ฤดูที่กล้ารัก
เสียงกีตาร์เบา ๆ ดังเคล้ากับเสียงหัวเราะเย็นใจยามดึกในสนามหญ้าข้างตึกกิจกรรมมหาวิทยาลัย ผู้เปรมนั่งหลบในเงาไม้ มือสาละวนอยู่กับโน้ตเพลงที่ยังแต่งไม่จบ ขณะเดียวกันข้าวฟ่างเดินมาอย่างเหน็ดเหนื่อยหลังเสร็จประชุมชมรม เธอวางเป้ข้างตัว เหลือบมองเด็กหนุ่มหน้าตานิ่งที่ดูเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กีตาร์น่ะ เล่นเพราะนะ” ข้าวฟ่างเอ่ยแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ฝ่ายผู้เปรมเงยหน้าขึ้นพลางนิ่งไป “แค่ท่อนเดิม ๆ …ยังแต่งไม่จบ” เขาตอบเสียงเบา ข้าวฟ่างยิ้มแหย “แต่บางอย่างมันจบง่ายไปกว่าที่คิดนะ” เธอเชยคางรับลมเย็น ผู้เปรมเลื่อนสายตากลับไปที่โน้ตเงียบ ๆ
ฉากเปลี่ยนเป็นเวลาเช้าหน้าตึกคณะ ข่าวกิจกรรมการกุศลติดเต็มบอร์ด เมื่อข้าวฟ่างพบโอกาสจัดงานวิ่งช่วยเหลือเด็กยากไร้ แต่ติดขัดเรื่องงบประมาณ เธอต้องเข้าหารุ่นพี่ผู้ทรงอิทธิพลในมหา’ลัย—ซึ่งก็คือผู้เปรม
“ขอเวลาสักห้านาทีได้ไหมคะพี่เปรม” เธอยืนรออย่างมั่นใจ แววตาเขายังคงเย็นชา “อ่านรายละเอียดมาก่อนหรือยัง?” เขาทวนคำเสียงนิ่ง “ก็…อ่านแล้วค่ะ แต่อยากให้พี่ช่วยบางอย่าง”“ทุกคนก็ขออะไรแบบนี้ทั้งนั้น”“เพราะทุกคนอยากให้มันสำเร็จ พี่ไม่เข้าใจเหรอ” เขาเงียบ มุมปากขยับน้อย ๆ แต่ไร้รอยยิ้ม
ระหว่างวางแผน ผู้เปรมย้อนคิดภาพแฟนเก่าที่เคยหลอกใช้ความไว้ใจ เขาดึงตัวจากการสนทนา เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากข้าวฟ่างเม้ม เธอสัมผัสได้แต่ไม่กล้าถาม “ถ้ามีอะไรไม่พอใจ สื่อสารได้นะ” เธอเปรยเบา ๆ เขานิ่งเท่านั้น
คืนหนึ่ง เมื่อเตรียมงานจนดึก ทั้งคู่ติดฝนในตึกกิจกรรม ข้าวฟ่างทำลายความเงียบด้วยคำถาม “พี่เปรมเคยเชื่อใจใครสุดใจไหม?” เขาสบตาช้า ๆ แล้วตอบ “เคย แต่ความเชื่อใจมันทำให้ผมเสียคนไปเลย” ข้าวฟ่างนิ่ง เงียบจนน้ำฝนกระแทกกระจกเท่านั้นที่ดัง
หลังงานวิ่งผ่านไปอย่างเหนื่อยยาก ฝ่ายข้าวฟ่างหอบผ้าเช็ดหน้าเปื้อนโคลนให้ผู้เปรม “ยืมไปซักน่ะ อย่าลืมคืนด้วย” เขาหันมามองผ้าแล้วอดขำไม่ได้เล็กน้อย “ยังจะไว้ใจผมอีกเหรอ?” เธอยิ้มน้อย ๆ “ไม่รู้สิ บางอย่างมันต้องลองดูอีกที”
เย็นหนึ่งเมื่อไม่มีใคร ผู้เปรมสะกิดข้าวฟ่าง “ขอถามอะไรหน่อย…” เขาอ้ำอึ้ง ตัวเกร็ง “ถ้าใครสักคนเคยผิดมาก่อน จะยังมีโอกาสเริ่มใหม่ได้ไหม?” เธอมองหน้าเขานาน “ถ้าเขายอมรับแม้เจ็บมากกว่าเดิม…ก็คงสมควรได้รับมัน” เขาตัวแข็งไป ความกลัวในใจเผยผ่านดวงตาหนักอึ้ง
เวลาผ่านไป สายข่าวลือเรื่องแอบชอบกันสะพัด ผู้เปรมเลือกถอยห่าง ข้าวฟ่างอึดอัดตัดสินใจถามตรง “พี่เปรมกำลังหนีอะไรอยู่?” เขาตอบไม่ออก ลมหายใจหนักหน่วง เธอหมุนตัวเดินออกไปเงียบ ๆ
ผู้เปรมทนไม่ไหว เดินชนสายฝนไปสนามหญ้าในคืนหนึ่ง นั่งมองโน้ตเพลงเปิดเปลี่ยนสายกีตาร์ไปเรื่อย รู้สึกโดดเดี่ยวพร้อมความกลัวว่าทุกอย่างจะพังเหมือนครั้งก่อน บทเพลงค่อย ๆ ก่อตัว เขาจ้องกระดาษด้วยมือสั่น
วันรุ่งขึ้น ผู้เปรมเริ่มเปิดใจ เดินมาหาข้าวฟ่างที่ห้องกิจกรรม “ผม…ทำเรื่องโง่ ๆ มาก่อน ผมกลัวว่าจะพังอีก ถ้าข้าวฟ่างอยากถอยก็เข้าใจ” ข้าวฟ่างเม้มปากแน่น ตอบช้า ๆ “ฟางก็กลัว พี่ไม่ใช่คนเดียวที่เจ็บมาก่อน แต่เราไม่ต้องรีบหรอก พี่ว่ามั้ย”
ต่างฝ่ายต่างหาเวลาทำความรู้จักใหม่ นัดกินข้าวที่โรงอาหาร สนทนาเงียบ ๆ เกี่ยวกับครอบครัว ความฝัน ข้าวฟ่างเผยอยากเป็นนักกิจกรรมมืออาชีพ พ่อแม่กลับอยากให้เป็นอาจารย์ ผู้เปรมเข้าใจในความฝืนของเธอ “เราสองคนคล้ายกันไหม?” เขาถามเสียงเบา “ไม่รู้สิ…หรือแค่ต่างคนต่างเหงา?”
คืนวันสอบ ผู้เปรมเผลอส่งข้อความผิดกลุ่ม เล่าเรื่องอดีตในใจ ทุกคนวิจารณ์ เสียงซุบซิบทำให้เขาปิดโทรศัพท์ หน้าตาเศร้าหมอง ข้าวฟ่างตัดสินใจนั่งรอหน้าใต้ถุนคณะ “จะหนียังไงมันก็อยู่ในใจพี่อยู่ดีฟางรู้ …แต่ถ้าพี่อยากคุย ฟางอยู่ตรงนี้”
คืนวันหนึ่ง ผู้เปรมพาข้าวฟ่างไปนั่งเล่นริมคลองมหาวิทยาลัย บทสนทนาเว้นวรรคยาว “ที่พี่เงียบไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง” ข้าวฟ่างยิ้มเศร้า “ไม่ต้องพยายามรีบก็ได้พี่ แค่นั่งเงียบ ๆ ด้วยกันบางครั้งก็ดีแล้ว”
จู่ ๆ คุณแม่ข้าวฟ่างโทรมาตอนตีสอง เสียงกดดัน “เลิกทำอะไรไร้สาระแล้วกลับบ้าน ได้ข่าวว่าใกล้พี่ผู้ชายรึ? จะซ้ำรอยแม่เหรอ!?” ข้าวฟ่างสะอึก มองผู้เปรม เงียบแต่สัมผัสถึงความกลัวในเสียงตัวเอง
หลังวันงานกีฬาสี ข้าวฟ่างขอเวลาถูกตัวเอง กลับบ้านไปเผชิญหน้ากับครอบครัวเป็นครั้งแรก ผู้เปรมส่งเพียงข้อความ “อย่าเพิ่งหายไป ผมรอนะ” ข้าวฟ่างตั้งใจเผชิญหน้า จบด้วยน้ำตาที่โถงบ้าน
ระหว่างที่ข้าวฟ่างห่างหาย ผู้เปรมกลับไปก้มหน้าตั้งใจแต่งเพลงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในที่สุด เพลงใหม่ก็สำเร็จ เขาเดินขึ้นเวทีงานคืนสู่เหย้า ร้องเพลงที่มีเนื้อหาสะท้อนใจ “บางอย่างจบยาก ถ้าไม่ยอมรับว่าเจ็บ…”
ข้าวฟ่างกลับมามหาวิทยาลัยหลังเวลาผ่านหลายสัปดาห์ เริ่มต้นใหม่กับกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ พบผู้เปรมหน้าเวที ทั้งสองยืนห่างแต่สบตากันจนรู้สึกอบอุ่นขึ้น ข้าวฟ่างเดินเข้าไปใกล้ ๆ “ยังจำที่ฟางพูดได้ไหม…ถ้าอยากคุย ฟางก็ยังอยู่” ผู้เปริมยิ้มบาง ๆ “แล้วถ้าผมอยากเริ่มใหม่ล่ะ?”
ความเงียบแผ่ขยาย สายลมฤดูร้อนพัดผ่าน สองคนยิ้มให้กัน เงียบงัน เอนตัวลงนั่งข้าง ๆ ไม่มีใครพูดอะไรอีกนาน เสียงกีตาร์เบา ๆ สะท้อนในคืนสงบกลางลานหญ้ากว้าง เสมือนขอโอกาสใหม่ให้ใจสองดวงที่กล้ารักกันในที่สุด…