เงาสะท้อนที่หายไป
เสียงลมฤดูหนาวหอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนข้ามถนนลูกรังขรุขระ รถตู้นั่งห้าคนจอดชิดหน้าบ้านไม้สองชั้นที่ผุพังกลางป่ารกครึ้ม ไฟหน้ารถฉายไปยังประตูบานเก่า ฝุ่นจับหนาทึบจนแทบเห็นรอยมือบนลูกบิดไม่ได้ ภายในรถมีเสียงถอนหายใจเงียบ ๆ แทรกอยู่ระหว่างใจเต้นรัวของทุกคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พวกเราจะเข้าไปจริง ๆ เหรอ” กานต์พูดเสียงเบา พยายามซ่อนความกลัวไว้หลังแววตา แต่มือที่กำเป้ากล้องแน่นจนข้อนิ้วขาวจนน่าสังเกต
“ไหนว่าอยากได้ข้อมูลเจ๋ง ๆ สำหรับสารคดี ชวนเองไม่ใช่เหรอ” เต้ ตอบเสียงเรียบ พยายามกลบความลังเลที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง สายตาหลบไปมองหน้าบ้านอย่างไม่มั่นใจ
“ใช่ แต่… บ้านนี้มันมีประวัติไม่ดีนี่ ใคร ๆ ก็เล่าว่าคนเจ้าของหายตัวไปแบบไร้ร่องรอย” เมย์พูดขณะดึงผ้าพันคอเข้าหาตัว เหงื่อเย็นซึมออกทั้งที่อากาศเย็นจัด
ฟ้า หญิงสาวผมยาวที่เงียบมาตลอด หยิบกุญแจเก่าออกจากกระเป๋าเสื้อ สายตาทุกคู่จับจ้องที่มัน
“เราไม่ได้มาเล่น ๆ นะ ทุกคนก็รู้ว่าข้อมูลที่นี่สำคัญกับโปรเจกต์ของเรา ถ้าใครไม่โอเคจะรอที่รถก็ได้” ฟ้ากล่าว หน้านิ่งแต่น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย ใบหน้าซีดขาวในแสงไฟสลัว ๆ
โอม หนุ่มร่างสูงยักไหล่แล้วเปิดประตูรถ “เข้าไปเถอะ เดี๋ยวก็จบ” เสียงเขาทำให้ทุกคนขยับตัวช้า ๆ ลงจากรถ แต่ละคนเก็บความลังเลไว้ข้างใน ต่างคนต่างเงียบ ไม่มีใครกล้าเป็นคนแรกที่เดินนำ
ประตูบ้านเปิดเสียงเอี๊ยดดังสะท้อนออกมา สายลมเย็นวูบพัดจนประตูปิดเองอย่างช้า ๆ ขณะที่ทุกคนยืนจ้องเข้าไปในความมืดสนิท
“ไม่มีไฟฟ้าเหรอ” เต้ถามพลางควานหาไฟฉายในถุงกล้อง
“บ้านร้างมากี่สิบปีแล้วล่ะ” เมย์กระซิบ ฟ้าใช้กุญแจไขประตู เสียงกลไกดังกรึ๊กเหมือนฝืนอะไรบางอย่างออกจากกัน
เมื่อทุกคนก้าวเข้าไปในบ้าน เสียงกลิ่นอับชื้นและฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว เสียงฝีเท้าแต่ละคนดังสะท้อนในห้องโถงโล่ง ๆ ผนังไม้บางช่วงผุเปื่อยจนเห็นสีดำของรอยรา
กานต์ยกกล้องขึ้นถ่ายรอบ ๆ แต่จู่ ๆ ก็หยุดนิ่งเมื่อมองไปที่กระจกบานใหญ่ตรงโถงกลาง
“เฮ้… พวกนาย เห็นอะไรแปลก ๆ ไหม” กานต์ชี้ไปที่กระจก ทุกคนมองตาม ภาพสะท้อนดูมัว ๆ เหมือนหมอกปกคลุม แต่ยังเห็นเงาของทุกคนครบ
“ไม่มีอะไรนี่ แค่ฝุ่น” โอมพูดแล้วเดินลึกเข้าไปในห้อง ทิ้งเงาในกระจกไว้ด้านหลัง
เสียงฝีเท้าทุกคนสะท้อนในความเงียบอันน่าอึดอัด ทุกคนต่างอ้างเหตุผลของตัวเองว่ามาที่นี่เพื่อโปรเจกต์สารคดี แต่ในใจลึก ๆ ต่างรู้ว่าต่างคนต่างมีสิ่งที่อยากซ่อนเร้นไม่ให้คนอื่นล่วงรู้
เมย์หยุดยืนหน้าประตูห้องหนึ่ง มือแตะลูกบิดอย่างลังเล
“ข้างในมีอะไรเหรอ” เต้ถามด้วยเสียงที่พยายามปกติ
“เหมือนได้ยินเสียงคนกระซิบ” เมย์หันมามอง ทุกคนหยุดนิ่ง สายตาสำรวจไปรอบตัว
เสียงกระซิบเบา ๆ ดังแว่วจากหลังประตูไม้เก่า ทุกคนตั้งใจฟัง แต่เสียงนั้นขาดหายไปทันทีเมื่อฟ้าเปิดประตู
ด้านในมีเพียงความว่างเปล่า ห้องถูกทิ้งร้าง ไม่มีเครื่องเรือน นอกจากกระจกบานเล็กที่แขวนอยู่บนผนังเหนือเตียงไม้ผุ ๆ
“เรากำลังคิดมากกันรึเปล่า” โอมพูดเบา ๆ ฟ้าสบตาทุกคนเหมือนต้องการคำตอบ แต่ไม่มีใครพูดต่อ ต่างคนต่างเดินสำรวจห้องอย่างระวัง
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ เสียงเงียบในบ้านเก่าทำให้การเคลื่อนไหวของทุกคนกลายเป็นเรื่องน่ากลัว แม้แต่เสียงหายใจยังเหมือนดังผิดปกติ กานต์ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพกระจกบานเล็ก แล้วชะงักไปทันที
“เฮ้… ทำไมในกระจกเห็นเงาแค่สี่คน?” กานต์ถามเสียงสั่น ทุกคนรีบหันไปมอง ภาพสะท้อนในกระจกเห็นเพียงสี่เงา ทั้งที่ในห้องมีครบห้าคน
เต้หัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อน “มุมกล้องน่า อาจจะบังใครสักคน” แต่แววตาไม่มั่นใจ
โอมเข้าไปยืนหน้ากระจกจ้องนาน ๆ แล้วถอนหายใจ “ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวก็กลับ”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากชั้นบน ทุกคนชะงัก มองหน้ากันโดยไม่มีใครพูด ต่างคนต่างกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอ
ฟ้าตัดสินใจเดินนำขึ้นบันได ตามด้วยโอมและคนอื่น ๆ บันไดไม้ดังเอี๊ยดทุกย่างก้าว แสงไฟฉายสะท้อนฝุ่นเป็นลำ เสียงบางอย่างเหมือนขูดอยู่ใต้พื้นไม้
เมย์เดินช้า ๆ อยู่หลังสุด มองไปยังหน้าต่างที่มีรอยนิ้วมือฝุ่นขาว ๆ ขีดลากเหมือนใครพยายามจะหนีออกไปข้างนอก
“นี่พวกนาย… มีใครเปิดหน้าต่างรึเปล่า” เมย์ถาม ทุกคนส่ายหน้า ต่างพยายามมองลอดความมืดไปยังห้องถัด ๆ ไป
ประตูห้องหนึ่งเปิดแง้มช้า ๆ ด้วยเสียงลั่นที่แปลกประหลาด ฟ้าเดินนำเข้าไปก่อน พบเพียงเตียงไม้เก่าและกล่องเหล็กขึ้นสนิมใต้เตียง
เต้หยิบกล่องออกมา เปิดออกอย่างลังเล ข้างในมีจดหมายฉบับหนึ่งและรูปถ่ายขาวดำ รูปถ่ายเหมือนเป็นภาพครอบครัวในอดีต แต่ใบหน้าแต่ละคนมัวเบลอ ไม่เห็นรายละเอียด
“นี่มันอะไรกัน” โอมถามเบา ๆ ฟ้าหยิบจดหมายขึ้นมาอ่านข้อความ แต่ข้อความในนั้นกลับอ่านไม่ออก เหมือนหมึกละลายไหลย้อย
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นอีกครั้งจากด้านหลัง ทุกคนหันกลับไปพร้อมกัน แต่ไม่พบใคร
ความกดดันพุ่งสูงขึ้น ทุกคนเริ่มรู้สึกเหมือนมีสายตาเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา
กานต์หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปห้องอีกครั้ง ก่อนจะตกใจทันทีเมื่องส่องไปที่กระจกบานหนึ่ง เห็นเงาแค่สามคน ทั้งที่อยู่กันครบห้า
“นี่มันอะไรกันแน่!?” กานต์เสียงสั่น ชี้ให้ทุกคนดู ทุกคนเริ่มแตกตื่น พยายามหาคำอธิบายให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น
เต้เดินออกจากห้องไปด้วยความหงุดหงิด “พอเหอะ พวกเราคิดมากไปเอง”
เสียงกระซิบดังขึ้นจากทุกทิศทาง ทุกคนหยุดนิ่งเหมือนเวลาหยุดเดิน ฟ้าเริ่มอ่านออกเสียงข้อความในจดหมายทีละตัวอักษร เสียงของเธอสั่นจนแทบฟังไม่ได้
“ข้า… ปรารถนา… ให้เงาสะท้อน… จางหาย… เหลือเพียง… ความทรงจำ…”
จู่ ๆ ไฟฉายของโอมก็ดับลง บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืด มีเพียงแสงรำไรจากดวงจันทร์ที่ส่องทะลุหน้าต่างเก่าเข้ามา ทุกคนแน่นิ่งอยู่กับที่
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากชั้นล่างเหมือนใครบางคนกำลังเดินวนหาอะไรบางอย่าง เมย์เริ่มสะอื้นเบา ๆ
“เราต้องออกไปจากที่นี่” เมย์กระซิบเสียงเบาหวิว
เต้เดินนำลงบันได แต่เมื่อถึงโถงกลางกลับพบว่าทางออกหายไป ตอนนี้ประตูหน้าบ้านกลายเป็นกำแพงไม้ตัน ๆ ไม่มีช่องให้ลอดออกไปได้
“ไม่จริง… มันต้องมีทางออก” เต้เคาะกำแพงแรง ๆ เสียงไม้ดังสะท้อนก้อง เงาในกระจกบานใหญ่ตอนนี้เหลือแค่สองเงา
ฟ้าหันไปสบตาโอม “นายจำอะไรได้ไหม ก่อนเรามาที่นี่?” โอมเงียบไปนานเหมือนคิดอะไรไม่ออก ในขณะนั้นเสียงกระซิบดังขึ้นจากใต้บันไดว่าซ้ำ ๆ “จงจำ… จงจำ…”
กานต์เริ่มร้องไห้ “เรามาที่นี่ทำไม… เราเคยมา… หรือ…” เธอพูดไม่จบ เสียงสะอื้นขาดห้วงเมื่อเงาของเธอจางหายไปในกระจก
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ฟ้ากำจดหมายแน่น ขณะเดียวกันภายในหัวเริ่มเต็มไปด้วยภาพราวกับเคยเห็นบ้านหลังนี้มาก่อน เสียงกระซิบเริ่มชัดขึ้น “คืนเงาให้ข้า…”
เต้กับโอมผลัดกันเคาะกำแพง พยายามหาทางออก เสียงเคาะสะท้อนเหมือนมีคนเคาะตอบจากอีกฝั่งหนึ่ง
ภาพในกระจกตอนนี้เหลือเพียงเงาของฟ้า บรรยากาศบ้านเริ่มเปลี่ยนไป ผนังไม้บิดเบี้ยว แสงจันทร์หม่นลง เสียงขูดใต้พื้นไม้ดังถี่ขึ้น
ฟ้าหายใจหอบถี่ มองหน้าทุกคนที่เหลือ “เราต้องยอมรับ… ว่าทุกอย่างที่นี่เกิดขึ้นเพราะเรา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงระคนกลัวและสำนึกผิด
โอมสั่นศีรษะ “หมายความว่าไง?”
“เราทุกคน… เคยอยู่ที่นี่มาก่อน คืนวันที่เจ้าของบ้านหายตัว… พวกเราอยู่ที่นี่!” ฟ้าตะโกนเหมือนความจริงเพิ่งพรั่งพรูออกมา
ทันใดนั้น ภาพอดีตไหลย้อนเข้ามาในหัวของทุกคน ความทรงจำที่ขาดหายไปถูกกระชากกลับมา พวกเขาเคยเป็นกลุ่มเด็กที่เข้ามาเล่นในบ้านหลังนี้เมื่อสิบปีก่อน ในคืนเดียวกับที่เจ้าของบ้านหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเจ้าของบ้านคนนั้น
เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้โหยหวน “ข้าต้องการคืนเงา… จงคืนความทรงจำให้ข้า…”
ฟ้าสั่นกลัวแต่เดินไปที่กระจกบานใหญ่ ยกจดหมายขึ้นแนบกระจก “ขอโทษ… พวกเราไม่ได้ตั้งใจ…”
ทันใดนั้น เงามืดในกระจกเริ่มขยับ รูปทรงบิดเบี้ยวของเงาคนที่หายไปปรากฏขึ้นข้างฟ้า เสียงร้องไห้กรีดขึ้นจนบ้านสะเทือน
โอมกับเต้พยายามคว้าฟ้าลากออกจากกระจก แต่ยิ่งดึงกลับยิ่งถูกแรงบางอย่างดูดรั้งไว้ เงาของทั้งสามคนค่อย ๆ เลือนรางลงในกระจก
สุดท้ายฟ้าตัดสินใจปล่อยมือออกจากเพื่อน พนมมือแล้วเอ่ยคำขอโทษต่อหน้ากระจกอีกครั้ง “เรายอมรับผิด ขอให้ทุกอย่างจบลงที่เรา”
เสียงร้องไห้หยุดลง ความเงียบแผ่คลุมบ้านอีกครั้ง เงาที่หายไปในกระจกค่อย ๆ กลับมา แต่มีเพียงเงาของฟ้า เธอหันกลับไปหาเพื่อน ๆ พบว่าทุกคนหายไปหมดแล้ว เหลือเพียงตัวเธอกับบ้านว่างเปล่า
ฟ้าเดินออกไปที่ประตู พบว่าทางออกกลับคืนมา แต่ภายนอกเป็นเพียงความว่างเปล่าไร้ต้นไม้ ไร้ถนน เธอยืนมองเงาของตัวเองในกระจกหน้าบ้าน เห็นว่าเงานั้นเบลอมัวเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่
เสียงกระซิบสุดท้ายดังขึ้นในความมืด “ไม่มีใครลืมอดีตได้จริง ๆ…”
ฟ้าฝืนยิ้มให้เงาตัวเอง น้ำตาไหลอาบแก้มก่อนทุกอย่างจะดับวูบไปพร้อมกับความเงียบงันที่ไม่มีวันจบสิ้น