ฤดูหนาวใต้แสงดวงจันทร์
เสียงก้าวเท้าบนหิมะสลับกับลมหายใจที่ลอยเป็นไอในอากาศหนาว ยามิเดินเร่งเท้าตามทางเดินริมแม่น้ำ กลิ่นน้ำแข็งแผ่วเบาปะปนในอากาศ เธอกอดหนังสือเรียนแน่น ประกายตาแฝงความตื่นเต้นและความกลัวในคราวเดียวกัน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยามิ รีบเข้าบ้าน เดี๋ยวแม่ไม่สบายจะเป็นห่วงนะ!” เสียงแม่ดังลอดหน้าต่างไปถึงถนน ข้างในแสงส้มจากเตาผิงส่องลอดออกมา
เธอหยุดหายใจสักพัก หน้าต่างบ้านปิดสนิท ยามิก้มหน้า ฮึดฮัดกับตัวเองเบา ๆ แล้วตัดสินใจเดินเลยไปที่ห้องสมุดร้าง—ที่เดียวในเมืองที่เธอรู้สึกว่าได้อยู่กับความเงียบอย่างแท้จริง
ประตูไม้ขึ้นราต่างดังเอี๊ยดเมื่อลมกระทบ ยามิเข้าไปข้างใน แสงจันทร์ลอดกระจกสูงส่องลงบนพื้นเต็มไปด้วยฝุ่น เธอเดินด้อม ๆ มอง ๆ อย่างระมัดระวัง ใจเต้นแรงขณะที่หยิบหนังสือบนชั้นออกทีละเล่ม
“ที่นี่ไม่มีใครมาเบียดเสียด จะมีใครเหลืออะไรไว้ไหมนะ…” เธอพึมพำขณะนั่งคุกเข่าตรงซอกหนึ่ง พลันได้ยินเสียงบางอย่างขยับหลังชั้นหนังสือ เธอชะงัก ลมหายใจขาดช่วง หัวใจแทบหลุดจากอก
“เดินเสียงดังจังนะ กลัวผีหรือเปล่า?” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้น
ยามิลุกพรึ่บ สะดุดขาตัวเอง หันไปมองเจอเด็กหนุ่มสวมเสื้อกันหนาวหนาถือหนังสืออยู่ รอยยิ้มจาง ๆ เขาแปลกถิ่น
“นายเป็นใคร?” เธอเสียงสั่น
เขาเงียบไปแวบหนึ่ง “เร—ย้ายมาใหม่ พ่อบอกให้มาช่วยดูแลสมุดเก่า รู้ไหม มีสมุดอะไรน่ากลัวในนี้บ้าง?”
ยามิค่อย ๆ วางมือที่กำแน่นลง เธอมองเรอย่างจับผิด ทั้งสองยืนเคียงกันในห้องสมุดที่มีแต่เสียงลมฝ่าระเบียงไม้เก่า
“นายชอบที่นี่ด้วยเหรอ?”
เขายิ้ม “ที่อื่นมันเงียบกว่าซะอีก ที่นี่อย่างน้อยก็—” เขาหยุดเหมือนกลืนคำ
“ก็อะไร?” สายตามีแววอยากรู้มากกว่ากลัว
“ที่นี่…มันมีบางอย่างซ่อนอยู่มากกว่าหนังสือ”
แววตาทั้งสองต่างเปี่ยมไปด้วยคำถามแต่ไม่มีใครพูดต่อ พวกเขาค่อย ๆ เดินลึกเข้าไปในซอกเก่า เงาดำตามมุมห้องทอความลึกลับ
เราชี้ไปที่ชั้นลับ “ลองดูตรงนี้สิ” ยามิช่วยกันงัดชั้นไม้เก่า พบสมุดบันทึกเล่มหนา ห่อด้วยผ้าขาว ขอบค่อนข้างขาดยุ่ย
“สมุดของใคร…” ยามิเอ่ยเบา ๆ มือเย็นเฉียบขณะเปิดดูหน้าแรก
หน้ากระดาษซีดจางมีข้อความประหลาด เขียนว่า ‘ความจริงของเมืองนี้ถูกซ่อนไว้ใต้เงาจันทร์ ด้วยเลือดและน้ำตาของผู้จากไป’
เราขมวดคิ้ว “นี่ใครเขียน?”
สาวน้อยส่ายหน้า “แต่เราหาคำตอบได้…บางทีอาจเป็นสิ่งที่ควรค้นพบ”
ทั้งสองจ้องตากันนาน เธอปิดสมุดลงในมือ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอยากรู้อย่างกดดัน
ยามิเริ่มเดินวนในห้องสมุด รู้สึกว่ามีอะไรบีบคั้นมากขึ้นระหว่างท้องฟ้าเย็นเฉียบกับรั้วไม้เก่าที่ยังคงไว้กลิ่นอายอดีต
“นายอยากรู้เหมือนฉันใช่ไหม?” เธอกระซิบ
เราพยักหน้าเงียบงัน ความจริงในแววตาทำให้ยามิรู้ว่า พวกเขาเริ่มการผจญภัยที่ไม่มีวันหวนคืน
ยามิเดินกลับบ้านผ่านทางเดินหิมะขาว หมอกน้ำแข็งเกาะตามขอบหน้าต่าง เธอลอบมองแม่ที่นอนขดกายข้างเตาผิง เสียงไอเบา ๆ จากในบ้านทำให้ดวงใจเธอสั่นไหว
“แม่ วันนี้…แม่คิดถึงพ่อบ้างไหม” เธอถามเสียงแผ่ว ขณะส่งชาร้อนวางบนโต๊ะ
แม่ไม่ตอบ เอาแต่มองเปลวไฟ ยามิกำมือแน่น หัวใจเต็มไปด้วยความสงสัยและแค้นใจที่กดทับอยู่ลึกสุด
เช้าตรู่วันถัดมา หิมะตกหนักจนบดบังแสงสว่าง ยามิยืนรอเรตรงสะพานไม้ใกล้โบสถ์เก่า สองคนเดินออกมาพร้อมห่มผ้าพันคอคนละสี แววตามีเป้าหมาย
“เราต้องหาว่าใครเป็นเจ้าของสมุดนั่น ถึงจะรู้ว่าสิ่งที่เมืองนี้ปิดบังคืออะไร” เรายื้นกรามแน่วแน่
“แต่จะเริ่มยังไง…เมืองนี้คนน้อยเต็มที มีแต่คนแก่กับเด็ก และทุกคนก็กลัวจะพูดถึง ‘เรื่องเก่า’” ยามิพูดพลางถอนหายใจ
“งั้นเรามาตามแกะรอยในสมุดกัน ถ้ามันเกี่ยวกับโบสถ์เก่า น่าจะมีเบาะแส”
ทั้งสองออกเดินสำรวจเข้าไปในโบสถ์หลังหิมะ หินเย็นเฉียบ เสียงฝีเท้าสะท้อนทั่วผนัง
ยามิเหลือบไปเห็นภาพเก่าในกรอบไม้ เด็กชายคนหนึ่งยืนยิ้มอยู่ข้างระฆังใหญ่ ใต้อาภรณ์ของเขามีสัญลักษณ์เดียวกับในสมุด
“ดูนี่สิ มันเหมือนกันเลย!” เธอชี้นิ้ว เราชนหัวกับขอบโต๊ะพยายามปีนดูใกล้ ๆ
“เด็กชายในภาพ — อาจคือคนที่หายสาปสูญ?” เรากล่าวอย่างเคร่งเครียด
เสียงฝีเท้าคนแก่เดินกระทบพื้นไม้ช้า ๆ ทำให้ทั้งสองสะดุ้ง คุณยายโซระซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นผู้รู้เรื่องราวอดีตของเมืองนี้ ปรากฏตัว
“หนูสองคนมาหาอะไรในนี้” น้ำเสียงแก่นั้นฟังดูกดดัน แต่ในแววตาเหมือนซ่อนอะไรไว้
“เรากำลังค้นหาความจริงค่ะ คุณยายรู้จักเด็กในภาพไหม?” ยามิถามเสียงกล้า เธอก้าวเข้าไปใกล้ ชูสมุดบันทึกให้ดู
คุณยายเพ่งมองสัญลักษณ์บนสมุดหน้าซีด “นี่มัน…เลือดผู้บริสุทธิ์กับคืนพระจันทร์เต็มดวง…” เสียงของเธอลดต่ำลง
“มาคุยที่บ้านยายดีกว่า เรื่องพวกนี้พูดที่นี่ไม่ปลอดภัย” คุณยายรีบกวักมือ ทั้งสองสบตากันแล้วเดินตามไป
บ้านไม้เล็ก ๆ ข้างโบสถ์อบอุ่นไปด้วยกลิ่นขนมปัง คุณยายเสิร์ฟชาร้อนให้ทั้งสองคน มือเหี่ยวย่นสั่นเล็กน้อย
“หนูอยากรู้ใช่ไหม ว่าทำไมเมืองนี้ถึงมีแต่เรื่องลึกลับ?”
เราพยักหน้า เขาเล่นไปที่ขอบแก้วเบา ๆ
“เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่แห่งนี้มีเหตุการณ์คนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้ใหญ่ทุกคนสัญญาว่าจะปิดเรื่องนี้เพื่อไม่ให้ใครตื่นตระหนก ถึงวันพระจันทร์เต็มดวงจะมีเด็กสักคนหายไป…บางส่วนบอกว่าเพราะคำสาป”
ยามิขนลุก เธอมองเราซึ่งแววตาคล้ายกำลังตามหาคำตอบในใจ “หมายความว่า…เด็กในภาพก็—”
ยายโซระพยักหน้า “เขาคือหลานของยายเอง…หายไปในคืนหิมะตกแบบนี้แหละ”
บรรยากาศเงียบขรึม ความเงียบของเหมือนกดทับลงกลางห้อง เรามองออกไปนอกหน้าต่างฝ่าม่านหิมะ ความกลัวเดิมตีขึ้นมาอีกครั้ง
“ถ้ามันเป็นแค่เรื่องเล่า ทำไมแม่ต้องห้ามพูดถึงพ่อตลอดเวลา?” ยามิพูดกับตัวเองเบา ๆ
“บางครั้ง…ผู้ใหญ่ก็เลือกซ่อนความเจ็บปวดแทนที่จะเผชิญหน้ากับมัน” ยายโซระตอบแผ่วเบา
ยามิกลั้นน้ำตา เธอรู้สึกถึงรอยร้าวในใจที่สั่นสะเทือนเหมือนพื้นดินใต้น้ำแข็ง
คืนนั้น ยามิล้มตัวลงนอนใต้ผ้าห่มขนแกะ เสียงหิมะกระแทกหน้าต่างดังเป็นจังหวะ เธอหลับตาพยายามข่มหัวใจที่ยังสั่นระรัว ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียและความจริงในอดีตหลอกหลอนใจตลอดเวลา
เช้ามืดวันใหม่ประกายพระอาทิตย์อ่อนบนหิมะ ยามิยืนรอเรตรงสะพานไม้ ต่างคนต่างไม่พูดอะไร เธอยื่นสมุดคืนให้เขา
“นายดูแลเถอะ ฉันกลัวว่าจะมีใครมาแย่งไป”
เรารับสมุดด้วยมือสั่น “ฉันเริ่มคิดแล้วว่าความลับนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับตำนานแค่นั้น มันอาจเกี่ยวกับครอบครัวของเรา…รวมทั้งฉันและเธอ”
ยามิจ้องตาเขา “นายเคยสูญเสียใครมาก่อนใช่ไหม?”
เขานิ่งไปนาน “พี่ชายฉัน… หายไปเมื่อสองปีก่อน ในคืนหิมะแบบนี้ พ่อแม่ไม่เคยพูดถึงเหตุการณ์นั้นอีกเลย”
ยามิหยิบสมุดขึ้นพลิกไปพบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ มีข้อความเขียนด้วยหมึกซีดๆ ‘คืนนั้น ฉันทำสิ่งที่ไม่ควรให้อภัย’
“หมายความว่า…บางความผิดพลาด อาจให้อภัยกันไม่ได้?”
“แต่ถ้าเราเลือกเผชิญกับมัน บางทีอาจปลดปล่อยความทุกข์นั้นได้” เราตอบ
ทั้งสองออกเดินค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม พบปริศนาเกี่ยวกับบ้านหลังร้างท้ายเมือง ยามิตัดสินใจไปสำรวจคืนนั้น ท่ามกลางลมหิมะแรง
บ้านร้างเงียบสงัด ไฟฉายของเรากวาดไปตามผนังเก่า เงาของทั้งสองทอทับซ้อนบนพื้นเหมือนวิญญาณอดีต
“มันอาจมีคนยังอาศัยอยู่ที่นี่” เรากระซิบ หยุดฟังเสียงเบา ๆ จากชั้นล่าง
บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดในความมืด ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างลังเลก่อนจะตัดสินใจก้าวลงไป
ที่ห้องใต้ถุน เจอชายชราท่าทางประหลาดนั่งกอดร่างผอมแห้งในเสื้อตัวใหญ่ สีหน้าของเขาแฝงไปด้วยความเศร้า
“เข้ามาทำไม พวกแกอยากรับกรรมแทนคนรุ่นก่อนหรือไง!” น้ำเสียงแหบสั่น
“เรามาแค่ขอรู้ความจริง…” ยามิพยายามอธิบาย สูดลมหายใจลึก
“ความจริงพาแต่ความเสียใจมาให้เด็กอย่างพวกแก อย่าใจร้อน” เขาจ้องหน้าเราด้วยดวงตาน้ำต้มเกลือ
บรรยากาศตึงเครียด เราสบตาเขาอย่างยืนหยัด “ผมอยากรู้ว่าทำไมพี่ชายกับคนอื่น ๆ ถึงต้องหายไป และมันเกี่ยวข้องกับครอบครัวผมหรือไม่”
ชายชราก้มหน้า นานก่อนจะเงยหน้ามา น้ำตารินช้า ๆ “เพราะความกลัว…บางครั้งพวกผู้ใหญ่เลือกปล่อยให้ใครสักคนรับผิดแทน เพื่อรักษาภาพพจน์ของเมืองนี้ไว้”
คำพูดนั้นเหมือนมีดบางเฉียบเฉือนหัวใจยามิ เธอหลีกตามองสมุดบันทึก เสียงสะอื้นของชายชรายังคงก้องในหู
ในคืนที่หิมะตกหนัก พวกเขาออกมายืนบนสะพานไม้กลางลำธาร แขนของเราสั่นเพราะหนาวและความเครียด “สุดท้ายเราก็ไม่รู้หรอกว่าใครสมควรได้รับการให้อภัยหรือควรโกรธ เราทำได้แค่ไม่ปล่อยให้มันกัดกินชีวิตเราอีกต่อไป”
ยามิมองหน้าร้องไห้เงียบ ๆ เธอกุมมือเรานิ่งนาน “ฉันจะให้อภัยแม่…แล้วนายล่ะ จะให้อภัยตัวเองไหม?”
แสงจันทร์ทอผ่านม่านหมอก เปล่งประกายลงบนหิมะขาวจนเกือบเจ็บตา รอยน้ำตาทั้งสองสะท้อนความอาลัยและการปลดปล่อย
“ใช่…ฉันจะเลือกอยู่กับความจริง ไม่ใช่ความทรงจำ” เรายิ้มจาง ๆ
พวกเขาหยิบสมุดไปวางในโบสถ์ใต้รูปเด็กชายคนนั้น คำอธิษฐานในใจเปี่ยมไปด้วยความหวังและการให้อภัย
ยามิวิ่งกลับบ้านกอดแม่ด้วยน้ำตา “หนูขอโทษที่ผ่านมาแม่ต้องเจ็บเพราะหนู”
แม่ยิ้มทั้งน้ำตา โอบกอดลูก “แม่ผิดเองที่ไม่กล้าทำให้หนูเห็นว่าความรักไม่ต้องซ่อนเสมอไป”
ณ ชายขอบเมือง ตะวันใหม่สาดแสงเหนือหิมะ เด็กสาวและเด็กหนุ่มเดินเคียงกันบนถนนสายขาวโพลน หัวใจเบาสบายเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้ร่องรอยอดีตยังคงหลงเหลือ แต่ฤดูหนาวนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการให้อภัยและการเติบโต