เงาใต้เพดานหิมะ
แสงสีส้มของคบเพลิงจากงานเทศกาลหิมะแห่งเดียวในปีส่องแสงสู้กับความหนาวที่กัดผิว เด็กวัยรุ่นหลายสิบคนปาหิมะใส่กันเสียงหัวเราะดังก้องเหนือเสียงริมหิมะ ลีลาถือซาลาเปาร้อนไว้แน่นในมือ โหนเสื้อนวมสีฟ้าเข้ม เธอสังเกตเห็นเพียวขยับตัวห่างออกจากกลุ่ม ท่าทีของเพียวดูอึดอัดราวกับอยากจะหายไป ลีลาเดินตามโดยไม่เอะใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายจะกลับบ้านแล้วเหรอ?” ลีลาถามเสียงสั่นจากลมหนาว เพียวหันมามอง ดวงตาเศร้าลึก ๆ
“เปล่า ฉันแค่…เบื่อวุ่นวาย” เพียวตอบไม่สบตา ก่อนจะเดินจมหิมะบริเวณขอบป่าสน
ลีลาเดินตามไปอีกสองก้าว เธอลังเลแต่สุดท้ายก็หยุดยืนเงียบ ดูเพียวค่อย ๆ กลืนหายไปในม่านหมอกขาวของต้นสน
รุ่งเช้า หิมะใหม่ทับถมทางเดินจนบ้านแต่ละหลังเหมือนเกาะเล็ก ๆ ในทะเลไร้คลื่น เพียวไม่มาที่โรงเรียน ไม่มีใครสืบเสาะหาทั้งในกลุ่มหรือครู ลีลาเป็นคนเดียวที่คอยชำเลืองมองประตูทุกครั้งที่บานไม้สั่นด้วยลม
เสียงครูสายัณห์ถามคล้ายครึ่งประชด “มีใครเห็นเพียวบ้างไหมวันนี้?” ไม่มีใครตอบ มีแต่วีร์ที่เหม่อมองหน้าต่าง มิวสาวผมสั้นหน้าเข้มก้มหน้าเขียนสมุด ลีลาแสร้งส่ายหน้า ทั้งที่คลื่นไส้ไปจนถึงคอ
พักเที่ยง มิววางกล่องอาหารลงข้างลีลา “ถ้าไม่ไปตามเพียว ก็คงไม่กลับมาเองหรอก” น้ำเสียงเธอติดประชดเจือหงุดหงิด ลีลาหันหน้า วีร์กับต๋อมลูกหัวหน้าหมู่บ้านเข้ามาสมทบ
วีร์พูดเบาหวิว “เมื่อคืนมีเงาเดินอยู่ใต้หลังคาโรงเรียน ฉันเห็นเอง” มิวทำหน้าไม่เชื่อ “พูดเล่นเหอะ นี่มันเรื่องเหนือธรรมชาติหรือความกลัวในหัวแกวะ” ลีลาเม้มปาก พยายามตั้งสติ ทุกคนในกลุ่มเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ปกติ
ช่วงเย็น แสงจันทร์ตกกระทบหลังคาโรงเรียน กลุ่มสี่คนเดินย่องกลับเข้ามา เสียงหิมะแตกใต้รองเท้าผู้เงียบ ลีลาล้วงไฟฉาย เวลานี้แสงเย็นเยียบและความเงียบพาให้ขนลุก ไฟฉายของมิวส่องไปยังเพดานเก่า กลุ่มเดินตามเสียงกระซิบผิดปกติที่คล้ายลมพัดแต่ความจริงกลับเป็นเสียงบางอย่างคลานอยู่เหนือหัว
“ขึ้นไปข้างบนกันมั้ย” ต๋อมชวนอย่างกล้าหาญ แต่นัยน์ตาเขาเต็มไปด้วยความกลัวประสบการณ์วัยเด็กกับพ่อ อดีตหัวหน้าหมู่บ้านที่เคยเล่าตำนานเงาเพดานหิมะ
วีร์ปีนขึ้นบันไดไม้ ทอสายตาสำรวจรอยร้าวใต้เพดาน ส่วนมิวจ้องจุดเงาสะท้อนพลางกัดฟัน “จะมีใครอยู่ข้างบนนั้นจริง ๆ หรือเปล่า” ลีลาหน้าซีด แต่เธอพยายามกลั้นใจ ยืนมือให้วีร์รับไฟฉาย
ขณะเดียวกัน ลมหนาวกระชากประตูโรงเรียนดังปึง ทุกคนสะดุ้ง ตัววีร์แทบพลัดตกจากบันได ต๋อมรีบประคองไว้ เสียงหัวใจเต้นดังจนเหมือนจะกลบเวทีโลก
ในเงามืดใต้หลังคา เศษหิมะปลิวว่อนราวกับวิญญาณ ทุกคนช่วยกันส่องหา “เงานั่น…” วีร์พูดขาดห้วง “มันไม่ใช่คน…แต่ฉันเห็นบางอย่างเลื้อย…” มิวเงียบไปครู่ “จะไปกลัวอะไรกับเงาในหัว ตัวจริงมันน่ากลัวกว่านั้นอีก”
เสียงเคาะดังขึ้นเหนือศีรษะ ลีลาสะดุ้ง น้ำตาคลอ ความทรงจำไหลกลับมา—วันที่แม่ทิ้งไปวันแรก เธอฝังใจว่าใคร ๆ จะทิ้งเธอเสมอ เธออยากตามหาเพียวแต่ก็กลัวเจอคำตอบที่โหดร้าย
ทุกคนกลับบ้านด้วยความยากจะอธิบาย ตกดึก ลีลานั่งกอดตัวเองบนเตียงยามหิมะซัดหน้าต่าง เธอหยิบสมุดจดมาดูรอยขีดที่เพียวเคยวาดไว้ คำว่า “อยากหนีหายไปจากตรงนี้” ที่เพียวเขียนในหน้าสุดท้ายลอยขึ้นมาในใจ
รุ่งเช้า ลีลาตัดสินใจไปถามหาความจริงที่บ้านเพียว บ้านไม้เงียบเหมือนไม่มีใคร ต๋อมอาสาตามไป วีร์กับมิวลอบตามด้วย ทั้งสี่คนสำรวจบ้าน พบจดหมายกลุ่มรูปถ่ายวัยเด็ก และร่องรอยการเก็บของเหมือนเพียวเตรียมจะจากไป
ในห้องเล็ก ๆ ใต้หลังคา กลุ่มพบรอยดำชุดใหญ่กินพื้นที่มุมห้อง รอยนั้นดูเหมือนมือใครบางคน วีร์ทิ้งเสียง “นี่มัน…เหมือนปีศาจในตำนานหมู่บ้าน” มิวจ้องนิ่ง “อย่าเพิ่งงมงาย” ลีลาก้มมอง นิ้วสั่น พยายามคุมสติไม่ร้องไห้
ต๋อมเดินวนรอบห้อง เขาตัดสินใจปีนฝาผนังส่องเพดานด้วยหัวใจเต้นแรง พลางพูดเป็นเชิงกำลังใจ “ปีศาจจริงก็คงกลัวคนอ่อนแอในนี้เหมือนกันล่ะ” วีร์หัวเราะแผ่วพลางหยิบภาพถ่ายเด็กสี่คนออกมาดู “เราเคยผูกพันกันขนาดนี้เลยเหรอ”
เสียงประตูบ้านเปิดโครม ทุกคนตกใจ เพียวเดินเข้ามา หน้าตาอ่อนล้า มุมปากเปื้อนหิมะ เพียวพูดด้วยเสียงสั่น “ทุกคนมาทำไมที่นี่”
ลีลาไม่พูดอะไร เธอพุ่งเข้าไปกอดเพียว น้ำตาไหลอย่างไม่อาย “ฉันคิดว่านาย…จะไม่กลับมาอีก”
เพียวถอนหายใจยาว “ฉัน…แค่อยากหายตัวดูว่ามีใครสนใจไหม ไม่มีใครเลย เว้นแต่พวกนาย”
วีร์มองเพียว อารมณ์เศร้าวาบผ่านสีหน้า “เราไม่ทิ้งนายหรอกวะ เรื่องเงานั่น…ไม่สำคัญเท่าใจเรา”
บรรยากาศเย็นเปลี่ยนเป็นอบอุ่นแบบประหลาด วีร์เดินไปเปิดหน้าต่าง แสงแดดครามแรกหลังพายุหิมะส่องทะลุเข้าห้อง วาดเส้นสว่างบนพื้นตรงที่เงาดำนั้นเคยปกคลุม พวกเขาทั้งหมดประกบกันไว้แน่น คล้ายกับว่าความกลัวแปลก ๆ ที่ตามหลอกมาหลายวันสลายไป
“บางทีมันก็ไม่มีเงาปีศาจจริง ๆ หรอก มีแต่ ‘เงาในใจ’ ที่เรากลัวจะถูกทิ้ง พอเรายอมให้แสงเข้า มันก็หายหมด” มิวพูดพลางยิ้มบาง ๆ
เส้นทางเดินกลับโรงเรียนในหิมะวันนี้เป็นครั้งแรกที่ลีลารู้สึกมั่นใจทุกฝีก้าว เธอเห็นเพื่อนข้างหลังทิ้งเงายาวทรงประหลาดลงบนผืนหิมะบริสุทธิ์ ลีลาหัวเราะเล็ก ๆ เสียงพวกเขาก้องขึ้นจนกระทั่งหมู่บ้านทั้งหลังคาสะท้อนเสียงนั้น
หลายวันต่อมา เรื่องราวกลับเข้าสู่ปกติ เพียวกลับมาเรียน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป วีร์วาดภาพฉากเงาใต้เพดานลงในสมุด มิวตัดสินใจเป็นหัวโจกกลุ่มกิจกรรมของโรงเรียน ส่วนต๋อมเริ่มกล้าแสดงออกต่อพ่อและรับบทเป็นตัวเองมากขึ้น
ในวันสุดท้ายของฤดูหิมะ ลีลายืนริมหน้าต่างโรงเรียน ปล่อยแสงแดดไล้ปลายเส้นผม เธอรู้สึกถึงความกลัวเก่า ๆ ละลายไปพร้อมเกล็ดหิมะที่หยดลงกรอบหน้าต่าง เธอหันกลับ รอยยิ้มใหม่วิ่งผ่านใบหน้า ขณะที่เสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนลอยตามลมเข้ามา
ในมุมเงาบางอย่างใต้เพดานโรงเรียน เงาดำที่เคยสั่นไหววันนี้มีเพียงแค่รอยฝุ่นหนา กับแสงสว่างแว่ววาดไปบนไม้เก่า ๆ ราวกับประกาศว่าความลับและความกลัว นั้นก็พร้อมจะละลายใต้แสงอุ่นสุดท้ายของฤดูหนาวนี้