มองผ่านรอยยิ้ม
ฝนกำลังตกหนักจนเสียงน้ำดังกลบเสียงจราจรบนถนนสาทรยามหัวค่ำเหนือเหม่อมองผ่านหน้าต่างออฟฟิศชั้นสิบห้า ม่านน้ำกลั่นเม็ดเป็นทางยาวจนเหมือนสวนทางกับความคิดข้างใน เขากำลังปรินต์โปสเตอร์อันสุดท้าย กดคลิกเมาส์แรงเกินความจำเป็น พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงไฟในออฟฟิศเปิดไว้เพียงครึ่งหนึ่ง เหลือโต๊ะเรียงยาวของแผนกครีเอทีฟที่ยังไม่สิ้นแสง เขาสังเกตว่ามีเงาหนึ่งบนโต๊ะฝั่งการตลาด ดวงตาที่ยังไม่ได้ปรับเข้ากับแสงเห็นชัดว่าคนคนนั้นคือ ลูกแก้ว หญิงสาวท่าทางเรียบง่ายแต่แต่งตัวเนี้ยบ เธอกำลังนั่งจ้องจอคอมฯ อยู่เงียบๆ
“ครึ่งชั่วโมงจะสองทุ่มแล้วนะ ไม่กลับบ้านเหรอ?” เหนือเอ่ยถามแผ่วเบา เสียงเล็ดลอดมาจากความทรงจำเก่าว่าครั้งหนึ่งเคยเห็นเธอกลับดึกแทบทุกวัน
ลูกแก้วยิ้มตอบ”พอดียังสรุปกลยุทธ์ให้ลูกค้าไม่เสร็จ ถ้ากลับเดี๋ยวคิดถึงงาน” เธอหลบสายตา ไม่ใช่ด้วยนิสัยขี้เขิน แต่ว่ายังไม่อยากให้ใครเห็นอะไรในแววตานั้น
เหนือพยักหน้า เอื้อมมือไปหยิบแฟ้มงานจากโต๊ะตัวเอง แล้วเดินมาหยุดข้างๆ เธอ เงียบอยู่ครู่ใหญ่ก่อนพูดอย่างจริงจัง”เมื่อวานหัวหน้าชมงานเรา เขาว่าโปสเตอร์นั้นเหมือนจับความรู้สึกของลูกค้าได้”
ลูกแก้วหัวเราะเบา “ขอบใจนะ” ต่างฝ่ายต่างเงียบ ครู่หนึ่งก็มีคำถามออกจากปากเหนือ “รู้มั้ยว่าทำไมถึงทำสายนี้ ทั้งที่เรียนวิศวะมาก่อน?” เธอชะงักนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มรับ “คงคล้ายกับที่นายเลือกจะวาดรูปทั้งที่พ่ออยากให้นายเป็นหมอ”
ฝนซาไปแล้ว แต่นอกหน้าต่างยังพร่าเลือนจากบรรยากาศ ทั้งสองเงียบงันแต่มันไม่ใช่ความอึดอัด กลับมีบางอย่างอุ่นๆ คล้ายความเข้าใจ ขณะเดียวกันเหนือก็รับรู้ถึงเส้นบางของความลับที่แทรกอยู่ในประโยคนั้น
เสียงโทรศัพท์ของลูกแก้วดังขึ้น เธอหยิบมากดปิดเสียง แววตาสั่นไหวแต่เก็บกลบไว้ ก่อนเสนองานใหม่กับเหนือ “ถ้าอยากรีบกลับ…ฉันช่วยดูโปสเตอร์อันต่อไปให้ก็ได้นะ” เหนือมองเธอ พลันนึกเอะใจว่าผู้หญิงคนนี้ยังมีบางมุมที่เขาไม่รู้จัก
เวลาผ่านไปอีกหลายสัปดาห์ งานโครงการใหญ่มาถึง ทั้งแผนกต้องอยู่โอทีเกือบทุกคืน เหนือกับลูกแก้วจึงได้เจอกันบ่อยขึ้น ระหว่างพักเหนื่อย พวกเขามีบทสนทนาเล็กๆ เสมอ เช่นวันที่เหนือทำคอมพัง ลูกแก้านั่งลูบแก้วกาแฟพลางพูดติดตลก
“ถ้าคอมใครเสีย พรุ่งนี้จะเลี้ยงข้าวแผนก”
“แล้วถ้าทำเสียเพราะหงุดหงิดกับดีไซน์ตัวเองวะ?”
ลูกแก้วหัวเราะเสียงใส ปล่อยให้เสียงหัวเราะกลบความเครียดข้างใน เหนือมองเธออย่างสนใจ “เวลาเหนื่อยมากๆ ทำไมถึงยังยิ้มได้วะ?”
เธอนิ่งไป ก่อนตอบ “บางที…รอยยิ้มก็เหมือนหน้ากากที่ดี เอาไว้ให้คนอื่นสบายใจ”
เหนือฟังจบแล้วเงียบไป ไม่เซ้าซี้ เขาเองก็มีหน้ากาก”ของตัวเองเช่นกัน บางครั้งต้องแกล้งทำเป็นใจเย็น ทั้งที่อยากตะโกนกับโลกว่ามันไม่ยุติธรรม
งานเดินหน้าไปอย่างตึงเครียด เหนือเริ่มสังเกตว่าลูกแก้วจะหลบหน้าหัวหน้างานบางคน เหมือนมีสิ่งค้างคาใจ เหนือเก็บความสงสัยไว้ รอจังหวะเหมาะที่จะถาม
คืนหนึ่งตอนเกือบเที่ยงคืน เหนือเดินผ่านห้องประชุม เห็นแสงไฟลอดออกมา เลยชะโงกหน้าเข้าไปพบว่าลูกแก้วกำลังร้องไห้เงียบๆกับฝ่ายหัวหน้างานชื่อพี่เอ๋ย
“ไม่เอานะน้องแก้ว เรื่องเก่าๆ มันผ่านไปแล้ว” พี่เอ๋ยบอกเสียงอ่อนโยน ลูกแก้วพยักหน้าทั้งน้ำตา เงียบไป เหนือถอยหลังออกมาโดยไม่ให้ใครเห็น โถงทางเดินยามดึกดูยาวไกลและเย็นเยียบ
วันรุ่งขึ้นเหนือทำเหมือนไม่รู้เรื่อง คืนถัดมาความสัมพันธ์ของเขากับลูกแก้วแนบแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ทั้งคู่ค่อยๆ แบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว เหนือยอมรับว่าเคยทะเลาะกับพ่อหนักจนไม่คุยกันหลายปี เพราะความฝันที่สวนทางกัน
“เคยคิดจะเลิกวาดรูป เพียงเพราะกลัวคำว่า ‘ล้มเหลว’ ไหม?” ลูกแก้วถามในคืนที่ทั้งคู่เดินลงไปซื้อข้าวต้มรอบดึก เหนือส่ายหน้า “กลัวอยู่ทุกวันนั่นแหละ แต่ยิ่งกลัวมันยิ่งผลักให้ทำต่อ…นายกลัวมั้ย?”
ลูกแก้วยิ้มจาง ๆ “กลัวสิ…ฉันเคยผิดพลาดจนไม่มีวันลืม” วรรคเว้นด้วยเสียงเดิน ดาวไฟข้างถนนกระพริบตามจังหวะฝนเหนือมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่ความอยากรู้อีกต่อไป แต่อยากเป็นที่พึ่งให้ใครสักคน
เขากลับบ้านไปค้นหารูปวัยเด็ก พบว่านานแล้วที่เขาไม่เคยบอกใครสักคนว่า “เหงา” เห็นเพื่อนๆ เริ่มตั้งครอบครัว มีเป้าหมายใหม่ ในขณะที่ตัวเองยังติดอยู่กับความฝันเก่าๆ และความกลัวที่จะเริ่มต้นใหม่
วันถัดมาในออฟฟิศ เหนือเสนอไอเดียหนึ่งกับลูกแก้ว “เราทำโปสเตอร์ให้พูดเรื่องเพลงโปรดของลูกค้า แต่ละดีไซน์ใช้โทนสีแทนความรู้สึก” ลูกแก้วตั้งใจฟังและยิ้มให้ “มันสะท้อนความในใจดีนะ เหมือนเวลาเราฟังเพลงเศร้าแต่หัวเราะสู้”
ทั้งสองแบ่งปันเพลงที่ชอบ เพลงโปรดของลูกแก้วคือเพลงที่เคยฟังกับแม่ก่อนจากกันไป เธอไม่เล่าเหตุผลที่แม่จากไปในทันที แค่บอกว่า “มันคือความรู้สึกที่พูดยาก”
ในคืนงานเลี้ยงบริษัท ลูกแก้วมีท่าทีผิดปกติ เหนือเลือกนั่งข้าง ๆ เธอ และหาโอกาสถามเงียบ ๆ ระหว่างเพลงช้าในงาน
“แก้ว…ถ้ามีอะไรที่พูดยากมาก ๆ อยากแชร์มั้ย”
ลูกแก้วนิ่งเงียบ สายตาเธอเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรในใจ “บางความลับ…ถ้าบอกแล้วทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม”
เหนือพยักหน้าช้า ๆ “งั้น…ถึงจะไม่บอก ฉันก็ยังอยู่ตรงนี้นะ” พวกเขาเงียบๅ ฟังเสียงดนตรีระคนกับหัวใจที่ส่งผ่านกันโดยไม่ต้องใช้คำพูด
หลังงานเลี้ยงนั้นลูกแก้วลาพักงานกะทันหัน เหนือแปลกใจและเป็นห่วงแต่เธอไม่รับโทรศัพท์ ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน ทุกอย่างในออฟฟิศดูอึมครึมขึ้นทันทีเมื่อขาดสีสันจากรอยยิ้มของเธอ
สามวันหลังจากนั้นเหนือย้อนกลับมาดูข้อความที่ลูกแก้วเคยทิ้งไว้ “บางครั้งฉันกลัวว่าทุกคนจะเห็นว่าฉันไม่เก่งจริง” เหนือรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียอะไรสำคัญโดยที่ยังไม่ได้ไขความจริง
ท้ายที่สุด เหนือตัดสินใจไปตามหาเธอที่บ้านตามที่อยู่ในแฟ้มงาน เขาต้องต่อสู้กับความลังเลของตัวเอง ประตูบ้านถูกเปิดโดยหญิงสูงวัยที่ดูอ่อนแรง เธอบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “แก้วอยู่โรงพยาบาล เพื่อรักษาใจตัวเองจากบางเรื่องที่แบกมานาน” เหนือรู้สึกจุกในอก เขาไม่เคยรู้เลยว่ารอยยิ้มที่สดใสนั้นซ่อนรอยร้าวไว้ลึกแค่ไหน
หลายวันผ่านไปเหนือพยายามส่งข้อความไปให้กำลังใจเธอ เขามีโอกาสชวนพี่เอ๋ยมานั่งคุย พี่เอ๋ยเล่าว่าอดีตลูกแก้วเคยโดนกล่าวหาว่าละเมิดจริยธรรมบริษัทเก่า ทั้งที่ความจริงเธอแบกหน้ารับผิดชอบเพราะอยากปกป้องรุ่นน้อง
“บางครั้งความหวังดีมันก็เปลี่ยนเป็นตราบาปให้กับคนหนึ่งคน” เหนือเข้าใจทันทีว่าทำไมลูกแก้วจึงไม่มีวันยิ้มอย่างสบายใจ เพราะอดีตที่ยังตามหลอกหลอน
อีกสัปดาห์ต่อมาลูกแก้วกลับไปที่ทำงาน แตกต่างตรงที่ครั้งนี้แววตาเธออ่อนแรงแต่กลับจริงใจเหนือเดินเข้าไปหา พูดอย่างหนักแน่น
“ฉันไม่รู้หรอกว่าอดีตจะจบยังไง แต่วันนี้ถ้าแก้วอยากเริ่มใหม่…ฉันจะอยู่ข้างๆ” ลูกแก้วเงียบงัน หยาดน้ำตาคลอเบ้า “มันคงไม่ง่าย แต่ขอบใจนะที่เข้าใจ”
ช่วงเวลาหลังจากวันนั้นเหนือกับลูกแก้วกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้ง ทุกอย่างไม่ง่ายเหมือนเดิม พวกเขาต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ท่ามกลางสายตาสงสัยของเพื่อนร่วมงาน และข่าวลือที่วนเวียนไม่จบ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองผ่านจุดหวิดเสียกันไป หลายครั้งเหนือเองก็คิดจะถอยกลับ หวังจะกลับไปใช้ชีวิตสันโดษเหมือนเดิม แต่ความผูกพันที่ค่อยๆ โตขึ้นนั้นดึงเขาไว้ ครั้งหนึ่งเขาเกือบตะโกนใส่ลูกแก้วตอนเธอเงียบกับโจทย์งานใหญ่สุดท้าย แต่เขาเลือกเดินหนีออกไปสูดอากาศแทน แล้วจึงกลับมาขอโทษว่า “ฉันเองก็เหนื่อย ไม่ได้อยากให้ใครรับผิดทุกอย่างแทนเรา”
ลูกแก้วนิ่ง เสียงเบา “ฉันกลัวว่าจะทำให้ใครผิดหวังอีก” เหนือสบตาเธอ “ถึงจะผิดหวัง…แต่มันดีกว่าปล่อยให้ใครสักคนต้องแบกทุกอย่างคนเดียว”
ทีมชนะโปรเจกต์ใหญ่ ลูกแก้วกล้าออกมาพูดในงานนำเสนออย่างมั่นใจ เธอเปิดใจถึงบทเรียนจากอดีต ไม่ใช่เพื่อขอการให้อภัยจากทุกคน แต่เพื่อบอกตัวเองว่าเธอให้อภัยตัวเองแล้ว
หลังจากงานวันนั้น ทั้งสองคนนั่งเงียบเคียงกันบนดาดฟ้า เงยหน้ามองพระจันทร์เหนือเอ่ยช้าๆ “บางอย่างอาจต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น ฉันรอได้ แค่อยากเห็นแก้วยิ้มจริงๆ…สักวัน”
ลูกแก้วหัวเราะ เสียงสั่น “ถ้าทำได้…ฉันจะยิ้มให้เธอเป็นคนแรก”
ลมกลางคืนพัดผ่าน ทั้งสองนั่งอยู่ในความเงียบที่อบอุ่น ความสัมพันธ์ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เติบโตขึ้นมาอย่างจริงใจและค่อยเป็นค่อยไป บาดแผลบางอย่างอาจไม่จาง แต่มิตรภาพที่สร้างขึ้นระหว่างทางทำให้พวกเขาได้เติบโตและเริ่มต้นใหม่ร่วมกัน