เพียงเสียงขลุ่ยที่ปลายฟ้า
เมฆขาวไหลผัดผ่านยอดสนที่สูงตระหง่านเหมือนม่านบางเหนือหมู่บ้านฟ้าภู ผืนป่าสีเขียวขจีสอดแทรกด้วยแสงอาทิตย์ยามเช้า เหล่าวัยรุ่นในโรงเรียนประถมแห่งเดียวของหมู่บ้านเดินไปตามทางน้ำไหลช้าสู่ลานกว้างหน้าโรงเรียน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!พงศ์ เด็กหนุ่มวัยสิบหกจากเมือง ถูกส่งมาพักร้อนกับป้าท่ามกลางบรรยากาศทุ่งข้าวโพด เขายืนยิ้มแก้มแดงจากลมเย็น หัวใจตื่นเต้นกับโลกใหม่ที่แปลกตา
“เช้านี้คนมาจากกรุงเหรอ” กาย ชายหนุ่มท้องถิ่นผิวเข้มจ้องเขม็ง เสียงห้วนตัดบททุกคนที่เข้ามาใกล้พงศ์
พงศ์ฉีกยิ้มเก้อ “ครับ…มาพักร้อนแค่เดือนเดียวเอง”
กายนิ่งนาน ไม่พูดต่อ ตาคมแฝงความระแวง ก่อนเดินเลี่ยงไปที่กลุ่มเพื่อนตัวเอง
ข้าวหอม หญิงสาววัยใกล้เคียงกัน นั่งคนเดียวใต้ต้นสนริมลานกว้าง ดวงตาเหม่อมองปลายเขา น้ำเสียงแผ่วเบาจากขลุ่ยไม้ไผ่ในมือช่างเศร้าจนพงศ์ต้องหยุดฟัง แม้เขาจะอยากเข้าไปทักแต่ท่าตัวเองไม่กล้า
เสียงกระซิบของเด็กในหมู่บ้านลอดเข้าหู “ตอนกลางคืนบางทีได้ยินเสียงขลุ่ยลอยมาจากผา…แม่บอกว่าอย่าเดินออกไปนะ ไม่งั้น…จะหายไป”
ข้าวหอมหยุดเป่าขลุ่ย พลางช้อนสายตามองพงศ์แล้วยิ้มบาง ๆ ราวกับจะบอกว่าคำเล่าเหล่านั้นบางทีก็มีความจริงซ่อนอยู่
วันแรกเคลื่อนผ่านในบรรยากาศแปลกแยก พงศ์แวะไปบ้านป้า นั่งกินข้าวเงียบ ๆ โอบกอดเสาบ้านไม้เก่าไว้ พลางฟังเสียงลมหายใจของขุนเขาในยามค่ำคืน ทันใดนั้น เสียงขลุ่ยหวิวพลิ้วก็แทรกเข้ามาท่ามกลางเสียงแมลงกลางคืน
หัวใจพงศ์เต้นแรง เขาเดินผ่านบันไดบ้านออกสู่ลาน หวังจะเห็นต้นเสียง แม้จะรู้ดีว่าควรกลัวแต่ความอยากรู้มีมากกว่า ภายใต้แสงจันทร์ราง ๆ เขาเห็นเงาร่างข้าวหอมในชุดขาวนั่งเป่าขลุ่ยอยู่ใต้ต้นสน
ข้าวหอมสังเกตว่าเขาตามมา เธอนิ่งสักครู่ก่อนนิ่วหน้า กระซิบว่า “อย่ามองไปที่ผา ถ้ากลัวเสียงเรียก…ให้ปิดหูไว้”
พงศ์ลังเล “เสียงขลุ่ยนั่น มีอะไรเหรอ?”
ข้าวหอมก้มหน้า มุมปากสั่นไหว “บางที…มันอาจไม่ใช่เสียงของฉัน”
เช้าวันถัดมา โรงเรียนถูกปกคลุมด้วยหมอก กลิ่นหอมของดินหลังค่ำคืนฝนตกแผ่วเหนือผิวดิน นักเรียนลนลานเมื่อรู้ว่าเด็กชายคนหนึ่งในหมู่บ้าน ‘เจน’ หายตัวไปตอนค่ำ เพื่อน ๆ กระซิบถึงผีขลุ่ยและคำสาปของหมู่บ้าน
กายเดินเข้ามาหาพงศ์ด้วยใบหน้าตึงเครียด “เมื่อคืนเห็นนายกับข้าวหอมอยู่แถวผาใช่มั้ย? รู้ไหมเกิดอะไรขึ้นกับเจน!”
พงศ์มือเย็นเฉียบ พูดขัดเสียงตัวเอง “แค่เดินออกมาดู…เสียงขลุ่ยมันดึงดูดใจ กลัวเหมือนกัน ผมไม่ได้ไล่ใครไปที่ผา”
กายหน้าเสียเล็กน้อยแต่ยังแข็งทื่อ พึมพำว่า “ที่นี่ใช่ที่นายควรอยู่จริง ๆ เหรอ”
เด็กทั้งสามจึงตกลงร่วมมือกันตามหาเจนโดยไม่บอกผู้ใหญ่ กายพกไฟฉายและมีดสั้น ส่วนข้าวหอมถือขลุ่ยไม้ไผ่ พงศ์คว้าเสื้อแจ็คเก็ตสีแดงของเจนที่เหลือทิ้งไว้มาเป็นเบาะแส
กลางป่าลึก สีเขียวและไอหมอกสร้างบรรยากาศตึงเครียด พวกเขาขึ้นทางเล็กริมผา ท่ามกลางเสียงขลุ่ยแว่วมาไม่ขาดสาย ข้าวหอมบีบขลุ่ยแน่น ริมฝีปากซีดสั่น
กายเดินนำหน้า “ถ้ากลัวก็กลับไป อย่าทำอะไรบ้า ๆ แบบเมื่อคืนอีก”
ข้าวหอมสบตาเขาอย่างท้าทาย “ฉันไม่ได้เป็นต้นเหตุเสียงขลุ่ยนี้ทุกคืน กายนายเลิกโทษคนอื่นสักที”
ความเงียบกะทันหันบดบังการสนทนา ลมหนาวพัด เรือนยอดไม้ขยับเหมือนอะไรรออยู่ด้านล่าง พงศ์ก้าวหลงทิศเล็กน้อยจนเท้าเหยียบหลุม เขาเกือบล้ม กายคว้าคอเสื้อไว้ทัน
“ขอบใจ…ถ้าไม่มีนาย ฉันคงกลิ้งตกเขา” พงศ์กล่าว ขณะกายแค่นเสียง “ก็เพราะไม่เข้าป่าตอนนี้ตั้งแต่แรก นายคงไม่ต้องถูกช่วยด้วยซ้ำ”
ในที่สุด ทั้งสามพบร่องรอยเจนที่กอไผ่ริมหน้าผา มีรอยเท้าเล็ก ๆ และขลุ่ยไม้หักวางอยู่
ข้าวหอมนั่งคุกเข่า กางมือแตะขลุ่ย สายตาสั่นไหวเหมือนกำลังจะร้องไห้ กายจ้องหน้าเธอเงียบงัน แต่ไม่พูดใด ๆ
เสียงขลุ่ยแฝงโหยหวนดังกระจายอีกครั้งจากหลังผา หนนี้สั่นไหวผิดธรรมชาติจนพงศ์ขนลุกวาบ
ทั้งสามมองหน้ากัน ความกลัวจับอยู่ในแววตาทุกคน ข้าวหอมกระซิบ “ในคืนคำสาป คนที่ได้ยินเสียงขลุ่ยจะต้องเลือกว่าจะตามไป…หรือปิดหูแน่นแล้วเดินกลับ”
แรงกดดันทำให้แต่ละคนเผยความจริงใจและความกลัว พวกเขาตัดสินใจแยกย้ายกันสอดแนมรอบ ๆ เพื่อหาเบาะแสเจน พงศ์เดินแยกไปอย่างลังเล
กลางวงสนเขียว พงศ์ได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ เป็นเสียงร้องเรียกชื่อเขา “พงศ์…ช่วยฉันด้วย…ฉันกลัว…” เขาเดินตามเสียงด้วยหัวใจเต้นแรง แม้จะรู้อยู่ลึก ๆ ว่าเสียงนั้นอาจไม่ได้เป็นของเจน หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับมนุษย์
ทันใดนั้น ร่างเงาเลือนของเด็กหญิงในชุดขาวปรากฏเพียงชั่วครู่ เธอยิ้มอย่างเศร้า สายตาวิงวอน กายกระโจนตามมาแล้วกระชากตัวพงศ์ออกห่างทันที
“อย่า…! นายจะโดนเหมือนเจน” กายตะโกนเบา ๆ ร่างกายสั่นเทา
ข้าวหอมโผล่มาอีกด้าน น้ำตาคลอเบ้า เธอเล่าว่าคำสาปของหมู่บ้านมีต้นกำเนิดจากเจ้าของเสียงขลุ่ย ผู้เคยถูกประณามและกลั่นแกล้งจนถึงแก่ความตาย เธอคือเด็กหญิงที่วิญญาณยังไม่ไปไหน เสียงขลุ่ยจึงล่องลอยบนยอดภูเขาเพราะดวงจิตยังวนเวียนไม่สิ้น
สามคนกลับบ้านในคืนนั้นต่างอึดอัดใจกับสิ่งที่ได้รับรู้ พงศ์เริ่มรู้สึกผิดว่าหากเขาเข้าใจชีวิตของคนในหมู่บ้าน เขาอาจช่วยเจนหรือแม้แต่ข้าวหอมจากความโดดเดี่ยวได้ กายนิ่งขรึม แววตาเต็มไปด้วยร่องรอยกังวลใจ
วันถัดมา กลุ่มเพื่อนตัดสินใจขึ้นผาครั้งสุดท้าย ท่ามกลางเสียงขลุ่ยที่รุนแรงขึ้น ข้าวหอมนำขลุ่ยไม้สะพายมาด้วย เธอเป่าทำนองเศร้าเรียกวิญญาณเด็กหญิงออกมา ขอให้ปลดปล่อยความแค้น กายมอบสร้อยคอไม้ไผ่ที่เขาแกะเองเป็นของสัญลักษณ์ปรองดอง ส่วนพงศ์ขอโทษและสัญญาจะเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นเข้าใจ
หมอกจางแสงแดดกระจายทั่วผากว้าง ภาพร่างเด็กหญิงปรากฏอีกครั้ง คราวนี้เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนละลายกลายเป็นลำแสงบาง วิญญาณได้รับการให้อภัย
เจนเดินกลับมาอย่างหลง ๆ งง ๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองหายไปนานแค่ไหน เขามีรอยยิ้มอ่อน ๆ คราบน้ำตาเปื้อนแก้ม ซากขลุ่ยเก่าและผีเสื้อตัวสุดท้ายเกาะอยู่เหนือหัว
พวกเขาโอบกอดกันด้วยความโล่งใจ พงศ์เริ่มตระหนักว่าสิ่งสำคัญคือการเรียนรู้จะให้อภัย การมีมิตรภาพแท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากถิ่นฐานเดียวกัน แต่จากการผ่านคืนที่มืดมนที่สุดร่วมกัน
ก่อนจากหมู่บ้าน พงศ์ร่วมวงขลุ่ยกับข้าวหอมและกายท่ามกลางลานกว้าง ฟ้าโปร่งสดใส เด็ก ๆ วิ่งเล่น หัวเราะ ทุกคนเลือกก้าวผ่านอดีต แม้บาดแผลจะคงอยู่ ภูเขายังตั้งตระหง่าน เสียงขลุ่ยเป่าทำนองใหม่แทนท่วงทำนองเศร้า ส่งต่อความกล้าหาญทั้งของผีและคน