เสียงเพรียกจากคฤหาสน์ริมทะเล
เงาสะท้อนบนผนังจางลงเมื่อแสงสุดท้ายของวันลับไป ผ้าม่านบางสะบัดเบาเมื่อลมทะเลพัดผ่านกระจกบานสูง ตะวันยืนนิ่งตรงระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์ขนาดใหญ่ สายตาเหม่อมองสีเทาหม่นของท้องทะเลยามเย็น แม้ใจจะสั่นไหว แต่มือที่เกาะราวระเบียงยังแน่นด้วยความลังเล เขายังคงจำรอยด่างแห่งการสูญเสียในอดีตได้ดี มันขยุ้มใจจนไม่กล้าเดินหน้าหรือกลับหลัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูห้องโถงเปิดขึ้นเบาๆ ยี่หวาในชุดเดรสยาวสีขาวเดินออกไปยืนข้างเขา เธอสบตา ไม่พูดอะไร ท่ามกลางเสียงคลื่น ท่าทีอ่อนโยน แต่แฝงความตึงเครียด เธอเอ่ยเบาๆ “คืนนี้นอนหลับเถอะนะ ตะวัน พรุ่งนี้พาไปเดินชายหาด”
เขาพยักหน้าอย่างคนขาดคำพูด ก่อนจะกลั้นใจตอบ “ยี่หวา…ขอบใจนะที่ให้โอกาสผมมาที่นี่” เธอยิ้มจาง ดวงตากระพริบรวดเร็วเหมือนกลั้นน้ำตาบางอย่างไม่ให้ร่วงออกมา
รุ่งเช้า แสงจ้าแทรกตามช่องหน้าต่าง ตะวันเดินลงบันไดมายังห้องรับแขก รายละเอียดของคฤหาสน์สไตล์ยุโรปเก่าแก่ชวนให้หยุดดู ทุกมุมเต็มไปด้วยภาพวาด น้ำมันสีจัดจ้านและของสะสมแปลกตา วีระ—ชายวัยใกล้ห้าสิบ ผู้จัดการบ้าน—เดินเข้ามาพร้อมถาดกาแฟ “เมื่อคืนหลับดีหรือครับคุณตะวัน”
เสียงนาฬิกาโบราณตีดังตอบรับความเงียบ ตะวันตอบเสียงเบา “ก็ดีครับ…แต่อากาศมันเย็นนะ” วีระหรี่ตาเล็กน้อยก่อนเอ่ย “ที่นี่คลื่นแรง บางคืนฟังเหมือนเสียงคนเรียก” ตะวันเลิกคิ้วเหมือนไม่มั่นใจว่านี่เป็นมุกตลกหรือการเตือนจริง ๆ
ยี่หวาเดินเข้ามาสมทบ ใบหน้าสดใสขึ้นเล็กน้อย เธอยื่นธนบัตรเก่าให้ตะวัน “ไปซื้อของกับฉันนะ เดี๋ยวจะต้มซุปสาหร่าย” ตะวันชั่งใจเล็กน้อย เขาอดนึกถึงอดีต—คืนสุดท้ายที่แม่เขาป่วยและเขาพลาดโอกาสพูดคำลา—ไม่ได้
เสียงรถกระบะเก่าเคลื่อนออกจากลานคฤหาสน์ ถนนกรวดเต็มไปด้วยฝุ่น ยี่หวากดกระจกลง “ตะวัน…ทำไมนายถึงเลือกเรียนศิลปะ เมื่อก่อนเรียนวิศวะไม่ใช่เหรอ”
ตะวันลังเลก่อนพูด “ผม…มันเหมือนหนี ผมไม่รู้ว่าตัวเองเหมาะอะไร แต่ผมชอบเวลาวาดภาพ ผมแค่ยังหาทางกลับไปตัวเองไม่เจอ” เธอหันมามองเขาอย่างเข้าใจ ไม่มีคำแนะนำ—แต่มีความเงียบที่จริงใจ
ตลาดริมทะเลคึกคัก กลิ่นปลาทูย่างกับเสียงหัวเราะเรียกทุกสัมผัส ตะวันเดินถือถุง สังเกตหญิงชราบางคนมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด ยี่หวาปลีกตัวไปเลือกผลไม้ ทิ้งให้เขายืนรอท่ามกลางผู้คน เขารู้สึกไม่คุ้นเคยและเหงา
เสียงเด็กน้อยหัวเราะจากฝั่งซ้าย “พี่…อย่าเดินไปใกล้คลื้นมากนะ เดี๋ยวจะหายไป” เด็กหญิงผมหยักศกกล่าวพร้อมยิ้มกว้างก่อนผละไป ตะวันนิ่งงัน มองตามด้วยความสงสัย
รถกลับถึงคฤหาสน์ ยี่หวาเริ่มต้มซุปในครัว วีระเข้ามาโยนฟืนในเตาผิง เสียงลั่นเปรี้ยะแทรกความเงียบ “พรุ่งนี้พายุจะเข้า”
ยี่หวามองหน้าตะวัน “ถ้าฝนตกจริง ฮานะ—ลูกสาวน้องสาวฉัน อาจจะกลัว” เธอหยุดสายตาบนโต๊ะไม้เก่า วีระถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ย “ที่นี่เด็กหายบ่อยตั้งแต่รุ่นก่อน
คุณตะวันอย่าออกไปหลังพระอาทิตย์ตกนะครับ”
ตะวันอมยิ้ม “ผมโตแล้วครับ ไม่กลัวคลื่นนะ” แต่สายตาวีระจริงจัง เขาหยุดพูดทันที
ค่ำวันนั้น กลิ่นทะเลเจือกลิ่นเค็มคละคลุ้ง ตะวันได้ยินเสียงบางอย่างนอกหน้าต่าง เสียงคลื่นครืนเคล้าเสียงกระซิบคล้ายคนขับขาน เขาก้าวออกจากห้อง เห็นฮานะนั่งงอเข่าในโถง มองออกไปนอกประตูใหญ่
“ฮานะ…รอใครเหรอ” เด็กหญิงไม่ตอบ เธอแค่ชี้ไปยังชายฝั่งที่มืดมิด ตะวันลังเลจะก้าวต่อแต่เสียงยี่หวาเรียกจากข้างหลัง “เข้าไปในห้องเถอะ ฮานะฝันร้ายบ่อยนะ”
เช้าวันถัดมา ทะเลคลาคล่ำด้วยผู้คนมาเก็บสาหร่ายหลังคลื่นลมแรง ตะวันนั่งร่างภาพบนเสื่อริมระเบียง ยี่หวายืนดูเงียบ ๆ เธอพูดเบา “ภาพที่นายวาด…มันดูเศร้ามากนะ ราวกับมีคนจมหายอยู่ในคลื่น”
ตะวันวางดินสอ เขาหลบสายตา “บางทีผมก็เหมือนคนที่จมหายในอดีต ผมกลับมาเจ็บได้เสมอ แต่…ผมยังหาทางขึ้นฝั่งไม่ได้” ยี่หวาลูบไหล่เขาเบา ๆ
ระหว่างนั้น วีระเดินมาแจ้งว่า มีโทรศัพท์โทรเข้า บอกชื่อตะวัน ชายหนุ่มรับสายด้วยน้ำเสียงสั่น “…ใครครับ”
ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงแก่ ลมหายใจขาดห้วง “เล็ก…อย่าสูญหายไปเหมือนคนในคฤหาสน์…ทุกคนล้วนถูกคลื่นกลืน…” แล้วสายก็ตัดไป ท่ามกลางความตกใจของตะวัน
ยี่หวาเห็นเขาซีด จึงถามด้วยความห่วงใย แต่ตะวันเลือกปกปิดความกลัวเพราะไม่อยากให้ใครลำบากใจ
ค่ำวันถัดมา พายุถาโถมอย่างหนัก เสียงประตูคฤหาสน์ดังปังรุนแรง ฮานะตะโกนหาแม่ก่อนวิ่งหนีขึ้นชั้นสอง ยี่หวารีบตามไป ตะวันเองลังเลอยู่นาน ก่อนออกตาม เขาสังเกตเห็นเงาลาง ๆ หลังม่านริมโถง เขาตัดสินใจเปิดม่าน—แต่ก็พบเพียงหน้าต่างเปียกฝนและเสียงคลื่นที่แหลมเล็กขึ้นอย่างประหลาด
ขณะนั้น วีระออกมาเตือนทุกคนให้หลบในห้องด้านใน ตะวันเห็นในสายตาเขามีทั้งความกลัวและกังวล เหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
กลางดึก ฮานะหายตัวไปจากห้อง ยี่หวาตื่นมาตะโกนชื่อ เธอเครียด น้ำตาสาดบนพรม ตะวันตามหาไปทั่วคฤหาสน์ เสียงคลื่นทะเลเหมือนไกลแค่ปลายนิ้ว ผนังบ้านเต็มไปด้วยเงาสีเทา ๆ จากไฟดวงเล็ก
ตะวันถูกดึงออกไปหน้าใต้ถุนโดยแรงลม เขาเห็นรอยเท้าเปื้อนน้ำพาไปถึงประตูริมทะเล เขาตัดสินใจวิ่งออกไปท่ามกลางสายฝน บนฝั่ง เขาเห็นฮานะนั่งหันหลังให้น้ำทะเล กำลังคุยกับเงาร่างหนึ่งในความมืด
เขาเรียกชื่อเธอ “ฮานะ! กลับบ้านนะ!”
เด็กหญิงเมินเฉยและพูดกับเงามืดว่า “แม่จะกลับมาแล้วใช่ไหม…”
ตะวันสะท้าน เขารวบรวมความกล้าเดินเข้าไปใกล้ ฮานะร้องไห้ เขาพยายามปลอบแต่เงาร่างนั้นหันมาจ้องเขา ตะวันสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบและขนลุกทั้งตัว เสียงก้องในหัว “ถ้าแกกลัว…ก็ปล่อยพวกเขาไว้ที่นี่”
แต่ตะวันสั่นหัว “ผมเคยปิดหูปิดตามาทั้งชีวิต ผมไม่ทิ้งใครอีก ฮานะ…ไปกับพี่นะ”
ฮานะลังเล น้ำตาคลอ ตะวันกางแขน ฮานะรีบวิ่งมากอดเขา เงามืดแผดเสียงคล้ายเสียงคลื่นแตกซัดก่อนจะจางหาย
ยี่หวาตามมาทัน เธอกระโจนกอดลูกสาวด้วยอ้อมแขนที่สั่นเทา เม็ดฝนซัดหน้า แต่ทุกคนต่างน้ำตาอาบแก้ม ท่ามกลางเสียงคลื่นสงบลงกะทันหัน
ทุกอย่างเงียบงัน ตะวันพาครอบครัวกลับเข้าไปในคฤหาสน์ ฮานะซบอกแม่แน่น ยี่หวาหันมากล่าวขอโทษ “ฉันเคยปิดบังความจริงเกี่ยวกับคำสาปนี้ ฉันกลัวว่าถ้ายอมรับ ลูกต้องเสียใจเหมือนฉันเคยสูญเสีย”
ตะวันมองเธอด้วยความเข้าใจ “แต่บางที…เราก็หนีความกลัวไม่ได้ตลอดไป”
เช้าวันใหม่ ท้องฟ้าสีฟ้าใส หลังค่ำคืนแห่งความซ่อนเร้น ตะวันกลับไปวาดภาพริมระเบียงอีกครั้ง ทุกเส้นสายดูมีชีวิต เฉดสีหลากหลายมากกว่าเศร้าเก่า ด้านหลังเขายี่หวาและฮานะเดินเข้ามานั่งด้วยอย่างเงียบ ๆ
ยี่หวาสบตาตะวัน น้ำเสียงนุ่มนวล “ต่อไปนี้เราไม่ต้องกลัวฝันร้ายซ้ำอีกแล้วใช่ไหม”
ตะวันยิ้มตอบ คนละรอยกับวันแรกที่มาถึง สายตาเขามั่นคงกว่าเดิม แม้ความกลัวจะยังไม่จางหายแต่ใจเขากล้าเผชิญมากขึ้น ทุกคนมองออกไปยังทะเล เด็กหญิงปักผ้าฝืนคืนหนึ่งสายตาอ่อนโยน ภาพนั้นงดงามยิ่งกว่าทะเลกลืนแสง….