๆ แต่เพราะเป็นคนสุดท้ายจึงฝืนยิ้มเมื่อเห็นกลุ่มเพื่อนรออยู่ตรงมุมระเบียง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณัฏฐ์ วาดรูปลายเส้นขาวดำนั่งติดชุดฟางข้าง ๆ ตาล สาวผิวเข้มที่แอบมองมือถืออย่างเครียด ชินดนัย นิสิตสถาปัตย์ ผมยาวรุงรัง นั่งคุยเสียงเบากับอาจารย์อาท ผู้ชายวัยกลางคน ผู้ดูแลโครงการพิเศษนี้ ทันทีที่ซินญ่าก้าวถึง เธอสัมผัสได้ถึงอากาศขมุกขมัวจาง ๆ บางอย่างไม่เหมือนทุกครั้ง
“ขอบใจที่มา ซินญ่า” อาจารย์อาทพยักหน้า รอยยิ้มแปร่ง ๆ สะท้อนในสายตา “คืนนี้ เราต้องเริ่มงานให้เสร็จก่อนเที่ยงคืน ทุกคนพร้อมไหม”
ตาลหยิบดินสอขึ้นมา หมุนเล่นในมือ แต่ไม่ยอมสบตาใคร “พร้อม…แต่พี่แน่ใจนะว่าทุกอย่างปลอดภัย? ได้ข่าวว่า…เมื่อคืนเกิดเรื่อง?”
ณัฏฐ์ขยับตัวนั่งดี ๆ หรี่ตาแล้วพูดเบา ๆ “ขออย่าเรื่องผีนะ พี่จะคุ้ยอะไรอีก” เสียงหัวเราะบีบบังคับหลุดออกมาจากบางคน ความเงียบเข้าปกคลุมแวบนึงก่อนอาจารย์อาทจะตอบ
“ไม่มีอะไรหรอก ข่าวลือทั้งนั้น งานนี้สำคัญนะ มันเป็นโอกาสใหญ่ของพวกเธอด้วย”
ชินดนัยสะอึกกับประโยคนั้น “แต่ถ้าไม่ปลอดภัย ผมว่าควรเลื่อนเถอะพี่อาท”
เสียงก้าวเท้าหนัก ๆ ของป๋อมเพื่อนร่วมรุ่นอีกคน ดังก้องมาก่อนเจ้าตัวจะโผล่เข้ามา ป๋อมถือขวดสีน้ำในมือ หอบหายใจ “ขอโทษที่ช้า…ติดรถไฟฟ้าวิ่งขาขวิดเลย” ทุกคนอบอุ่นขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะบรรยากาศที่อึดอัดในห้องและอีกส่วนเพราะเสียงของป๋อมที่ดูเหมือนจะพยายามกลบความเงียบบางอย่าง
ชินดนัยวางเศษไม้ลงกับพื้น “ตกลง…คืนนี้ต้องทำอะไร?”
อาจารย์อาทหยิบกระดานวาดขนาดใหญ่ขึ้นมาตั้งกลางห้อง “โครงการ ‘ศิลปะสู่วิกฤต’ เป็นโปรเจกต์พิเศษ ถึงเที่ยงคืนต้องร่วมกันทำผลงานชิ้นเดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็น’”
ซินญ่ากลืนน้ำลาย มองเศษสีที่อัดแน่นในกระปุก มันเหมือนจะเคลื่อนไหวเบา ๆ เมื่อลมพัดผ่านทุกอย่างในห้อง
ณัฏฐ์กระแอมเสียงดัง “ที่อาจารย์เคยบอก…ใครบางคนเคยหายตัวไปที่นี่ใช่ไหมครับ?”
อาจารย์อาทนิ่ง สองมือกำกันแน่น “ข่าวลือ…เพียงแค่ข่าวลือ ศิลปินที่มีพรสวรรค์บางคนแค่…หายตัวเองเพราะความเครียด”
ตาลปรายตามองเพดาน “ถ้าใครสักคนกลับหายไปจริง พี่อาทจะรับผิดชอบได้ยังไง” น้ำเสียงแปร่ง ๆ ไม่ได้เล่น笑
แสงไฟสลัววูบวาบเหมือนจะดับ ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน แต่เสียงนกร้องแผ่ว ๆ จากบนหลังคาเงียบลง พวกเขามองหน้ากัน งงงวยและกลัวจาง ๆ ในใจ
ป๋อมกลอกตา “พวกเราจะทำงานศิลป์…หรือรอผีวิ่งจากมุมห้อง?”
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนหัวเราะเบา ๆ ช่วยลดความกดดันรอบตัว ซินญ่าหยิบแปรงขึ้นมาระบายสีบนผืนผ้าใบใบใหญ่ “เริ่มกันเถอะ อย่าเสียเวลา” เสียงของเธอสั่นแต่แฝงความกล้า
ณัฏฐ์วางมือบนกระดานวาด กดแรงกว่าปกติ “เธอไม่กลัวเหรอ?”
ซินญ่าหันมามอง แววตาสั่นไหว “กลัว แต่ต้องทำ”
ไล่มาอีกชั่วโมง เสียงพูดคุยเบาลง ทุกคนต่างจดจ่อในงาน จู่ ๆ โสตประสาทรับเสียงฟ้าร้องอึกทึกขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ทุกสายตาควานหาต้นกำเนิด—แต่เสียงนั้นดังขึ้นจากใต้พื้นสตูดิโอเอง
ชินดนัยหยุดมือ เงี่ยหูฟัง “นั่นเสียงอะไร?”
ณัฏฐ์หัวเราะในลำคอ “อย่าคิดมาก เป็นเสียงท่อประปามากกว่า”
ป๋อมส่ายหน้า น้ำเสียงเนือย “ท่ออะไรจะฟังดูเหมือนคนร้องโหยหวน”
ตาลวางดินสอช้า ๆ “มีใครเคยลงไปข้างล่างสตูดิโอบ้าง?”
อาจารย์อาทพูดแทรกทันที “นั่นพื้นที่เก็บอุปกรณ์เก่า ๆ ไม่มีอะไรหรอก”
มุมหนึ่งของห้อง ชายเสื้อเก่าของซินญ่าขยับไปโดนกล่องไม้เก่า จังหวะเดียวกันประตูด้านหลังแง้มเปิดเองราวกับลมพัด ทั้งห้องเงียบสนิท ทุกคนมองหน้ากัน ลมหายใจหนักและเกร็งขึ้น
ณัฏฐ์หันไปหาชินดนัย “ถ้าเมื่อคืนนี้ไม่มีใครหาย แล้วเสียงเมื่อคืนคืออะไร?”
อาจารย์อาทนิ่ง สายตาเลื่อนไปทางแผงไฟ “ไม่มีอะไร ปล่อยให้เป็นเรื่องของสตูดิโอ”
ป๋อมเดินไปปิดประตู ปากบ่นแต่กลั้นยิ้มขื่น “จะอยู่ทำงาน หรือจะออกไปานอกดีกว่าครับ?”
ณัฏฐ์เคาะนิ้วลงบนโต๊ะวาด “ใครกลัว ออกไปได้เลย”……