คืนใต้แสงดาวบนยอดหิมะ
เสียงประตูรถตู้ดังปังขณะหิมะหยาดสุดท้ายของเย็นวันนั้นลอยละล่องผ่านไป ภีมหันไปสบตาเนตรที่กำลังจัดกระเป๋าอย่างเงียบ ๆ อีกด้าน กันต์โยนกระเป๋าสีแดงพลางหัวเราะเสียงดังใส่น้ำใส เธอส่ายหน้าด้วยท่าทีไม่ยอมแพ้แม้จะดูเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย นนท์ยืนข้างรถ เงียบขรึมและไม่พูดจา ภูเขาสูงใหญ่ที่รายล้อมหมู่บ้าน ‘ม้งหย่าง’ ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน และความหนาวเย็นบีบจนทุกคนอยากแค่เข้าไปในบ้านพักที่จองไว้ให้เร็วที่สุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“คืนนี้นอนด้วยกันหมดนะ ฉันกลัวไฟจะดับ” ภีมพูดพลางถูมือกับเสื้อกันหนาวหนา เนตรพยักหน้าช้า ๆ ขณะมองรอบตัวอย่างระวัง ฝุ่นหิมะลอยคลุ้ง คนในหมู่บ้านเดินผ่านมามองด้วยสายตาไม่คุ้นเคย น้ำใสกระซิบพลางกอดตัวเอง “ฉันว่า…มันเงียบเกินไปนะที่นี่”
เมื่อเข้าไปในบ้าน พวกเขาต่างแยกย้ายจัดที่นอน แต่เพลงโบราณของชาวบ้านที่ได้ยินแว่วออกมาจากหน้าต่างก็ทำให้เนตรขนลุก ภีมหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพแรกของกลุ่มโดยมีรอยยิ้มที่ถูกบังคับติดปลายปาก แม้น้ำใสพยายามชวนเสียงหัวเราะแต่บรรยากาศยังไม่คลายพิรุธ
กันต์ลากกระเป๋าไปเขย่าเตียงข้างเนตร “คืนนี้ขอนอนด้วยนะ ใครจะไปนอนคนเดียวไหว” เนตรหัวเราะหวิว ๆ “นายกล้า ๆ หน่อยสิ นี่แค่ภูเขา ไม่ใช่ป่าผีดิบ”
คืนนั้นอากาศจมหายไปในความเงียบชวนอึดอัด เฉพาะเสียงลมหายใจในผ้าห่มเท่านั้นที่ดังที่สุด ระหว่างนอนภีมมองออกไปยังหน้าต่างที่มีหิมะเกาะหนากลบแสงดาว ความกังวลบางอย่างเกาะกุมใจเขา เหมือนไม่ใช่แค่ความหนาว หากแต่เป็นความกลัวในอดีตที่ยังไม่เลือนราง
เช้าตรู่เนตรตื่นขึ้น เห็นทุ่งหิมะขาวนวลทอดไปจนจรดปลายฟ้า บ้านแต่ละหลังเหมือนถูกฝังครึ่งหนึ่งในหิมะ เด็ก ๆ ท้องถิ่นหัวเราะวิ่งเล่นผ่านหน้าบ้าน กลิ่นอากาศสดชื่นระคนกลิ่นไม้แห้งจากเตาผิง เนตรเกือบยิ้มออก แต่ก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากป่าหลังบ้าน ทุกคนถูกปลุกด้วยเสียงหมู่บ้านที่แตกตื่นอย่างคาดไม่ถึง
“บ้านป้าสวน…หายไปไหนแต่เช้า?” ชาวบ้านสองสามคนวิ่งสวนกันหน้าแนวบ้าน ภีมกับน้ำใสหันมองหน้ากัน น้ำใสลดเสียงลง “ใครจะหายตัวไปได้ในที่แบบนี้?” กันต์แซว “หรือว่ามีทางลับ?” นนท์ยังคงนิ่งเฉยแต่มีแววสงสัยชัดเจนในสายตา
ในร้านน้ำชาไม้ไผ่ตอนสาย พวกเขานั่งล้อมโต๊ะ ภีมหยิบสมุดบันทึกเก่า ๆ ออกมา ไล่ถามแต่ละคนว่าคืนที่ผ่านมาได้ยินหรือพบอะไรผิดปกติบ้าง ไม่มีใครตอบตรง ๆ เนตรกัดฟัน “เมื่อคืนฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนคนเดิน…ใกล้หน้าต่าง” น้ำใสสั่นหัว “ลูกสัตว์หรือเปล่า ฉันฝันไปแน่ ๆ”
กันต์ว่า “เอางี้ เราลองเดินสำรวจรอบหมู่บ้านดีกว่า ฉันยังไม่อยากเชื่อว่ามีใครหายไปได้จริง” นนท์เงียบอยู่อีกฝั่งแต่แอบจ้องภีมผ่านเงากระจก ภีมจับปากกาแน่น ใจหนึ่งอยากคลายปริศนา อีกใจกังวลว่าจะได้เจอกับสิ่งที่หวาดกลัวมาตลอด ทั้งกลัวจะสูญเสียใครอีกเหมือนในอดีต
หิมะตกลงมาอีกครั้งระหว่างเดินสำรวจ พวกเขาเจอรอยเท้ายาวในป่าหลังหมู่บ้าน ที่น่าประหลาดคือลากหายเข้าไปในใต้ต้นสนเก่า ๆ น้ำใสก้มดูรอบนึงแล้วชักมือหนี “หรือมันพาไปที่ไหนสักที่?” เนตรตาโต “อย่าว่าแต่…ฉันนึกถึงนิทานเก่า ๆ ที่เคยฟัง—” กันต์ขัดขึ้น “นิทานก็คือนิทาน อย่าเพ้อเจ้อสิ!”
เมื่อทุกคนเดินลึกเข้าไปในป่า ถึงแอ่งโล่งที่ต้นไม้แผ่เงาทับกันจนมืดดำ ภีมหยุด หัวใจเต้นถี่ เขาเห็นผ้าพันคอลายดอกไม้ตกอยู่ เป็นของป้าสวนแน่นอน น้ำใสอ้าปากค้าง “หรือว่าป้าสวน…?” นนท์โพล่งเบา ๆ ไม่เจาะจง “เราควรมองหาหลักฐานมากกว่านั้น”
แสงตะวันเริ่มอ่อน ทุกคนกลับมาที่บ้านพัก ทันทีที่ปิดประตู เนตรนั่งลงอย่างหมดแรง “ทำไมเราต้องมายุ่งเรื่องนี้ด้วย ฉันแค่อยากพักเงียบ ๆ ไม่ใช่มาพัวพันอะไรแบบนี้” น้ำใสจ้องเนตรเหมือนจะพูด แต่เลือกกลืนคำกลับเข้าไป ภีมหันไปหยิบกล้องแล้วออกไปยืนลานหน้าบ้าน ท่ามกลางหิมะที่ยังคงโปรยลงมา เขาลังเล จะปล่อยผ่านหรือจะกล้าเผชิญหน้าเหมือนที่ใจอยากลองดู
กันต์โผล่มาและยืนใกล้ ๆ ภีม “ถ้านายไม่อยากอยู่ต่อ พรุ่งนี้เรากลับก็ได้…”
“นายเองก็กลัวใช่ไหม” ภีมพูดเสียงแผ่ว “กลัวเหมือนกันแหละ ถึงพูดแบบนั้น” กันต์ยักไหล่ “ฉันกลัวเสียเพื่อนมากกว่าฉันกลัวภูเขา” ทั้งคู่หัวเราะแผ่ว ๆ กันต์ไม่ได้สารภาพความรู้สึกที่มีต่อเนตร แต่สายตาเศร้าของเขาดูมีคำพูดอีกมากที่ยังไม่กล้าบอก
ค่ำคืนนั้นด้วยกลิ่นอายของไฟแลบและความสงัด ภีมวางสมุดบันทึกลง “ฉันเคยทำผิด” เสียงของเขาสั่น น้ำใสยกสายตาจากจอมือถือ “อะไรเหรอ?”
“ฉัน…ฉันเคยกลัวมากจนวิ่งหนี ไม่กล้าช่วยพ่อในวันที่เขาเสีย” ทุกคนเงียบ กองไฟกลางห้องกระพริบเบา ๆ ภีมไม่กล้ามองหน้าใคร เนตรถึงกับเม้มปาก น้ำใสร่ำ ๆ จะพูดแต่ลังเล กันต์ยื่นมือมาตบไหล่ภีมเบา ๆ “พวกเราก็ล้วนมีอดีตที่อยากลืมทั้งนั้น”
เนตรน้ำเสียงสั่น “ฉันเองก็กลัวการถูกทิ้ง…มากจนทำร้ายจิตใจคนรอบตัวโดยไม่ตั้งใจ” เธอมองหน้ากันต์ “ฉันขอโทษที่เคยดูกันต์เป็นแค่ทางเลือก…” กันต์หัวเราะฝืน “นายรู้มั้ย ฉันหวงเธอจนงี่เง่าเลยแหละ”
นนท์ยิ้มบาง ๆ ลุกออกไปหน้าต่าง เห็นเงาใครบางคนเดินลับอยู่ข้างป่า น้ำใสร้องเสียงหลง “ดูนั่นสิ! ใครเดินตรงนู้น!” ฝูงหมู่บ้านเริ่มรวบล้อมหน้าต่าง ทุกคนหยิบโคมไฟรีบวกเสื้อผ้าครบก่อนออกตามเบาะแสในความหนาว
เมื่อกลุ่มวิ่งลัดทุ่งหิมะไปจนถึงชายป่า พวกเขาได้ยินเสียงสะอื้นด้วยความเศร้า ภีมกล้าก้าวนำ จนพบหญิงสูงวัยที่นั่งกอดขาตัวเองใต้ต้นสน ป้าสวน ร่างของเธอสั่นเทาเพราะหนาว เนตรรีบวิ่งเข้าไปคลุมผ้าคลุมบ่ากอดไว้แน่น “ป้า! ป้า!”
“หลง…ฉันหลงทาง เสียงลมพาวกวนอยู่ในหัว” ป้าสวนพึมพำราวกับไม่ได้สติ กันต์กระซิบ “เธอแค่กลัว…” น้ำใสเม้มปากก่อนเอ่ยเบา ๆ “เมื่อปีก่อน…ฉันเคยล้อเล่น เอากระจกห้อยหน้าต่างบ้านป้าให้มันสะท้อนแสงเหมือนแสงนำทาง ฉันไม่ได้คิดว่าป้าจะเชื่อจริง…”
เนตรจับมือป้าสวน น้ำใสร่ำไห้เบาๆ “ฉันผิดเอง… ถ้าไม่มีฉัน…” ทุกคนเงียบ ภีมตัดสินใจ “เราช่วยกันพาป้าไปส่งเถอะ มันไม่สำคัญว่าใครผิด สำคัญว่าเราต้องไม่ทิ้งกันอีก” ทุกคนร่วมแรงเดินฝ่าหิมะกลับบ้าน
เช้าตรู่หลังจากภารกิจ พายุหิมะสงบลง ท้องฟ้าสีฟ้ายามเช้าเผยให้เห็นทิวเขาขาวราวโลกใหม่ สมาชิกกลุ่มนั่งล้อมโต๊ะไม้อีกครั้ง น้ำใจและมิตรภาพแนบแน่นขึ้น ต่างคนต่างเรียนรู้จะยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง ภีมยิ้มละมุน เดินไปหน้าต่าง “บางที การกล้ารับความกลัวที่แท้จริง…มันไม่ใช่การไม่กลัว แต่กล้าที่จะกลัวให้ได้”
เนตรก้มหน้า กล่าวว่าเสียงเบา “แล้วเราก็ไม่ต้องกลัวจะถูกทิ้ง ถ้าเรากล้ารักตัวเองก่อน” กันต์หัวเราะ “ฉันคงไม่กลัวภูเขานี้อีกละล่ะ” น้ำใสหันมายิ้มนนท์ “ขอบใจนะที่ไม่ซ้ำเติมฉัน” นนท์ยิ้มกลับแต่ยังเฉยขรึมเหมือนเดิม
ขณะขากลับ รถตู้เคลื่อนตัวผ่านเส้นทางโค้งวนบนผาหิมะ ทุกคนต่างส่งกล้องและสมุดบันทึกคืนให้ภีม เขาโบกมืออำลาหมู่บ้านผ่านกระจก ในใจเขารู้ดีว่า เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป—ความกลัว ความลับ และอดีตได้ละลายหายไปพร้อมหิมะบนยอดเขา เหลือไว้แค่ความกล้าหาญและมิตรภาพที่แข็งแกร่งกว่าเดิม