ลมหายใจแห่งขุนเขา
ดวงตะวันลอดผ่านยอดสนในเช้าวันนั้น หมอกขาวลอยเหนือหลังคาบ้านไม้บนภูสูง เสียงกระดิ่งวัวที่ไกลแสนไกลคล้ายเป็นเสียงเรียกสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งฝ่าทางดินกรวด เขาชื่อคิณณ์ ใบหน้าขรึมและตาเข้มขณะทอดร่างบนคันดิน มองยอดขุนเขาเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว เขาดึงหนังสือเล่มหนาจากกระเป๋าหลัง พลิกไปมาก่อนส่งเสียงแค่นหัวเราะเบา ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นายมาเช้าชะมัดเลย คิณณ์!” เสียงภูผาดังขึ้นขณะที่เขากระโดดลงมาจากต้นไม้ มือลูบเหงื่อบนหน้าผาก
คิณณ์เหลือบสายตาขึ้น “ไม่เห็นนายตั้งแต่เมื่อวาน รู้ไหม คนในหมู่บ้านเขาพูดถึงอะไรบ้าง?” น้ำเสียงเย็นแต่ซ่อนความห่วง
ภูผายิ้มซน หยิบหินปาไปกลางลำธาร “เรื่องผีในภูเขานั่นน่ะเหรอ? แค่ใครสักคนอยากให้เรากลัว”
ทั้งสองหัวเราะ ก่อนกลุ่มเด็กวัยเดียวกันเดินผ่าน พวกเขาพยายามเข้าไปผสมโรง แต่ถูกปฏิเสธ ผิวปากเยาะเย้ย ก่อนจะแยกย้าย คิณณ์ก้มหน้า สีหน้าเจ็บปวด ในขณะที่ภูผาสบตา เห็นร่องรอยของความเสียใจปะปนความโกรธในใจเพื่อน แต่ไม่พูดอะไร
คิณณ์จ้องใบหน้าเงาในลำธาร ใช้นิ้วแตะผิวน้ำเบา ๆ “นายเชื่อนะ ว่าที่นี่มีบางอย่างรออยู่จริง ๆ”
ภูผาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเปรยเบา “บางทีก็คิดว่าเราอยากรู้ความจริงมากกว่ากลัว…”
พระอาทิตย์เริ่มไต่ขึ้น ฝูงชนทยอยออกจากบ้าน ไร่นาสีเขียวตัดขอบฟ้า เด็กทั้งสองเดินข้ามสะพานไม้สู่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ใต้ต้นบ๊วย มีหญิงสาวผมดำประบ่าสะพายกระเป๋าผ้า ชื่อแยม เธอหยิบรองเท้าน้ำค้างออกจากเท้าและมองพวกเขาอย่างขี้เล่น
แยมชูหนังสือสองเล่ม “ขอแลกกับมะม่วงในกระเป๋านายได้ไหมคิณณ์?”
คิณณ์พ่นลมหายใจยาวแสร้งไม่สนใจ แต่ปลายตาก็เหลือบเห็นแววตาของแยม เธอมองเขานิ่ง ๆ
ระหว่างเรียน คิณณ์นั่งเงียบ เหม่อดูหน้ากระดาน ช่วงพัก ภูผาหยิบสมุดโน้ตเดินมากระซิบ “คืนนี้ไปด้วยกันมั้ย? ไปดูที่ศาลเก่า…บางทีเราอาจเจออะไรเหมือนที่เขาลือ”
คิณณ์ลังเล กำหมัดแน่น รอยแผลเก่าจากอดีตในใจขับเคลื่อนให้เขาพยักหน้าในที่สุด “ถ้านายจะไป ฉันจะไปด้วย”
ค่ำมืดมาเยือนเมฆไหลอ้อยอิ่ง คิณณ์และภูผาเดินบนทางแคบในป่าด้วยไฟฉายคนละอัน เสียงจิ้งหรีดขับขานล้อมรอบ หัวใจคิณณ์สั่นไหว เขาต้องกลั้นลมหายใจเมื่อภูผาพูดล้อถึงแม่ของเขา คิณณ์ฉุน หยุดกะทันหัน
“อย่ายุ่งเรื่องนี้!” เขาตะโกน แล้วเบือนหน้าหนี
ภูผาทำท่าเสียใจ “ขอโทษ…แต่อย่างน้อยนาย…อยากพูดถึงแม่บ้างไหม”
แสงไฟฉายสาดบนรอยเท้าบนพื้นดิน ทั้งคู่เงียบจนเสียงลมหวีดโดดเดี่ยว ร่องรอยประหลาดนำทางสู่ซากศาลไม้เก่า ที่พื้นมีเศษกระเบื้องเขียนอักขระประหลาด
ภูผาหยิบเศษหนึ่งขึ้นมา “นี่มันอะไร—” ทันใดนั้นลมหอบแรงพัดหมอกหนา แลนด์สเคปบิดพลัน ทุกอย่างกระพริบมืด-สว่าง วินาทีนั้นภูผาหายไปกลางอากาศ
คิณณ์ตะโกนลั่นชื่อภูผา ทุบพื้นดิ้นรน เสียงแบบแปลกๆ ก้องหัว ใจเขาแตกสลาย หูอื้อจนไร้สติ ล้มลงพ่นลมหายใจหนัก
รุ่งเช้าแยมมาพบคิณณ์เดินกลับแบบบอบช้ำ เธอรีบวิ่งเข้าไป “นายเป็นบ้าอะไรตอนกลางคืน!” คิณณ์ปิดบังเรื่องภูผาหาย แต่สีหน้าเขาฟ้อง เธอจ้องเขาจนยอมบอกความจริง
แยมกัดฟัน คว้ามือเขาดึงไปหลังห้องเรียน กระซิบบอกข่าวลือเรื่องศาลคำสาป และผู้คนเคยสูญหายแปลก ๆ ในอดีต “ฉันจะช่วยนาย…แต่นายต้องบอกฉันความกลัวนายจริงๆ”
คิณณ์ตัวสั่น บีบมือแน่น “ฉันกลัวจะเสียคนสำคัญไปอีก อย่าบังคับให้พูดได้ไหม” หญิงสาวลดมือที่ไหล่เขา ลังเลก่อนถอนใจเบา ๆ
ทั้งสองคนเริ่มตามหาเบาะแสใหม่ แยมแอบขโมยกุญแจห้องเก็บของจากอาจารย์ คิณณ์เปิดดูเอกสารเก่า พบบันทึกปีที่หมู่บ้านเกิดเหตุสูญหายรุ่นปู่
“เราต้องไปที่ปลายหุบ ผาแห่งหมอกนั่น…อาจมีคำตอบ” แยมบอกพลางกลืนน้ำลาย ความกลัวในใจเธอเองคือพ่อกับแม่ที่หายไปนาน ความต้องการแอบแฝงอยู่ใต้ท่าทีเยือกเย็นของเธอ
ออกเดินทางเข้าป่าลึก คิณณ์และแยมปะทะกับอุปสรรค ทั้งงู ทั้งทางลื่น ทั้งความหวาดหวั่น เด็กหนุ่มตัดสินใจผิด ไม่ยอมฟังแยมจนหลงทาง หญิงสาวโกรธจัดและตะโกนใส่ “ถ้านายมัวแต่ทำตามอารมณ์ นายจะไม่เหลืออะไรเลย!”
กลางป่ามีถ้ำร้าง อากาศเย็นชื้น เสียงปริศนาดังสะท้อน คิณณ์ใจหวิว เขาพบรอยเลือดเก่าเต็มพื้นผนังถ้ำ แยมหน้าเผือด “แม่เคยหายไปทางนี้…ฉันเคยตาม แต่มันจางหายไปในหมอกทุกครั้ง”
ทั้งสองหยุดพัก แยมเล่าความกลัวส่วนตัว น้ำเสียงเบา “ฉันกลัวจะเป็นคนเดียวที่ถูกลืม” ความเงียบโอบล้อม หัวใจคิณณ์นุ่มนวลขึ้น เขาเริ่มเปิดใจ “เราสองคนคงเหมือนกันมากกว่าที่คิด ไม่กล้าสูญเสีย เลยไม่กล้ามีใครดี ๆ อยู่ข้างตัว”
เมื่อเดินทางต่อสุดเขตถ้ำ ทั้งคู่พบศิลาดำตั้งโดดเดี่ยว แกะสลักรูปแบบเดียวกับเศษกระเบื้องเมื่อคืนนั้น แยมยื่นมือแตะเบา ๆ จู่ ๆ พื้นดินสั่นไหว เงาลาง ๆ ขึ้นปรากฏก่อนสลายหาย
“มันคือคำสาป…คนที่ไม่ยอมปล่อยวางอดีต ผู้นำหมู่บ้านรุ่นปู่ใช้อาคมขังผู้คนไว้เพื่อปกป้องความลับอะไรบางอย่าง” แยมน้ำตาคลอ
คิณณ์จิกนิ้วกับพื้นใจเต้นจนหายใจไม่ออก “แล้วภูผาจะรอดไหม…”
แยมไม่ตอบ เฝ้ามองเขาด้วยแววตาเศร้า สีหน้าสับสน “เราต้องหาวิธีคืนร่างภูผา ปลดปล่อยวิญญาณที่ผูกติดกับที่นี่”
วันต่อมา ทั้งสองนำของบูชาไปที่ศาลเก่า หมอกลงจัดจนแทบไม่เห็นทาง ทั้งคู่จุดเทียน บทสวดสั้น ๆ ดังก้องในความมืด คิณณ์ทนความทรงจำแย่ ๆ ไม่ไหวจนร้องไห้เงียบ ๆ
เสียงภูผาดังแว่วในม่านหมอก “คิณณ์…ฉันอยู่ที่นี่” เด็กหนุ่มรีบควานหา เห็นเงารางของเพื่อนยืนอยู่ด้านหลังศิลาดำ แววตาหม่นเศร้า อบอุ่นและเคว้งคว้าง
คิณณ์เอื้อมมือไปแต่จับได้เพียงลมหายใจ เงาภูผาปลิววูบ แยมคว้าแขนคิณณ์ “นายต้องปล่อยอดีต อย่ากลั้นใจ หัวใจนายกับภูผาผูกไว้ด้วยความกลัว นายต้องยอมรับว่าทุกอย่างไม่อาจกลับมาเป็นเหมือนเดิม”
คิณณ์สั่นระริก เขาตัดสินใจสวดคำอธิษฐาน ปลดปล่อยทั้งตัวเองและภูผา “ฉันขอโทษ…ฉันจะไม่หวงยึดใครไว้กับอดีตอีก”
แสงสีทองทะลุหมอก เบื้องหน้าทั้งสอง เงาภูผากลายเป็นร่างคนจริง น้ำตาคลอเบ้า สีหน้าทุกข์ทรมานค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโล่งใจ
“ขอบคุณนะ…ฉันรู้ว่านายกลัว แต่ฉันก็เหมือนกัน ทุกคนกลัวทั้งนั้น” ภูผาลูบไหล่คิณณ์เบา ๆ ลมหายใจอบอุ่นปะทะหมอกเย็น
คิณณ์ยิ้ม ร้องไห้ในแสงแรกของวันใหม่ แยมยืนข้างทั้งสอง สายตาฉายประกายเข้าใจซึ่งกันและกัน
วันรุ่งขึ้น หมู่บ้านบนขุนเขาสว่างสดใสอีกครั้ง ผู้คนเล่ากันถึงเหตุการณ์ประหลาด คิณณ์ไม่พูดเรื่องคำสาปกับใครอีก เขาออกไปเก็บดอกไม้สีครามตามริมหน้าผา หัวใจราวปลอดโปร่งมากกว่าทุกวันที่เคยผ่านมา
ภูผากลับมาแล้ว แม้ดูเปราะบางแต่ยิ้มมากกว่าเดิม ทั้งคู่พูดคุยกับแยมที่มองพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดสน สามคนหัวเราะล้อเรื่องอดีต และพูดคุยถึงอนาคตด้วยแววตาใหม่
คิณณ์กล่าวต่อหน้าแยมกับภูผา “ถ้ามีวันไหนที่พวกนายหายไปอีก…ฉันจะตามหา แต่จะไม่ยึดไว้กับตัวเองอีกต่อไป” เงียบกันไปชั่วขณะ ก่อนภูผาจะแซว “อย่าเศร้ามากนะ เดี๋ยวหมอกลงหนัก…” ทั้งหมดหัวเราะ ท่ามกลางสายลมแห่งอิสรภาพ
ภาพสุดท้ายคือแสงเช้าท่ามกลางหมอกเหนือหมู่บ้าน ดอกไม้สีครามบานสะพรั่ง ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแผ่ซ่านอยู่เหนือความกลัวเดิม ๆ ตลอดไป