ในม่านฝนของฤดูร้อน
เสียงฝนแรกของฤดูร้อนตกกระทบกระจกหน้าต่างห้องสมุด คาเฟ่ตรงข้ามตึกเรียนเต็มไปด้วยผู้คนหนีฝน อินผลักประตูเข้ามาอย่างเหนื่อยล้า เสื้อยืดที่เปียกน้ำฝนแนบกับแผ่นหลัง เขายกมือปาดหยดน้ำออกจากคิ้ว หายใจเข้าลึกๆ เหนื่อยพร้อมความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้างในอก เขามองหาร่มเก่าในเป้ มือหยุดแค่นั้นเมื่อเห็นข้าวฟ่างนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง โต๊ะมุมห้องของเธอว่างเปล่า มีเพียงสมุดโน้ต อัลบั้มภาพเก่า และแก้วกาแฟที่ละลายไออุ่น ดวงตาของหญิงสาวหม่นเศร้าในแสงขุ่นของวันฝนตก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้เงียบๆ ข้าวฟ่างเงยหน้าขึ้นช้าๆ เมื่ออินเดินเข้ามา ใครๆ ต่างคิดว่าพวกเขาสนิทกันดีแต่ความจริงคือความห่างไกลแปลกประหลาด หากนับเวลาก็ตั้งแต่ปีหนึ่งที่เริ่มมาเรียนมหาวิทยาลัยก็ดูเหมือนว่าเพียงได้เจอกันในโปรเจกต์ใหญ่ๆ สองสามครั้ง ไม่เคยคุยกันลึกกว่าสิ่งที่จำเป็น
“นั่งได้ไหม” อินเอ่ยเบาๆ พลางหย่อนตัวลงฝั่งตรงข้าม ข้าวฟ่างพยักหน้าแล้วยกมือจับแก้วกาแฟ ชั่ววูบหนึ่งเธอก็เลือกจะไม่พูดอะไรก่อน
เสียงฝนข้างนอกตกไม่ขาด อินกระหม่อมครุ่นคิดเรื่องของตัวเองอยู่เงียบๆ เขายังไม่กล้าสบตาข้าวฟ่างตรงๆ เพราะมีอะไรบางอย่างอึดอัดค้างคา “เธอ…โอเคไหม” เขาถามในที่สุด เสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน ข้าวฟ่างหัวเราะเบาๆ คล้ายจงใจ
“ถามแบบนี้ใครจะตอบว่าไม่โอเค” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มหยอกคลุมเครือ
อินหลบสายตา มือหนึ่งกดรอยเปียกตรงขอบเป้ “ถ้างั้น…ฉันขอถามใหม่ ตั้งแต่รับโปรเจกต์กับกลุ่มนี้มา เธอคิดยังไงกับมัน”
ข้าวฟ่างไล่สายตามองฝนที่สาดกระจกแถวโต๊ะ “เหนื่อยดี เหมือนวิ่งทั้งที่ไม่รู้จะไปตรงไหน ฉันไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าโปรเจกต์หรอก แต่…” เธอเงียบ แล้วอมยิ้ม “แต่…ฉันไม่อยากถูกมองว่าทำอะไรไม่ได้เลย”
อินพยักหน้าอย่างเข้าใจ แววตาทั้งนุ่มนวลและแข็งกร้าวในเวลาเดียวกัน “ฉัน…น่าจะพูดน้อยกว่านี้”
ทันทีที่บทสนทนาจบ สายฝนหยุดเทลงกะทันหัน ความเงียบเยียบระหว่างสองคนสะท้อนอะไรบางอย่างที่ยังไม่ได้พูดออกไป แม้จะนั่งอยู่ใกล้กันแต่ก็ราวกับอยู่คนละโลก
เวลาผ่านไป อินกับข้าวฟ่างต้องเริ่มทำงานร่วมกันจริงจังมากขึ้นเพราะสมาชิกกลุ่มเริ่มถอดใจ งานโปรเจกต์ศิลปะ “สีสันยุคใหม่” ที่ต้องหาคอนเซ็ปต์และสร้างผลงานชุดใหญ่ภายในสามเดือนทำให้พวกเขาต้องใช้เวลาทุกเย็นนั่งคิดงานที่ห้องกิจกรรมตึกศิลปะ ไฟฝันในสายตาข้าวฟ่างดูอ่อนแอลงทุกวัน อินสังเกตเห็นว่าเธอมักนั่งวาดภาพอยู่คนเดียวเงียบๆ นานก่อนที่เขาจะแวะเข้ามา
“วันนี้ไม่กลับหอเร็วนะ?” อินถามในเย็นวันหนึ่งขณะหยิบสมุดร่างออกมา ข้าวฟ่างก้มหน้าเก็บพู่กันช้าๆ
“มีงานค้างเยอะ… แล้วนายล่ะ”
“…ยังคิดธีมไม่ออกเลย”
ข้าวฟ่างนิ่งนานก่อนจะพูดออกมาทั้งที่ยังไม่เงยหน้า “ถ้าไม่ติดว่าต้องจบปีนี้ ฉันอยากลาออกไปวาดรูปที่เชียงราย”
อินขมวดคิ้ว “พ่อแม่คงไม่ยอมใช่ไหม”
ข้าวฟ่างถอนหายใจยาว “ใช่” น้ำเสียงแฝงความเจ็บปวดบางอย่างไว้เงียบๆ เธอลุกขึ้นไปล้างพู่กันที่อ่างน้ำด้านข้างโดยไม่พูดอะไรต่อ อินได้แต่มองตามเงียบๆ มีบางอย่างในอกที่คล้ายความเข้าใจผิดปนกันกับความห่างเหินที่ก่อตัวขึ้นทีละนิด
วันต่อมา ระหว่างที่กลุ่มกำลังประชุมประเด็นงานศิลปะหน้าห้อง อินเสนอไอเดียบางอย่างแต่กลับถูกเพื่อนอีกคนอย่างเบสท์แย้งซ้ำๆ เสียงถกขัดเงียบงัน ข้าวฟ่างเงียบ ฟังตลอดแต่ไม่เข้าข้างใคร
หลังเลิกประชุม อินเดินออกไปคนสุดท้าย ข้าวฟ่างตามมาช้าๆ ฝนเพิ่งเริ่มตกอีกครั้ง อากาศเย็นจนผิวขนลุก ข้าวฟ่างเดินข้างเขา ต่างคนต่างไม่พูดสักพัก
“นายจริงจังกับโปรเจกต์นี้แค่ไหน” ข้าวฟ่างถามขึ้นทันทีที่ถึงร่มไม้ใหญ่หน้าตึก อินหยุดเท้า ตอบหลังลังเล
“…ฉันไม่อยากล้มเหลวอีก” ในแววตาของเขามีแผลจากอดีตซ่อนอยู่ ข้าวฟ่างรับรู้แต่เลือกจะไม่ถามต่อ
ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกลับหอพักเงียบๆ ฝนซาแล้วแต่บรรยากาศยังเย็นยะเยือก ความเงียบกลายเป็นกำแพงกั้นกลาง คนทั้งคู่ต่างมีความกลัวและความฝันของตัวเอง ไม่มีใครกล้าพูดตรงๆ ว่าอยากได้รับการยอมรับอีกครั้ง
ระยะเวลาสี่ห้าสัปดาห์ผ่านไปในฤดูฝนยาวนาน อินกับข้าวฟ่างมีทั้งช่วงเงียบและคืนที่ต้องนั่งทำงานจนดึก พวกเขารู้จักกันในแง่มุมใหม่ๆ อาทิเช่น อินชอบฟังเพลงแจ๊สยามค่ำคืน ส่วนข้าวฟ่างชอบอ่านบทกวีเสียงเบาๆ ตอนตีสอง คืนหนึ่ง อินทำหูฟังหล่นแตก ข้าวฟ่างเงียบอยู่แว่บหนึ่ง แล้วถอดหูฟังของตัวเองมาเสียบให้แทน
“อ่ะ… เพลงนี้เพราะ ฟังแล้วเหมือน…” เธอเงียบ มีบางอย่างที่อยากพูดแต่หยุดไว้ อินขมวดคิ้วแต่เลือกฟังเพลงต่อจนจบ จนสายตาเธอปิดลง
เช้าวันรุ่งขึ้น อินเจอบันทึกวางอยู่บนโต๊ะ “วันหนึ่ง… ถ้าฉันหายไป นายจะคิดถึงฉันไหม”
อินไม่แน่ใจว่าอยากตอบอะไร เขานั่งเหม่อมองบันทึกนั้น ก่อนจะเปิดโทรศัพท์ค้นหาเบอร์ข้าวฟ่างแต่ยั้งมือ สุดท้ายเขาเดินออกไปนั่งที่ม้าหินหลังตึก ปล่อยให้ความเงียบชะโลมหัวใจ
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน อินได้รับข้อความจากข้าวฟ่างว่า “พรุ่งนี้ไม่มาทำงานนะ” ไม่มีเหตุผลเพิ่ม อินส่งสติ๊กเกอร์หมีโบกมือกลับไปแค่สั้นๆ คืนวันนั้นเขานั่งทำงานเงียบๆ คนเดียว กว่าจะรู้ตัวก็ตีสอง อากาศหนาวและฝนเทลงอีกครั้ง
สองวันต่อมา ข้าวฟ่างหายไปอย่างเงียบงัน ไม่มีใครติดต่อได้ อินหงุดหงิดกับงานที่ค้างคาและความคิดถึงที่เริ่มก่อตัว สุดท้ายเขาตัดสินใจเดินหาเธอที่ริมสนามศิลปะ เห็นเธอซบหน้ากับสมุดร่างเก่า อินนั่งลงข้างๆ ไม่พูดอะไร
นานเกือบสิบนาที ข้าวฟ่างจึงพูดเสียงเบาๆ “บางที… ฉันเบื่อจะเป็นคนเข้มแข็ง” อินนิ่ง ไม่ทันตอบ ข้าวฟ่างสูดหายใจลึก น้ำตาคลอ “นายเคยไม่กลัวอะไรเลยเหรอ”
อินหัวเราะร่วน ตอบอย่างจริงใจ “กลัวเยอะ… กลัวล้มเหลว… กลัวถูกผิดหวัง… กลัวเธอจะหายไปแบบนี้”
ข้าวฟ่างหัวเราะทั้งน้ำตา เธอฟุบหน้ากับแขน อินเอื้อมมือวางลงบนสมุดของเธอเบาๆ
“ข้าวฟ่าง ฉันวาดรูปไม่เก่งเหมือนเธอ แต่ถ้าฉันไม่มีเธอในกลุ่มนี้… ฉันคงไม่มีแรงจะคิดอะไรต่อ”
เธอเงียบอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นกำสมุดร่างแน่น “ฉัน…ขอโทษที่ทำให้นายต้องกังวล”
ภูเขาแห่งความไม่เข้าใจละลายลงช้าๆ เมื่อทั้งสองเลือกจะคุยกันตรงๆ มากกว่าปิดใจเหมือนเมื่อก่อน
หลังจากวันนั้น อินกับข้าวฟ่างเริ่มคุยกันด้วยบทสนทนาจริงจังมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่พูดเรื่องความรู้สึกตรงๆ แต่ทั้งคู่เริ่มแบ่งปันความกลัว ความฝัน และอดีตที่เคยผิดพลาด อินเล่าให้ข้าวฟ่างฟังว่าเมื่อปีก่อนเขาเคยทำกลุ่มพรีเซนต์ล้มเหลวและรู้สึกไร้ค่า ข้าวฟ่างเล่าว่าแม่ของเธอไม่เคยเชื่อว่าเธอจะเป็นศิลปินได้จริงๆ ต่างคนต่างเจ็บปวดจากคนที่รักมากที่สุด
โลกของโปรเจกต์ค่อยๆ เปลี่ยนไป ภาพร่างในสมุดข้าวฟ่างเริ่มสดใสขึ้น อินเริ่มกล้าเสนอไอเดียแปลกๆ ทั้งที่กลัวว่าจะโดนเพื่อนค้าน พวกเขาช่วยกันเติมเต็มจุดอ่อนของอีกฝ่าย อินให้ความกล้า ข้าวฟ่างป้อนแรงบันดาลใจ
แต่ความใกล้ชิดก็ทำให้ขัดแย้งบ่อยขึ้น ได้ยินเสียงข้าวฟ่างโวยวายเรื่องอินสั่งงานจุกจิก อินเองก็อดรนทนกับความลังเลของข้าวฟ่างไม่ได้ คืนหนึ่งทะเลาะกันใหญ่โตกลางสายฝนหน้าตึกศิลปะ อินตะโกนออกมา “ข้าวฟ่าง! เธอบอกว่าอยากเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วทำไมต้องหลบหน้าฉัน!”
ข้าวฟ่างยืนหน้าซีด ฝนกระหน่ำซัด เสื้อเปียกโชก เธอตะโกนสวน “เพราะนายไม่เข้าใจว่าการถูกคาดหวังมันกดดันแค่ไหน!”
คำพูดทั้งสองต่างกระแทกใจของกันและกัน อินเดินหนี ฝนไหลอาบหน้า ข้าวฟ่างยืนเงียบอยู่นาน ก่อนจะร้องไห้ออกมาเงียบๆ ท่ามกลางสายฝน
วันที่ผ่านมาทุกอย่างดูเงียบเหงา ตั้งแต่ทะเลาะกันอินกับข้าวฟ่างแทบไม่ได้พูดกัน บรรยากาศในกลุ่มงานตึงเครียด ฝนยังตกเกือบทุกเย็น ข้าวฟ่างพยายามกลับมาทำงานแต่ไม่กล้าสบตาอิน บทสนทนาระหว่างคนทั้งสองสั้นลงเรื่อยๆ
วันส่งโปรเจกต์ใกล้เข้ามา อินนอนตีความคำพูดของข้าวฟ่างอยู่ในห้องคนเดียว คืนหนึ่งเขาลุกขึ้นเดินออกไปริมระเบียง ปล่อยให้ฝนเปียกผม เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด อินตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดเบอร์ข้าวฟ่าง อยู่นานเธอถึงรับ
“มีอะไร” เสียงข้าวฟ่างเหนื่อยๆ
อินลังเล “…ขอโทษ…ฉันไม่ควรพูดแบบนั้น ฉันแค่กลัวจะต้องกลับไปอยู่คนเดียวอีก”
ข้าวฟ่างเงียบ สุดท้ายค่อยๆ ตอบ “นายไม่ได้อยู่คนเดียว อิน”
ในความเงียบของสายฝน อินหลับตา น้ำตาคลอเบาๆ
ผ่านไปอีกสองสัปดาห์สุดท้ายของฤดูฝน พวกเขาตั้งหน้าทำงานกันอย่างเกือบไม่พูดมาก เพียงแบ่งปันสิ่งจำเป็น ข้าวฟ่างเขียนกลอนซ่อนใต้ภาพ อินวาดทับด้วยลายเส้นของเขาโดยไม่รู้ตัว ยิ่งใกล้วันแสดงผลงาน เส้นความสัมพันธ์คล้ายวาดทับกันจนแน่นแฟ้น
คืนสุดท้ายก่อนส่งงาน อินกับข้าวฟ่างนั่งที่ระเบียงคณะ ฟังสายฝนพรำฝ่าความเงียบมาทีละหยาด อินส่งถุงสีขาวใบหนึ่งวางบนตักข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างค่อยๆ เปิดดูหูฟังใหม่เอี่ยมที่อินซื้อให้
“เธอฟังอะไรก็ได้… แต่ถ้าฟังแล้วคิดถึงฉันบ้างจะดีมาก” อินพูดแบบกล้าๆ กลัวๆ
ข้าวฟ่างหัวเราะ “นายพูดอะไรแบบนี้ไม่เป็นนี่”
อินยักไหล่ “บางทีฉันก็ต้องลอง… ถ้าเธอยังไม่ไปเชียงราย เราทำงานส่งเสร็จก่อน แล้วค่อยฝันต่อด้วยกันได้ไหม”
ข้าวฟ่างนิ่งไปหลายนาทีสุดท้ายยิ้มจางๆ “ก็ได้…แต่ห้ามทิ้งฉันไว้กลางฝนอีกนะ”
อินส่ายหน้า “ถ้าฉันทิ้งจริง… เธอคงต้องเป็นคนลากฉันกลับไปเอง”
วันที่โปรเจกต์ศิลปะจัดแสดง ผู้คนล้นหลาม เดินชมภาพวาดและกลอนที่เป็นผลงานคู่ อินกับข้าวฟ่างยืนแอบมุมหนึ่ง ไม่มีใครมองเห็นว่ามือทั้งสองกุมกันแน่น ต่างยิ้มให้กันอย่างเหนียมอาย สายฝนข้างนอกยังตกพรำต่อไป คนทั้งสองไม่ได้พูดคำว่ารัก แต่ทุกอย่างในสายตาและในระหว่างนิ้วมือชื้นเหงื่อของทั้งคู่คือคำตอบแล้ว