หิมะสุดท้ายของนรินทร์
สีส้มอ่อนของไฟถนนตัดกับม่านหิมะที่เพิ่มความแน่นขึ้นทุกนาที นรินทร์เดินกลับหอพักคนเดียว รองเท้าบู๊ตแหวกเสียงกรอบแกรบ ผิวหน้าเย็นเจียนชาผสานกลิ่นอายหิมะใหม่ พอเลี้ยวถึงหน้าประตู เขาสะดุ้งกับเสียงเปิดหน้าต่างห้องเหนือศีรษะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รีบเข้ามา อย่ายืนงงอยู่ข้างนอก” เสียงผอมแหลมของภีม เพื่อนร่วมห้องดังลอดลงมา ท่าทางตกใจแบบนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ฤดูนี้หิมะตกบ่อย เด็กปีหนึ่งหลายคนเริ่มเชื่อเรื่องคำสาป เค้าว่าถ้าใครเดินคนเดียวตอนค่ำจะได้ยินเสียงเรียกลึกลับ
นรินทร์พึมพำ “กลัวรึไง?” ก่อนจะก้าวเร็วขึ้น กุญแจในมือสั่นเล็กน้อย แม้พยายามไม่สนใจแต่ความเงียบระหว่างทางกลับนั้นชวนให้สยอง
สิ่งแรกที่เห็นเมื่อเข้าห้อง 305 คือดวงตากว้างของภีมที่เพ่งสบสายตาเขาด้วยความวิตก “เมื่อกี้ได้ยินเสียงไหม?”
นรินทร์ส่ายหน้า “ไม่ได้ยินอะไร ปิดหน้าต่างไปสิ ลมพัดแรง”
“หิมะคืนนี้มันแปลก…เหมือนหนาขึ้น ทั้งที่เพิ่งตกแข็งเมื่อคืนก่อน” ภีมยังเบิกตาสบถเบา ๆ “แกเห็นน้ำตาลไหมะ?”
“ยัง เชิญไปช่วยเพื่อนปีหนึ่งนั่นสอนเลขมั้ง”
เสียงทุ้ม ๆ ของพี่ตุ้มเงียบหายไปหลังห้องน้ำ ช่วงสอบปลายภาค ทุกคนต่างทำหน้าที่ใครมัน ระหว่างกลุ่มปีหนึ่งในหอชายมีเพียงนรินทร์กับภีมที่คุยกันบ่อยสุด ทั้งคู่เคยมีปากเสียงกันบ้างเรื่องเล็กน้อย พวกเขายังคงมีความเคอะเขินระหว่างบทสนทนาเหมือนกับพยายามกลืนรสขื่นของมิตรภาพและความโดดเดี่ยวในหิมะ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกลางความเงียบ นรินทร์และภีมหันมองตากันโดยไม่พูด ภีมเดินไปเปิด เห็นข้าวฟ่าง หญิงสาวจากห้องฝั่งตรงข้ามในเสื้อจัมเปอร์ถักมือ “พวกนาย…มีใครเห็นแม็กซ์ไหม?”
ข้าวฟ่างเล่าเสียงสั่นว่าตั้งแต่บ่ายยังหาแม็กซ์ไม่เจอ ตอนแรกคิดว่าอาจไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดหรือแวะร้านสะดวกซื้อ แต่เพื่อนในกลุ่มไม่มีใครเห็น เบาะแสสุดท้ายคือแม็กซ์เดินลุยหิมะไปทางสนามกีฬา “เขาทำโทรศัพท์ตกไว้ในห้อง…”
นรินทร์รู้สึกขนลุกวาบ “คืนนี้อากาศติดลบ แม็กซ์ไปทำอะไรที่สนามกีฬา?”
ภีมหรี่ตามองเขา “คืนนั้นที่แกกับแม็กซ์ทะเลาะกัน… แกไม่ได้พูดอะไรแรงไปใช่ไหม?”
นรินทร์อึ้งไปเล็กน้อย ดวงตากระพริบถี่กลบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจ เวลาดึกอย่างงี้ หน้าต่างทุกบานเริ่มขึ้นฝ้า ความอบอุ่นในห้องสวนทางกับอุณหภูมินอกระเบียง ข้าวฟ่างยังยืนค้างเหมือนต้องการบางอย่างมากกว่าคำตอบ
“งั้น…เราไปช่วยหากันไหม?” เธอเสนอ ทุกคนสบสายตา—ความเงียบบีบอัด คำตอบเดียวคือการหยิบเสื้อโค้ทหนาทึบแล้วออกไปลุยหิมะด้วยกันสามคน
เสียงรองเท้ากระทบทางเดินยามค่ำคืน วงแสงไฟถนนกระจายตัวเบลอ ๆ แต่เงาตะคุ่มของกลุ่มนักศึกษากลับน่ากลัวอย่างไรบอกไม่ถูก ภีมเดินนำ หันมาสบตานรินทร์แล้วเปลี่ยนไปคุยกับข้าวฟ่างที่ตามหลัง
“เธอกลัวไหม?” ข้าวฟ่างยักไหล่ น้ำเสียงไม่มั่นใจ “มันแค่แปลกดี… ปีนี้หิมะมันดูเยอะกว่าทุกปี”
นรินทร์หยุดฟังเสียงฝีเท้าตัวเอง หัวใจเต้นระส่ำ ในใจซ่อนร่องรอยความกลัวไร้เหตุผล “เธอคิดว่าเกี่ยวกับคำสาปงั้นเหรอ?”
“เพื่อนคนหนึ่งปีที่แล้วก็หายตัวไป…” ข้าวฟ่างพูดเบา ๆ “ไม่มีใครกล้าถามตำรวจด้วยซ้ำ”
ภีมพึมพำ “อย่าเอาไปพูดให้ใครฟังนะ เดี๋ยวจะโดนหาว่าบ้า” น้ำเสียงปนหงุดหงิด แต่แฝงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง ตลอดการเดิน อากาศเย็นเยียบ ฝ่าเท้าแต่ละก้าวเหมือนเย็นลงลึกจนถึงใจ
แนวต้นสนริมหอพิรุณกราวสั่นไหวลมแรง ทุกคนยืนตะลึงเมื่อพบรองเท้าบู๊ตคู่หนึ่งจมครึ่งหนึ่งอยู่ในหิมะขาวนวลริมสนามกีฬา ข้าวฟ่างรีบทรุดเงยดูพลางร้องเสียงหลง “นี่ของแม็กซ์!”
ภีมรีบห้าม “อย่าเพิ่งไปจับ!”
แต่ข้าวฟ่างมือไม้สั่น หยิบรองเท้าขึ้นมากอดแน่น พลันเสียงฝีเท้าสองสามคู่ดังชัดขึ้นมาจากความมืด นรินทร์หันควับ ปรากฏร่างสูงใหญ่ของรุ่นพี่ปรัชญาโผล่มาด้วยไฟฉายในมือ “มาทำอะไรกันตรงนี้?”
“หาเพื่อนค่ะ พี่เห็นแม็กซ์ไหม?” ข้าวฟ่างถามเสียงสั่นปนหวัง
ปรัชญามองกลุ่มปีหนึ่งนิ่ง รอยยิ้มแข็งทื่อ “กลับห้องก่อนเถอะ อากาศแบบนี้มันอันตราย เดี๋ยวลื่นล้มหรือเป็นไข้กันหมด”
แต่สายตาเขากวาดดูรองเท้าในมือข้าวฟ่างแล้วจ้องหน้านรินทร์นานผิดปกติ ก่อนพาเดินกลับหอ ไม่ขัดขืนอะไรแต่ความอึดอัดระหว่างทางหนานุ่มกว่าเศษหิมะที่เกาะติดปลายเท้า—คำพูดถูกกลืนในลำคอ ไม่มีใครกล้าถามต่อเรื่องแม็กซ์ระหว่างรุ่นพี่เดินนำ
ประตูหอปิดดังปัง ทุกคนแยกย้ายกันเข้าห้องเงียบกริบ นรินทร์ถอดโค้ทยืนลูบเหงื่อร้อนบนต้นคอ หัวใจวิ่งวุ่นไปด้วยความรู้สึกผิด เขาหลบตาภีม ขณะอีกฝ่ายนั่งโซฟาขายาวกอดหมอน “ถ้าเมื่อคืนแกไม่ทะเลาะกับแม็กซ์…”
“พอเถอะ ฉันก็แค่… ฉันคิดว่าเขาโกหก” นรินทร์เสียงขาด ๆ เกิน ๆ “เขาไม่ใช่คนแกล้งง่าย เธอเองก็รู้”
“นายกลัวอะไรอยู่?” ภีมเงียบ เสียงหายใจดังชัด
“กลัวตัวเอง กลัวว่าฉันจะมีส่วน… ถ้าแม็กซ์เป็นอะไรขึ้นมาจริง ๆ”
ข้าวฟ่างซุกหน้ากอดเข่าข้างโซฟา พูดเสียงเบา “เมื่อคืน…เขาโทรมาคุยกับเราด้วย ฟังดูแปลก ๆ บอกว่ามีคนสะกดรอย เขากลัว…แต่เราคิดว่าเขาเมา”
แสงไฟข้างนอกเงากระเพื่อมวูบวาบ ละอองหิมะยังคงโปรย โซฟาแคบในห้องรวมทำหน้าที่เป็นทั้งสนามรบของคำพูดและโซนหลบภัยในเวลาเดียวกัน
“ถ้า…เรารับสายเขานานกว่านี้ เขาจะ…ยังอยู่กับเราไหม?” ข้าวฟ่างสารภาพ น้ำเสียงสั่นพร่า
ไม่มีใครตอบ เสียงนาฬิกาเดินช้า ความเงียบกดทับ ทุกสายตาก็วกกลับไปยังรองเท้าบู๊ตคู่นั้นที่ข้าวฟ่างยังคงกอดไว้แนบอก
เสียงเปิดประตูอย่างรวดเร็ว พี่ปรัชญากลับเข้ามาพร้อมแจ้งข่าว “ตำรวจมาแล้ว ขอสัมภาษณ์พวกเธอทีละคน”
สีหน้าทุกคนตึงเครียด นรินทร์ก้าวเท้าอย่างลังเล ภีมมองต่ำ ข้าวฟ่างน้ำตารื้น ท่ามกลางคำถามซ้ำ ๆ ของตำรวจ ทั้งสามคนเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาโดยมีช่องว่างเล็กน้อยในแต่ละถ้อยคำแต่แฝงไปด้วยความตึงเครียด
“รบกวนช่วยนึกว่าเห็นอะไรผิดปกติไหม?” ตำรวจน้ำเสียงสงบ นรินทร์กัดริมฝีปาก หัวใจหวาดเสียวกับสิ่งที่เขาเลือกจะปิดบัง
หลังสอบสวน พวกเขากลับขึ้นมานั่งรวมกันนานหลายนาที สายตาระหว่างกันเหมือนจะซ่อนบางอย่าง ข้าวฟ่างวางรองเท้าบู๊ตลง หายใจยาว “คืนนี้ขอนั่งตรงนี้ได้ไหม?”
ภีมตอบเบา ๆ “ก็เอาสิ ฉันเองก็เพลียจะรีบไปนอนแล้ว” แต่น้ำเสียงฝืนกลบความกลัว นรินทร์ย้ายหมอนมาวางข้างข้าวฟ่างเงียบ ๆ
แสงไฟริมระเบียงสะท้อนละอองหิมะไม่หยุด ความเหน็บหนาวดูเหมือนยืดยาวตลอดคืน ทว่าในใจของพวกเขาอบอวนไปด้วยคำถามที่ไม่มีใครกล้าถามตรง ๆ ว่าเมื่อไร…ความลับนี้จะถูกเปิดเผย
คืนนั้น ทุกคนหลับตาหนักอึ้ง กระโจนเข้าสู่ความฝันที่ไม่นิยมหวนคิดถึง เมื่อตื่นมาในตอนเช้า หิมะยังคงโปรย ฤดูหนาวนี้ดูเหมือนไร้สิ้นสุด
เช้าวันใหม่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบสนามกีฬาอีกครั้ง พบรอยเท้าหลายคู่เดินลึกเข้าไปในโซนห้ามเข้า นรินทร์ ภีม และข้าวฟ่างถูกเรียกไปถามซ้ำ ตำรวจสาวท่าทางแข็งขันถามซอกแซกจนคนฟังเริ่มเปลี่ยนคำพูดเล็ก ๆ ใจกลางห้องสอบสวนเย็นเยียบ นรินทร์เอามือกุมผมแน่นปิดบังความร้อนที่ลามขึ้นหน้า
“เมื่อคืนเขาทะเลาะกับใครหรือเปล่า?”
“ไม่ครับ…แค่โต้เถียงเรื่องไร้สาระ” นรินทร์กลืนน้ำลาย ตอบไม่เต็มเสียง
ตำรวจสาวมองลึกเข้าไปในตาเขา เหมือนจะคาดเดาอะไรออก
ภีมเดินออกมารอหน้าห้อง สะกิดแขนข้าวฟ่าง “คิดยัง…แกคิดว่าฉันผิดไหม?”
ข้าวฟ่างไม่ตอบ เงียบไปยาวนาน ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ฉันไม่แน่ใจ แต่ทุกคนต่างมีส่วน”
คืนนั้น นรินทร์นั่งในห้องเงียบ ๆ มองมือถือว่างเปล่า ความรู้สึกผิดก่อกวนขึ้นมาอีกครั้ง เสียงข้อความเข้าโชว์ชื่อ “พี่ตุ้ม” แวบมาว่า “อย่าเล่าเรื่องปีที่แล้วให้ใครฟัง” นรินทร์ชะงัก หัวใจตกวูบ รอยต่อของปมในหอพักปรากฏลาง ๆ
เขาเดินลงไปหาห้องพี่ตุ้มเป็นการส่วนตัว ภายในห้องมืดแสงไฟสลัว คนพี่ยักไหล่ทำเป็นไม่แคร์ “สมัยพี่ปีหนึ่ง เพื่อนก็หาย ตอนนี้แม่ง…ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ยังอยากอยู่กับกลุ่มรึไง?”
“ทำไมไม่บอกตำรวจ?”
พี่ตุ้มขำแห้ง “เพราะใครพูด…ก็โดนไล่ออกจากหอ พี่จะเสี่ยงทำไม คนพวกนี้กลัวเรื่องคำสาปกันมันสมอง”
นรินทร์พึมพำ “พี่…เชื่อเรื่องคำสาปเหรอ?”
“ไม่รู้สิ แต่ปีนี้มันหนักกว่าทุกปี” พี่ตุ้มเสียงแข็ง “แกก็เก็บปาก เก็บใจไว้นะ”
นรินทร์ออกจากห้อง โถงทางเดินแน่นขนัดด้วยเงาเพื่อน ๆ แปลกหน้าหลายคนกระซิบกระซาบ ไอเย็นค้างคาเหมือนรอระเบิดความเข้าใจผิดทุกขณะ
เวลากลางวันผ่านไปอย่างเชื่องช้ากว่าทุกที ทุกคนทำตัวเงียบขรึม เจอหน้าตำรวจเป็นต้องหลบตา แม็กซ์ยังคงหายไป ไลน์และโทรศัพท์ถูกตรวจสอบแต่ไม่พบข้อมูลใหม่ กิจวัตรเดิมถูกตีกรอบด้วยความกังวล เรื่องสอบหรือความฝันดูจืดชืดไร้ความหมาย
กลางดึกนรินทร์สะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย เขาลุกไปที่หน้าต่าง เห็นเงาเคลื่อนไหวแว๊บ ๆ บนลานหิมะ กระตุกใจร้อนรีบใส่รองเท้าโค้ทและวิ่งสวนลมเย็นไปพร้อมไฟฉายในมือ เสียงข้าวฟ่างตามมา “…จะไปไหน!”
นรินทร์ไม่สนใจ ร่างของเขาย่ำลงบนหิมะนุ่มเท้าจนถึงสนามกีฬา ที่นั่น ภีมรออยู่แล้ว ท่าทางลนลาน
“นายก็เห็น?” ภีมเอ่ยเสียงแผ่ว
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปใต้แสงจันทร์ ท่ามกลางความหนาวเย็นจนเสียวกระดูก พวกเขาเห็นรอยเท้าชุดใหม่พาไปถึงพุ่มไม้หลังอัฒจันทร์ ในเงามืดมีร่างสูงกำลังยืนกอดอก เมื่อนรินทร์ส่องไฟใกล้เข้าไป พบว่าเป็นรุ่นพี่ปรัชญา
“พวกมึงวิ่งออกจากหอทำไม” ปรัชญาขมวดคิ้ว เสียงแข็งแต่แฝงความสั่นกลัว
คืนนั้น กลุ่มนักศึกษาสามคนยืนประชันหน้ากับปรัชญาใต้แสงจันทร์ ท่ามกลางความสงัด หิมะยังโปรยปรายตลอดคืน ไม่มีใครพูดถึงแม็กซ์ตรง ๆ ทุกคนรู้สึกถึงบรรยากาศที่อึดอัด—ราวกับสิ่งที่ตามหาไม่ใช่แค่เพื่อนที่หายไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในใจแต่ละคน
เช้าวันถัดมา ตำรวจให้นรินทร์ ภีม ข้าวฟ่าง และปรัชญาเข้าให้ปากคำพร้อมกัน กลิ่นอายในห้องประชุมอึดอัด พวกตำรวจแลกเปลี่ยนสายตา ส่วนรุ่นพี่ปรัชญาคอยกดขมับเหมือนอดทนไม่ไหว
ตำรวจถาม “ทั้งสี่คนนี้ ไปสนามกีฬาเมื่อคืนใช่หรือไม่?”
“ครับ” เสียงนรินทร์แผ่วเบา ภีมกับข้าวฟ่างหวั่น ๆ ปรัชญานั่งนิ่ง ดวงตายากต่อการอ่าน
“ที่เห็นเมื่อคืนใครเป็นคนชวน?”
“ผมเอง…” นรินทร์สารภาพด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย
“คุณคิดว่าการที่แม็กซ์หายตัวไป…เกี่ยวข้องกับคำสาปตามที่มีข่าวลือหรือเปล่า?”
นรินทร์ลังเล “ผมไม่รู้…แต่ผมรู้สึกผิดมากกว่ากลัวคำสาป”
ภีมพูดแทรก “บางที…คำสาปจริง ๆ อาจเป็นความกลัวแล้วก็ความลับ” เขาเงียบ น้ำเสียงสั่นจนข้าวฟ่างต้องแตะแขนเบา ๆ
บรรยากาศเย็นจัด ตำรวจปล่อยทั้งสี่คนออกมา ก่อนจากกันปรัชญาเอ่ยน้ำเสียงขึ้ง ๆ กับนรินทร์ “อย่าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟัง”
ระหว่างเดินกลับหอ นรินทร์เดินนำอยู่ข้างหน้า หิมะตกหนักกว่าเดิม เขาพึมพำในใจถึงสิ่งที่แบกไว้ “ฉันต้องกล้า…หากอยากรอดจากความกลัวนี้”
คืนนั้นเอง นรินทร์ตัดสินใจเปิดใจคุยกับภีม ข้าวฟ่าง และปรัชญาในห้องรวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับหอพักนี้ พวกเขาตกลงว่าจะช่วยกันค้นหาความจริงโดยไม่พึ่งแค่ตำรวจ
คืนวันสุดท้ายของปีมาถึง หิมะปกคลุมไปทั่ว ลานหิมะใต้สนามกีฬาสะท้อนแสงไฟหัวเสาที่พร่ามัว นรินทร์ ภีม ข้าวฟ่าง และปรัชญาออกไปสำรวจค้นหาเบาะแสด้วยกันสี่คน ทุกก้าวที่ลุยหิมะเหมือนก้าวผ่านอดีตและความกลัวที่สนิมก่อในใจทีละน้อยๆ
ข้างพุ่มไม้พบเศษกระดาษยับ ๆ ติดเลือดจาง ๆ มันคือจดหมายลาตาย เขียนด้วยลายมือแม็กซ์ เปรอะเปื้อนน้ำตาหยดใหญ่ ข้าวฟ่างแทบล้ม นรินทร์น้ำตาไหลเงียบ ๆ ทุกคนล้อมวงกอดกันแน่น ภายใต้ความเศร้าปะปนเชือดเฉือนระหว่างสูญเสียกับการยอมรับความจริง ทุกคนต่างได้เผชิญหน้ากับความลับ สีหน้าเปลี่ยนไปตลอดคืน
ภายใต้แสงสลัวของหอพัก ในที่สุดความเงียบก็ถูกแทนที่ด้วยประโยคสารภาพ นรินทร์กล้าเอ่ย “ฉันเสียใจ…ฉันควรฟังเขามากกว่าจะพูดเพราะอารมณ์” ภีมจับบ่านรินทร์ ข้าวฟ่างโอบกอดเขาไว้ น้ำตาของทุกคนหลั่งออกมาช้า ๆ กับความจริงที่ไม่มีใครอยากยอมรับ
เช้าวันใหม่ หิมะยังตก พวกเขาเดินออกจากหอพร้อมกันในความเงียบเป็นครั้งแรก เสียงฝีเท้าบนหิมะนุ่มทุกย่างก้าว นรินทร์เหลียวหลังมองเงาในกระถางหิมะนั้น ก่อนเอ่ยกับเพื่อนเสียงแต่หนักแน่น “ต่อไปนี้…เราจะไม่เก็บความลับไว้คนเดียวอีกแล้ว” ท้องฟ้าเริ่มมีรอยสว่างอีกครั้ง ท่ามกลางความสูญเสีย ทุกคนได้เติบโต เข้มแข็งขึ้นหนึ่งขั้นในคืนหิมะแรกของปีใหม่