เงาสีเพลิงแห่งสตูดิโอเหนือฟ้า
เสียงเคร้งขวดสีแก้วบนโต๊ะไม้ยาวก้องสะท้อนอยู่กลางสตูดิโออากาศโปร่ง ธีร์หายใจเข้าลึก ทอดสายตามองเมฆลอยทะลุผ่านหน้าต่างกว้าง ห้องทำงานใหญ่ลอยอยู่เหนือฟ้าไกลสุดสายตา ไม่มีใครบนผืนดินเอื้อมถึง ท่ามกลางกลิ่นสีน้ำมันจางจาง ธีร์วางมือบนแปรง หัวใจเต้นแรงอย่างประหม่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“วันนี้ นายกล้าวาดไหม?” เสียงเบญจาดังขึ้นเบา ๆ จากเก้าอี้ยาวริมหน้าต่าง หญิงสาวผมฟูหยักโศกส่งรอยยิ้มให้ แม้แววตาจะซ่อนความกังวลไว้ลึก ๆ ธีร์พยักหน้าช้า ๆ แต่กลับหลบสายตา ไม่กล้าสบตาเบญจาอย่างจริงจัง
ธีร์กดแปรงจุ่มลงสีแดงสด ดวงตาจับจ้องแผ่นผ้าใบ สีในขวดแก้วส่องประกายวาวอย่างน่าประหลาด พริบตาเดียวเงามืด ๆ ก็เผยอวาบวนในมุมห้อง ราวกับรอคอยจังหวะที่ธีร์จะเผลอ เทลมหายใจและขีดเส้นแรกลงไป เสียงข่วนของขนแปรงกับผืนผ้าดังชัดเจนเกินเหตุใจ
“นายคิดถึง…เขาตอนวาดไหม?” เบญจาถามอีกครั้ง
ธีร์เกือบสะดุดมือ หลบตาอีกหน รู้อยู่เต็มอกว่า ‘เขา’ ที่เบญจาว่าหมายถึงใคร—ปู่ของธีร์ ผู้ผลักดันให้ธีร์เข้าสู่ศิลปะแต่ไม่เคยเชื่อมั่นในฝันตัวเองจริง ๆ ธีร์ลังเล กลัวคำว่าล้มเหลวและกลัวการเปิดเผยหัวใจ ขีดเส้นที่สองสั่นเครือสีแดงลุกวาบ กระตุกเส้นเงาสีเพลิงบางเบาที่โอบผืนผ้าใบอยู่อย่างแผ่วปราน
ประตูสตูดิโอถูกเปิดด้วยมือหยาบใหญ่ของอาจารย์เกรียงไกร ผู้เป็นทั้งเจ้าของสตูดิโอศิลปะลอยฟ้าและภัณฑารักษ์ประจำหอศิลป์ เขาเดินผ่านมายังธีร์ด้วยสีหน้าทรงอำนาจ แบบที่เด็กใหม่อย่างธีร์มักเซ่อซ่าเสมอ
“ธีร์ เห็นรายชื่อเข้าประกวดรอบใหญ่รึยัง? งานนี้ถ้าทำดีจริง…โอกาสใหญ่รออยู่ข้างหน้า”
ธีร์ฝืนยิ้มเบาหวิว แม้ใจกราดเกรี้ยว “ครับ…ผมจะลองดูครับ”
แต่เหมือนไฟลุกโชนในท้องน้อย ธีร์แอบกลัวและข้องใจว่าตัวเองเหมาะกับที่แห่งนี้หรือเปล่า ห้องกว้าง ๆ เต็มไปด้วยศิลปินอัจฉริยะจากทั่วสารทิศ—รวมทั้งเรือนแก้ว ศิลปินสาววัยเดียวกันผู้มีงานศิลป์พูดได้ เธอเดินโฉบผ่านธีร์ แววตาเย็นเฉียบปนเยาะเย้ย
“แค่รายชื่อ ไม่ใช่ผลงานจริง” เรือนแก้วกระซิบขณะหยุดมองธีร์ “อย่าเพิ่งดีใจเกินไปนะ”
ธีร์ชะงัก ไม่ตอบโต้ แววตาตัดพ้อแต่ฝืนเม้มปาก กลิ่นสีเพลิงแผ่อบห้องหนาแน่น ชั่วขณะธีร์เห็นเงาสีแดง ๆ ถูกหล่อขึ้นตรงมุมภาพ เหมือนจะหลอกหลอนเขานับแต่บัดนั้น
คืนนั้นธีร์เอาแต่นอนพลิกไปมาในห้องเล็กใต้หลังคากระจก ด้านนอกแสงดวงดาวขับเงาฟ้าเย็นเป็นทิวแถว กลางความเงียบ ธีร์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงไปห้องสตูดิโออีกครั้ง
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังลอดมา ธีร์แอบมองเห็นเงาคนกำลังขีดเขียนเส้นแปลกประหลาดบนผ้าใบใหญ่กลางห้อง ผีมือที่เคลื่อนไหวว่องไวและสีเรืองแสงในความมืดน่าพรั่นพรึง ธีร์หัวใจเต้นรัวเมื่อเห็นว่าเบญจากำลังวาดเส้นศิลป์ด้วยท่าทีหมกมุ่นผิดสังเกต
“เบญจา นาย…ทำอะไรตอนนี้” ธีร์กระซิบ เสียงสั่น เบญจาหันขวับ สีหน้าฉายแววตกใจระคนเศร้า ก่อนจะยิ้มจาง ๆ “ฝันของเรา…ต้องใช้ความเจ็บปวดแลก เราจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ใช่ไหม?” เธอว่าอย่างใจแข็ง
ธีร์เงียบ คำถามในหัวกราดเข้ามากเกินกว่าโลกภายนอกจะบรรยายได้ เขาสงสัยถึง ‘คำสาป’ ที่ลือกันในหมู่ศิลปินรุ่นพี่—เงาสีเพลิงที่เคยกลืนกินศิลปินรุ่นเก่าไปโดยไม่เหลือร่องรอย
วันรุ่งขึ้น การยื่นใบสมัครแข่งขันใหญ่เริ่มขึ้น บรรยากาศในสตูดิโออึมครึม ศิลปินแต่ละคนเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังและแรงกดดัน ธีร์ยืนกลางแถว รู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะหลุดจากขอบฟ้าได้ทุกขณะ
ขณะยื่นแฟ้มผลงานต่ออาจารย์เกรียงไกร มือของธีร์สั่น รอยหยดเหงื่อซึมบนกระดาษ บางคำพูดลอยมาแผ่ว ๆ จากข้างหลัง “ใช่เหรอ…ว่าเค้าจะเลือกงานนาย” เสียงเรือนแก้วเจือเยาะเย้ย
ธีร์กัดฟัน ไม่หันกลับไปตอบ สายตาเขากลับเห็นเบญจายืนตัวเกร็งเหมือนจะร้องไห้ ธีร์ใจหายเพราะเห็นเงาเพลิงเลื่อนวาบไปทั่วมือเบญจา เธอซ่อนบางอย่างไว้ในแววตา
ระหว่างการคัดเลือก ธีร์จมอยู่ท่ามกลางความกลัวเสียงดังในใจ ‘เราจะไม่รอดหรอก’ เขาระบายสีเหมือนต่อสู้กับปีศาจในหัวใจ ความทรงจำเรื่องปู่ที่เคยด่าทอ ความสิ้นหวังจากแววตาเรือนแก้ว สีแต่ละชั้นที่ทาบลงคล้ายปะทะกับไฟร้อนแรงในจิตใจ
คืนนั้นธีร์เก็บตัวเงียบ เบญจามาเคาะประตูห้อง ท่าทีผิดปกติ เธอมานั่งเงียบ ๆ ข้างเตียงมองดาวนิ่ง ๆ ก่อนพูดเบา ๆ “ถ้าเงาสีเพลิงจะเอาทุกอย่างไป…เราจะยอมเสียอะไรบ้าง?”
ธีร์นิ่ง สบตาเบญจาอย่างเข้าใจเป็นครั้งแรก ความกลัวในใจบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสาร “แต่ถ้าเราต้องเป็นตัวเอง เราจะต้องเสียนายไหม เบญจา…”
ความเงียบปกคลุม ทั้งสองนั่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดอีกนาน
วันแข่งขันรอบสุดท้ายมาถึง แสงสีทองของพระอาทิตย์ลอดผ่านหน้าต่างกระจก เงาสีเพลิงปรากฏทั้งห้อง ศิลปินแต่ละคนคร่ำเคร่งกับผลงาน ธีร์เดินเข้ามา กลิ่นไออบของสีและพลังงานแปลกประหลาดซ้อนระคนกัน
เรือนแก้วนั่งมองธีร์ฝีแปรงละเอียดแบบเย้ยหยัน “จะยอมให้เงาสีเพลิงกลืนกิน หรือจะสู้กับมัน?” เธอตะโกน
ธีร์กัดฟัน วาดเส้นสุดท้ายเต็มแรง ทันใดนั้น เงาสีเพลิงพวยพุ่งออกจากภาพวาด สาดลำแสงกลืนกินทั้งห้อง บรรยากาศเปลี่ยนเป็นสนามรบสีสัน ธีร์ทรุดฮวบ ขาทั้งสองแทบไม่มีแรง
เสียงเบญจาดังมา “ถ้าไม่ใช่ศิลปะของนาย…ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย!”
ธีร์ยืนสั่น น้ำตาคลอ สะบัดแปรงในมืออย่างเด็ดเดี่ยว วาดทับเงาสีเพลิงเดิมด้วยสีฟ้าสดใสของท้องฟ้า ภาพวาดเบื้องหน้ากลายเป็นทั้งพายุ ทั้งสายรุ้งและความฝันในใจเขา
ทันใดนั้นเงาสีเพลิงค่อย ๆ เหือดแห้ง ธีร์ยืนมองเบญจาที่ยิ้มทั้งน้ำตา เรือนแก้วเงียบงัน ทุกคนในห้องนิ่งงันจ้องผลงานสุดท้ายของธีร์
อาจารย์เกรียงไกรเดินเข้ามา สีหน้าซับซ้อน “นาย…เลือกแล้ว” เขาสบตาธีร์ ก่อนจะพยักหน้าให้
ผลการแข่งขันประกาศ ธีร์ไม่ได้รางวัลสูงสุด แต่งานของเขาทำให้เกิดเสียงฮือฮา เปลี่ยนวิธีคิดของศิลปินรุ่นใหม่ วงล้อสงครามคำสาปที่วนเวียนในสตูดิโอเปลี่ยนไปตลอดกาล
ธีร์เดินออกจากห้องนิทรรศการ แสงแดดสุดท้ายทอดเข้ามาในห้องโถง เบญจาเข้ามายืนข้าง ๆ นิ้วมือของเธอสัมผัสแขนธีร์เบา ๆ “ขอบใจที่กล้าสู้ แม้ว่านายจะกลัวก็ตาม”
ธีร์หัวเราะในลำคอ มองมือที่เปรอะสีฟ้าสีเพลิงอย่างภาคภูมิใจ “ขอบใจที่อยู่ด้วยกัน เบญจา”
เสียงขวดสีในสตูดิโอแว่วมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครกลัวคำสาปอีกต่อไป ทุกคนเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยหัวใจที่กล้าเปิดเผย…เหนือเมฆบนสตูดิโอศิลปะลอยฟ้าแห่งนี้