เสียงเพลงแห่งทะเลทรายโอริน
แสงจันทร์เต็มดวงสาดประดับเหนือผืนทรายโอรินให้เปล่งประกายเงิน ทะเลทรายกว้างใหญ่ไร้จุดสิ้นสุดเหมือนห้วงมหาสมุทร กลางคืนเงียบสงัดแต่กลับมีเสียงเพลงแผ่วเบา ไหลมากับสายลม เหมือนไร้ที่มาและไร้ที่ไป ราวกับตำนานที่ผู้คนเล่าเมื่อพันปีก่อนว่ายังคงเร้นกายอยู่ในผืนทรายสายนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ไนล์ เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูงจากเผ่าเริงจิต เอนตัวพิงประตูไม้เก่าใกล้กระท่อม เขาเอียงหูฟังเสียงเพรียกริบหรี่ที่ไหลมาพร้อมลมหนาว ไนล์เคยกลัวเสียงนี้เพราะแม่ของเขาเคยเตือนว่า “ใครได้ยินเสียงเพลงของทะเลทราย โอริน จะถูกดึงเข้าสู่ปริศนา วิญญาณค้างคาในเสียงนั้น” ยิ่งดึกเสียงก็ยิ่งกระจ่างจนรู้สึกเหมือนเป็นของจริง
ไนล์ผงกหัวขึ้นมอง ดาวพร่างพราวกลางฟ้า เขาอยากรู้คำตอบมาตลอดว่าทำไมเสียงเพลงถึงร้องจากทรายโดยไม่มีผู้เล่นเครื่องดนตรี ไม่มีมนุษย์ใดรู้ว่าแท้จริงต้นกำเนิดเพลงนั้นคืออะไร สิ่งเดียวที่เขารู้ คือทุกคืนจันทร์เต็มดวง เสียงเพลงจะเปลี่ยนทำนองและทุกครั้งจะพาเอาความโศกเศร้า หรือบางทีก็นำมาซึ่งความหวังแปลกประหลาดมาสู่หมู่บ้าน
ไนล์ลุกขึ้น เขาย่องหลบออกจากบ้าน ทะเลทรายเวลาค่ำคือพื้นที่ต้องห้าม เด็กๆแตกตื่นเมื่อนึกถึงสัตว์เงาโบราณในตำนาน แต่ไนล์มักสงสัยมากกว่ากลัว ความกระหายรู้ขับไล่เขาให้เดินลงจากเนินทราย ไล่ตามเสียงโน้ตเปลี่ยวเหงา
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพลิ้วลอยอยู่ไกลๆ ท่ามกลางม่านทรายเลื่อมแสง บางสิ่งคล้ายสัตว์ประหลาดรูปร่างระหง เรืองแสงสีฟ้าอ่อนจากขนและเกล็ดบนหลัง ไนล์หยุด หัวใจเต้นรัว แต่ในใจดูลึกลับกลับสงบ—เสียงเพลงกับร่างนั้นราวกับผูกพันกันแล้วยืนยันในตำนานว่า “ผู้ที่กล้าพอจะได้เห็นตัวโนวานิซ่า”
โนวานิซ่า คือสัตว์วิเศษในตำนานทะเลทรายโอริน รูปทรงคล้ายกวางผสมเงาของเครน ปีกบางยาวพริ้วเหมือนสายแพร สองตาส่องแสงสีลาเวนเดอร์ บางคนเชื่อว่ามันเป็นผู้คุ้มครองดนตรีแห่งทะเลทราย บางตำนานเล่าว่าเสียงร้องของมันคือจิตวิญญาณโลกฝั่งนี้
“ใครน่ะ?” ไนล์กล่าวด้วยเสียงแผ่ว ดวงตาโนวานิซ่ามองตอบ แววตาจริงใสไร้ประสงค์ร้าย มันขยับเข้ามาใกล้ ทุกย่างก้าวไม่ได้ทิ้งรอยบนผืนทราย มีแต่ละอณูทรายโปรยแสงตามเป็นระลอก
เสียงเพลงโน้ตสะกดจิตแทรกผ่านจิตใจ กระตุ้นความทรงจำเก่าแก่ในใจไนล์ เขานึกถึงค่ำคืนเมื่อเจ็ดปีก่อน วันที่แม่หายไปขณะตามเสียงลึกลับนี้ อดีตดั่งรอยทรายที่ลมไม่เคยลบเลือน ไนล์อดถามตัวเองไม่ได้ ว่าแรงดึงดูดของเสียงนั้นมีไว้เพื่ออะไร หรือบางทีมันเรียกหาใครที่ยังไม่พร้อมตอบคำถามชีวิต
โนวานิซ่ากระซิบคล้ายจะพูดบางอย่าง เพลงเปลี่ยนเป็นทำนองเศร้า หลาย ๆ หมู่บ้านเชื่อว่าสัตว์วิเศษพูดผ่านเสียงลมและจังหวะเพลง ไนล์หลับตา ตั้งใจฟัง ราวกับรับคำท้าทายของตำนาน เขารู้ในหัวใจว่าการตอบเสียงแห่งทะเลทรายคืนนี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิตเขาตลอดไป
ไนล์ตั้งใจเดินเข้าหาโนวานิซ่าอย่างระวัง สายลมหนาวพัดเสื้อคลุมโยกไหวเมื่อเงียบสงัดประทับลงท่ามกลางแสงจันทร์ โนวานิซ่าส่งเสียงร้องต่ำ ฉับพลันผืนทรายเบื้องหน้าสั่นระริกเป็นคลื่น ปรากฏบันไดทรายทอดยาวสู่เนินทรายสูงสุดของโอริน ไนล์รู้ว่าทางออกเดิมกลับปิดตาย — การเดินทางจึงต้องเริ่มต้นที่นี่
ไนล์ตัดสินใจปีนบันไดทราย แม้กลัวสัญญาณร้ายในใจแต่หัวใจแห่งความสงสัยผลักดันให้ก้าวขาแต่ละก้าวขึ้นสูง สายลมกลิ่นหอมประหลาดลอยตามมาขณะโนวานิซ่าเคียงข้าง ไนล์พูดกับมัน “ถ้าฉันไปต่อแล้ว จะได้คำตอบไหม…แม่ของฉันอยู่ที่ไหนจริง ๆ หรือเปล่า?” โนวานิซ่านิ่งเงียบ เหลือบตาเศร้าให้นิดเดียวก่อนพยักหน้า
เมื่อถึงยอดเนินสูงสุด แสงจันทร์ราวกับรวมตัวกันแข็งขึ้นเป็นประตูแสงท่ามกลางเวิ้งทราย ประตูนั้นเรืองรอง มีสัญลักษณ์งดงามประหลาดคล้ายตัวโน้ตประสมตัวอักษร ใจของไนล์แปลกประหลาด ไม่เคยกล้าหวังว่าจะค้นเจอเบาะแสใด ๆ เกี่ยวกับแม่ที่หายตัวไป แต่ในขณะนี้ มือข้างหนึ่งของเขายื่นออกสัมผัสขอบประตูแสง และโนวานิซ่าเดินนำเข้าสู่มิติใหม่ของโอริน—โลกใต้ทะเลทราย
ลมหายใจแรกหลังข้ามประตูทำให้ไนล์รู้สึกเหมือนเกิดใหม่ เขาเหยียบผืนทรายที่เรืองแสงเปลี่ยนสีได้ตามการสัมผัส ทุกย่างก้าวคือจังหวะดนตรี สายลมกลายเป็นโน้ต เพลงหลอมรวมกับอารมณ์ของเขาได้จริง ๆ รอบข้างเต็มไปด้วยสัตว์วิเศษจำพวกใหม่ ๆ ยืนชมอยู่ห่าง ๆ เช่น แซนด์โซรา สัตว์คล้ายนกและงูเงี้ยว ท่าทีระแวดระวังแต่ชอบเสียงหัวเราะ, บีดร้า สิ่งประหลาดคล้ายแมวแต่อยู่ใต้เม็ดทราย จากจังหวะเต้นของทราย ไนล์เรียนรู้ว่าสัตว์เหล่านี้ต่างมีบทบาทในระบบดนตรีและสมดุลชีวิตของทะเลทรายทุกตัว
โนวานิซ่าเดินนำเพื่อแสดงทาง เสียงเพลงเคลื่อนนำทัพคลื่นแห่งอารมณ์ พาไนล์สู่ใจกลางโบสถ์ดนตรีใต้ทราย กำแพงลวดลายโน้ตเรืองรอง มีแท่นศิลาเก่าแก่ประดับสร้อยคอคริสตัลซึ่งเรียกว่าจารึกสายลม เชื่อกันว่า ผู้ปรารถนาคำตอบต้องเปลี่ยนจิตตนเองเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงเพลงและกล้าที่จะตั้งคำถามต่อเสียงเหล่านั้น
โนวานิซ่าจับตามองไนล์ มือไม้ของเขาสั่นเทาแต่ชายหนุ่มกลับก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลา ไนล์สัมผัสสร้อยคริสตัลทันเวลา—เสียงเพลงจู่ ๆ เงียบสงัด ทะเลทรายไร้เสียง ทั้งหมดกลับน่าสะพรึงยิ่งกว่าเสียงคำรามพันหมื่นเท่า โลกทั้งใบประหนึ่งสูญสิ้นจังหวะชีวิตไปชั่วขณะ
เสียงหนึ่งจู่ ๆ ดังขึ้นในหัวเขา เป็นเสียงผู้หญิงอ่อนโยนคุ้นเคย ไนล์นึกถึงแม่ทันที เสียงนั้นบอกว่า “เจ้าจะได้ยินแต่เสียงแห่งหัวใจตนเท่านั้น ถ้ากลัว—เสียงก็จะกลืนกินชีวิต แต่ถ้าปล่อยใจเป็นหนึ่งเดียวกับเสียง เจ้ามีสิทธิ์ค้นพบโน้ตแห่งสมดุล” ทันใดนั้น โนวานิซ่าก็กระโดดวนรอบแท่นศิลา สร้างเสียงเพรียกประหลาด คลื่นเสียงแต่ละระลอกเหมือนทบทวนอดีตไนล์—ความเจ็บปวด สูญเสีย ความผิดหวังที่เขาซ่อนใจมานาน
ไนล์ร้องไห้โดยไม่รู้ตัว มือยังกำสร้อยคริสตัล สายลมหมุนวนกลายเป็นเสียงเพลงเปลี่ยนจังหวะ เป็นจังหวะของการให้อภัย การพรากและการปล่อยวาง ในที่สุด เสียงโน้ตแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในทะเลทรายปะทุขึ้นจากหัวใจเขา ทันทีที่จังหวะนี้ปล่อยออกมา ราวกับร่างกายไนล์กลายเป็นสื่อกลางสู่ทะเลทรายทุกอณู โลกทั้งใบตอบรับเสียงเพลงของเขาด้วยการเปลี่ยนแสงเปลี่ยนสี เสียงหัวเราะสัตว์ต่าง ๆ ก้องร้องตาม
สายลมปะทะทำให้ร่างโนวานิซ่าแปรเปลี่ยนชั่วขณะ กลายเป็นเงาร่างหญิงสาวผมยาวสวมชุดคลุมทรายสีเงิน—ใบหน้าคล้ายแม่ของไนล์ เพียงแตะมือขวางเบา ๆ “ลูกได้พบสิ่งเดียวที่แม่ตามหาทั้งชีวิต เสียงเพลงของหัวใจและสมดุลแก่โอริน ไม่ใช่การหนีอดีต แต่คือการเรียนรู้จะอยู่กับอดีตและให้อภัย”
ไนล์ผงะ ถามเสียงสั่นว่า “แม่จากไปเพราะเสียงเพลงใช่ไหม” หญิงสาวใต้เงาแสงจันทร์พยักหน้า “แต่ค่ำคืนนี้เจ้าคือผู้ฟังที่กล้าและซื่อสัตย์ เพลงใหม่ของเจ้าคือสิ่งที่โอรินขาดไป” เมื่อพูดจบ โนวานิซ่ากลายร่างกลับเป็นสัตว์วิเศษ หันหลังเดินเข้าสู่เงาจันทร์ลาง ๆ ทิ้งไนล์ไว้กับสายสร้อยและเสียงเพลงในหัวใจ
ความหวังอบอวลในอากาศ ผืนทรายสว่างโพลน ทุกหมู่บ้านในโอรินก็ได้ยินทำนองใหม่คลี่กางทั่ว นั่นคือเสียงแห่งมิตรภาพ การให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่ ไนล์รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในใจตนเอง ตั้งแต่ค่ำคืนนี้และตลอดไป เขาคือบทเพลงใหม่ของทะเลทรายโอริน ที่จะเล่าขานต่อเป็นตำนานอีกพันปี