ใต้เงาแสงจันทร์บนเกาะอาคันตุกะ
“เอ้า หมุนขวดสิ อย่าให้เสียเวลา!” มาร์ชตะโกนขึ้นพร้อมโยนขวดน้ำเปล่าลงบนผืนทราย เตชินท์เหลือบมองพิณที่นั่งเงียบ ๆ ข้างกองไฟ พลางหรี่ตาเมื่อเปลวไฟกระทบดวงตา หาดทรายขาวของเกาะอาคันตุกะรายรอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าและกลิ่นเค็มที่ปะทะใบหน้าเพียงแผ่วเบา ท้องฟ้ายามเย็นถูกแต่งแต้มด้วยเมฆบาง ๆ มีนาแอบมองนาฬิกาข้อมือ เธอกลัวความมืดจับใจ แต่ไม่กล้าเอ่ยท้วงใคร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ขวดเริ่มหมุนด้วยมือของเจ็ท ทุกคนล้มตัวลงล้อมวง หัวเราะขำเมื่อปากขวดชี้ไปที่พิณ หน้าสาวผมสั้นสีดำเงียบขรึมสนิท เธอก้มหน้ากัดริมฝีปากเอง “กล้าพูดหรือกล้าทำ?” เสียงมาร์ชดังขึ้น เพื่อนต่างมองพิณด้วยแววตาอยากรู้ ความเงียบกินเวลาสั้น ๆ ก่อนพิณตอบเสียงเบา “กล้าทำ”
“งั้นเดินไปที่ลำธารในป่าคนเดียว แล้วเก็บก้อนหินสีแดงกลับมา” มีนาหลุดเสียงหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในใจ เตชินท์พูดแทรก “เอาจริงเหรอ ใกล้มืดแล้วนะ” แต่พิณเพียงพยักหน้าแล้วลุกขึ้น ก้าวไปทางป่าเงียบ ๆ โดยไม่มีใครเอ่ยห้าม
ไฟท้ายเรือสปีดโบ๊ตลับตาไปนานเกือบชั่วโมง กลุ่มวัยรุ่นทั้งห้าตั้งแคมป์เสร็จเรียบร้อย ใครบางคนเหลือบมองไปทางป่า ความไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเตชินท์ “พิณช้าไปหรือเปล่า” เขาถามเสียงเบา มาร์ชว่า “กติกาก็ต้องตามกติกา—หรือว่าแกกลัว?” เตชินท์กำมือแน่นแต่ไม่ตอบ เจ็ทนั่งใกล้กองไฟ มือจับสายกระเป๋าเป้แน่นจนพร่า มีนากอดเข่าตัวเอง พลันเสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากป่า ทุกคนชะงักมองหน้ากันอย่างระแวง
เพียงไม่นาน พิณกลับออกมาช้า ๆ พร้อมก้อนหินแดงในมือ ใบหน้าของเธอซีดขาวแต่แววตาแข็งกล้า มาร์ชปรบมือกลบความกลัว “สมแล้ว สปิริตสุด” มีนายิ้มแห้ง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด เตชินท์ถามเสียงค่อย “ข้างใน…มีอะไรไหมพิณ?” เธอหลบตา ตอบสั้น ๆ “เงาแปลก ๆ กับเสียงน้ำไหล”
กลางดึก เสียงน้ำคลื่นซัดกับทรายประสานเสียงสะท้อนกับกบร้องป่าที่ขับกล่อม ระหว่างเตชินท์กับมาร์ชนั่งคุยกันเหนือกองไฟที่กลายเป็นเถ้าถ่าน มาร์ชพูดว่า “แกดูไม่เหมือนคนที่คิดจะหนีจากความกลัวเท่าไหร่นะเต” เตชินท์หรี่ตา “แกคิดกับเรื่องนี้ยังไงวะ ถ้าเราต้องติดอยู่ที่นี่จริง ๆ?”
มีนาลอบเดินมานั่งกับพิณที่ห่างออกไปมีเพียงแสงจากมือถือ พิณจดจ่อกับก้อนหินในมือ มีนากัดริมฝีปาก เงียบไปนานก่อนถาม “เมื่อกี้ในป่า…กลัวไหม?” พิณหันมาสบตาสั้น ๆ เสียงเบา “ในความเงียบมันน่ากลัวกว่าเสียงอะไรก็ไม่รู้ซะอีก”
รุ่งเช้า มาร์ชชวนทุกคนไปสำรวจรอบเกาะ หวังจะหาจุดส่งสัญญาณโทรศัพท์ให้เร็วที่สุด มีนาเหนื่อยใจเพราะใจหนึ่งยังกลัว แต่ไม่อยากขาดการติดต่อกับโลกภายนอก เจ็ทยืนข้างหลังอย่างลังเล เขายักไหล่ก่อนถามเสียงแผ่ว “ถ้าเราส่งสัญญาณไม่ได้ จะทำยังไงต่อดี?” เตชินท์พยายามแย้มยิ้ม แม้แววตาเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย “อย่าเพิ่งคิดมาก…ยังไงต้องมีเรือเวียนมารับ”
กลุ่มเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบ รากไม้ระโยงระยางขวางทาง เสียงมีนาหอบหายใจดังลอยแทรกเสียงนกป่า พิณออกเดินนำอย่างเงียบขรึม ทว่าเมื่อทั้งหมดไปถึงจุดสูงสุดของโขดหินริมเกาะ กลับพบเพียงสัญญาณมือถืออ่อนจนแทบใช้งานไม่ได้
“ตลกจริง ๆ” มาร์ชตะโกน พร้อมปาลูกหินลงน้ำ เตชินท์หันควับ “เดี๋ยวสิ เผื่อหาทางอื่นได้ ไว้ก่อน” มีนาทำหน้าเศร้า แววตาส่องประกายแว่วห่วงใยเพื่อน “เราควรอยู่ใกล้กันไว้ อย่าแยกกันเลย ได้ไหม?”
เวลาบ่ายต้น ๆ ทุกคนทยอยกลับมายังกระโจม พลันเจ็ทหายไปอย่างไร้ร่องรอย น้ำหนักในอากาศพลันหม่นลงทันที มาร์ชชูมือร้อง “เรียกเจ็ทสิ! หรือหมอนั่นแกล้งหลอกเราอีก?” เตชินท์สั่งให้ทุกคนอยู่นิ่ง ๆ แล้วออกตามหาเจ็ทในป่า พิณกับมีนาเดินตามห่าง ๆ สูดหายใจลึกคล้ายจะกลั้นน้ำตา
เสียงวิ่งฝ่าใบไม้และเสียงฝีเท้าที่ใกล้จะแตกตื่น สัญญาณความกลัวแพร่กระจาย พิณหยุดเท้าแล้วพูดเสียงเคร่ง “มันเหมือนเจ็ทตั้งใจหนี หรือเปล่า?” มีนาเบิกตากว้าง “ไม่มีทาง!” เตชินท์มองพิณ “หรือเขา…เจออะไรเข้า?”
กลุ่มหาตามทางขรุขระไปจนถึงบริเวณลำธารเมื่อคืน เตชินท์เงยหน้าควานตามร่มไม้แหวกแนวแสงอาทิตย์ ผ่านความเงียบสงัดทรงพลัง ทุกคนต่างรู้สึกถึงแรงตึงค้างในอากาศที่ยากจะอธิบาย
“เงอะงะกันใหญ่เลย สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร” มาร์ชพูดพร่ำขณะกลับถึงแคมป์ ท้องฟ้าเริ่มสีส้มแดงแห่งยามเย็น พิณนิ่งเงียบ เธอหยิบก้อนหินสีแดงขึ้นมาบีบแน่น มีนาสะกิด “อย่าคิดมากนะพิณ พรุ่งนี้เราต้องหาเจ็ทให้เจอ…”
ค่ำคืนทวีความตึงเครียด มาร์ชเปรย “ฉันนั่งเฝ้าเอง คืนนี้ใครไม่กล้านอนเดียวก็ดูกันเอาเอง” เตชินท์รีบก้มหน้าเก็บไม้ฟืนเพิ่ม มีนาน้อยใจเดินจากไปนั่งอีกมุมใกล้ชายหาด ฝ่าแสงจันทร์ที่เต็มเปี่ยมหัวใจเธอกระซิบถึงกลุ่มเพื่อนด้วยความกลัวว่าจะมีใครหายตัวไปอีก
กลางดึก จู่ ๆ เสียงร้องของเจ็ทดังขึ้นจากป่า พิณสะดุ้งลุกขึ้นทันที เตชินท์พุ่งตัวคว้าไฟฉายชี้ไปยังต้นเสียง มาร์ชวิ่งตามไปโดยไม่รั้งรอ แสงไฟพร่าเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ “เจ็ท! อยู่ไหน?”
เมื่อเสียงเงียบลง ทุกคนเมามายความมืดสนิท สุดท้ายเตชินท์เป็นฝ่ายพบเจ็ทนั่งกอดเข่าอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ ร่างของเจ็ทสั่นสะท้าน เสื้อคลุมขาดกระเซอะกระเซิง ฝุ่นเปื้อนใบหน้า มีนาโผเข้าหาเพื่อนน้ำตาพรั่งพรูอย่างไม่อายใคร เตชินท์ทรุดตัวลงข้างหมอนั่น มือแตะข้อไหล่ “เกิดอะไรขึ้น?” เจ็ทพยายามเปล่งเสียงแผ่ว “ขอโทษ…ฉันเดินหลงเอง ฉัน…กลัว…”
ความเงียบโรยตัวคล้ายม่าน หลังผ่านบทสนทนาสั้น ๆ ชวนอึดอัด ทุกคนหอบหายใจ ใจนึกละอายต่อตัวเองและเพื่อน มาร์ชพูดเสียงหนัก “พรุ่งนี้คงต้องเอาจริง ลองหาทางออกจากเกาะกันเถอะ”
เช้าวันใหม่ฟ้าสาง ทุกคนออกเดินสำรวจอีกด้านของเกาะพลันพบบริเวณร้างซึ่งคล้ายเคยมีชาวบ้านอาศัย เตชินท์ก้าวเข้าไปในบ้านไม้ทรุดโทรม เศษกระดาษปกคลุมพื้น เขาหยิบเศษโน้ตขึ้นมาอ่านข้อความบางใจความ “ความผิดและการไถ่บาปจะอยู่กับที่นี่ชั่วกาล” เขาหวนนึกถึงพ่อจนต้องสูดหายใจลึกพลางปล่อยน้ำตาไหล
ขณะที่ทุกคนข้ามโขดหิน เจอแอ่งน้ำแปลกตาเต็มไปด้วยก้อนหินสีแดงแบบเดียวกับที่พิณเจอเมื่อคืน มาร์ชกระชากแขนพิณ “นี่มันอะไร? เกาะนี้มีอะไรกันแน่?” พิณมองนานก่อนตอบ “มันเป็นสัญลักษณ์…ของความผิดใครบางคน” มีนาน้ำตาซึม “หรือเรายังมีบางอย่างที่ต้องให้อภัยกันเอง?”
ระหว่างหาทางกลับ กลุ่มชนเข้ากับอดีตของแต่ละคน เตชินท์ระเบิดอารมณ์ใส่มาร์ช สารภาพว่าเขาเคยทำร้ายจิตใจพ่อและไม่เคยขอโทษที่ดื้อ พิณเผยน้ำเสียงเจ็บปวด “แม่ฉันจากไปเพราะฉันไม่พูดอะไรเลย ฉันกลัวจนพูดไม่ได้” มีนาบีบน้ำตาเผยกลัวการสูญเสียคนรอบตัว เจ็ทกลั้นสะอื้นเล่าถึงการถูกล้อในโรงเรียน ส่วนมาร์ชตะโกน “ฉันไม่ได้แข็งแรงทุกเรื่องนะ!”
ความกดดันสะสมระเบิดออกมา ทุกคนยืนสบตากันอย่างเข้าใจ เตชินท์กล่าวชัดถ้อยคำ “ถึงเวลาให้อภัยกันเอง กับ…ตัวเราเอง”
ทุกคนใช้เวลาทำแพไม้แบบง่าย ๆ ด้วยความร่วมมือและมิตรภาพใหม่ที่เกิดจากการให้อภัยและยอมรับ เตชินท์ยื่นมือให้พิณจับเป็นครั้งแรก สีหน้าเธออ่อนโยนลง มีนายิ้มให้กับทุกคนโดยมีเจ็ทโอบไหล่ แสงแดดลอดผ่านพุ่มไม้หลังค่ำคืนที่ยาวนาน
เรือประมงเข้ามาใกล้ชายหาดในเช้าวันถัดไป ทุกคนส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ แม้ถูกทิ้งไว้กับบาดแผลทางใจ แต่ทุกดวงตาก็เปล่งประกายแห่งความหวังและความเข้มแข็งใหม่ กลุ่มเพื่อนกอดกันกลม ก่อนจะพากันเดินขึ้นเรือ ทิ้งเงาอดีตทั้งมวลไว้ใต้แสงจันทร์บนเกาะอาคันตุกะ