แสงดาวเหนือภูเขาหิมะ
เสียงหัวเราะของเกวลินดังคลอหิมะที่ลอยละล่องบนฟ้า เธอออกเดินอย่างลังเลไปตามทางเดินไม้โยกเยกกลางหมู่บ้านภูเขา หลังจากใช้เวลาเกือบสัปดาห์ในการเฝ้าดูหิมะตก ใจเธอก็ยังคงหนักเหมือนเดิม ‘ชอบหิมะไหม?’ เสียงเด็กชายเอ่ยถามข้างหลัง เกวลินหันไปเห็นภัทร ยืนมือไพล่หลัง ใส่เสื้อโค้ทสีน้ำเงินมืดและรองเท้าบู๊ตเก่า ‘มันขาวเกินไป บางทีก็กลัวว่าจะหลงจนหาทางกลับไม่เจอ’ เธอตอบโดยไม่สบตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภัทรหัวเราะเบา ๆ แล้วส่งกล่องขนมไส้ถั่วให้ ‘อยู่ที่นี่ไม่นานเดี๋ยวชินเอง หิมะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด’ ในจังหวะเงียบงันระหว่างทั้งสอง เกวลินแอบมองรอยร้าวเล็ก ๆ บนรองเท้าภัทร แล้วเอ่ยถาม ‘นายอยู่หมู่บ้านนี้มากี่ปีแล้ว?’ ภัทรหลบสายตา ‘ตั้งแต่จำความได้ แต่ไม่ค่อยมีใครจำฉันได้หรอก’ คำพูดนั้นแฝงอะไรบางอย่างที่ดูนิ่งเฉยแต่ลึกซึ้ง
ค่ำคืนหนึ่ง ในงานเทศกาลล่าหิมะ เด็กในหมู่บ้านพากันวิ่งเล่นยามดึก ทันใดนั้น ‘มายด์’ สาวหัวแข็งที่เพิ่งสนิทกับเกวลิน ก็มึนเมา โวยวายบ่นเรื่องครอบครัวชาวบ้านที่เคร่งระเบียบ ‘เฮ้! พวกนาย รู้ไหม…เคยมีเด็กหายบนเขานี้มาก่อน’ น้ำเสียงเธอคล้ายท้าทาย ‘เขาว่าเป็นคำสาป ใครล่วงล้ำป่าทางเหนือจะไม่มีวันกลับบ้านอีก!’
‘ดวงวิญญาณไม่มีจริงหรอก’ เป๋า เด็กชายขี้เล่นสวนขึ้น ขณะกอดหนังสือเล่มเก่าไว้แน่น มายด์ผลักเป๋าเต็มแรง ‘ถ้าแน่จริง พรุ่งนี้ปีนเขาตามเส้นทางต้องห้ามไหม? หรือว่าใจฝ่อ!’ มวลบรรยากาศกลายเป็นสนามท้าทายวัดใจ ทุกสายตามองไปยังเกวลิน ชั่วขณะเธออยากบอกปฏิเสธ แต่สัญชาตญาณบางอย่างผลักดันให้ตอบแบบกล้า ๆ กลัว ๆ ‘ก็ได้ ไปด้วย…ถ้าใครเข้าไป ฉันก็จะเข้าไปด้วย’
รุ่งเช้า เสียงขลุ่ยไม้แว่วมาแทรกสายลม พวกเขาออกเดินในเส้นทางที่บรรดาผู้ใหญ่เตือนนักหนา หิมะกินแสงเช้าเหลือเพียงความเงียบและขาวโพลน เกวลินบีบรัดผ้าพันคอแน่นเมื่อเห็นเศษผ้าที่ขาดหล่นตามทาง ภัทรเดินนำโดยไม่เหลือความลังเล ‘ถ้าเราหมดแรงก่อนถึงยอด นายต้องเป็นคนกลับไปบอกคนอื่นนะ’ เกวลินเอ่ยเสียงเบา ภัทรพยักหน้า ไม่หันหลัง
‘ไหนว่าไม่กลัวไง’ มายด์พูดติดตลกแต่แฝงแววห่วงใย เกวลินถอนหายใจยาว ‘บางอย่าง…ทำให้ถอยไม่ได้จริง ๆ’ เงาของกลุ่มเด็กสี่คนทอดยาวบนหิมะใหม่ โลกด้านในเงาดูกว้างใหญ่กว่าสิ่งที่สายตามองเห็น
ระหว่างผ่านป่าสนเงียบสงัด นกฮูกตัวหนึ่งโผบินร้องแหลมลับไป เป๋าก้มสำรวจสัญลักษณ์ประหลาดบนต้นไม้ ‘นี่เหมือน…ร่องรอยจากปีที่แล้ว’ เขาวางหนังสือสเก็ตช์ลงกับพื้นแล้ววาดรูปใส่ด้วยมือเปื้อนถุงมือเปียกหิมะ ภัทรเหลือบมองด้วยสายตากังวล ‘มันไม่ควรอยู่ตรงนี้’
เสียงรองเท้าบู๊ตจมหิมะดังขึ้น พวกเขาหยุดเมื่อเจอรอยเท้าที่หายเข้าไปในดงสนเก่า รอยเท้าเด็กหญิงคนหนึ่งที่หายตัวไปไม่นาน—’มีนา’ ลูกสาวชาวบ้านที่ใคร ๆ ลืมถามถึง
‘จะตามไปจริงเหรอ?’ เป๋าถามแบบหวาด ๆ มายด์หยิบไฟฉายขึ้นชี้ไปที่รอยเท้า ‘ไม่มีใครกลับไปคนเดียว เรามากันสี่คน อย่าเพิ่งใจเสีย’ เกวลินสบตาเพื่อน ๆ แนวหิมะเบื้องหน้าดูว่างเปล่าและหนาวเย็นมากขึ้นทุกที แต่เธอก้าวต่อโดยไม่มีถอยหลัง
ในป่าสนแสงสลัวอึมครึม เด็กทั้งสี่พบกระต๊อบร้าง ภายในเต็มไปด้วยร่องรอยความทรงจำของเด็กหญิงมีนา รองเท้าผ้าใบเก่า ตุ๊กตาผ้านั่งบนโต๊ะ เกวลินยื่นมือนิ่งเงียบหยิบผ้าเช็ดหน้าของมีนา ‘ที่นี่เงียบเกินไป’ มายด์เอ่ยพลางสูดลมหายใจกลบความกลัว มีเงาร่างหนึ่งโผล่พ้นหลังบ้านแล้วลับหายอย่างรวดเร็ว ทุกคนสะดุ้งชะงัก
‘ใครอยู่ข้างนอก!’ ภัทรตะโกนถาม ไม่มีคำตอบ เหลือเพียงเสียงลมและหิมะปะทะประตู พวกเขารีบเดินออกไปตามรอยเท้า รู้สึกยิ่งไล่ตามก็ยิ่งห่างไกล
ภัทรหยุดกะทันหัน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว ‘ฉันรู้จักทีทางลับ…ของตระกูลเรามีบางอย่างเกี่ยวข้องกับป่าแห่งนี้ แต่ฉันกลัว…’ เกวลินเดินเข้ามาใกล้ คำพูดแล่นอยู่ในเนื้อตัว แม้ใจอยากนิ่งเฉย แต่เธอกลับวางมือบนไหล่ภัทร ‘ถ้าไม่ลอง เราจะกล้าสู้กับสิ่งที่ตามหลอกตัวเองได้ยังไง…’
บรรยากาศตึงเครียดขณะลอบเข้าไปในหุบเส้นทางลับที่ถูกโขลกหิมะท่วมทาง ลึกลงไปในถ้ำ ทุกคนได้ยินเสียงร้องเหมือนเด็ก ๆ ลอยมา แต่ไม่มีใครมองเห็น มีเพียงความหนาวแทรกทุกลมหายใจ บางสิ่งกำลังทดสอบความกล้าของพวกเขา
เกวลินสะดุดล้ม เห็นรอยเลือดเล็ก ๆ บนหิน เธอเบิกตากว้าง หันมามองเพื่อน ๆ และตัดสินใจครั้งแรกในชีวิต ‘ฉันจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเด็ดขาด’ เธอกระชับไฟฉายในมือ ก่อนลุกขึ้นอีกครั้ง
เป๋าถือสมุดบันทึกสั่นอยู่ข้างมายด์ ‘กลัวจะไม่ได้กลับบ้าน’ สายตาเมินหนี มายด์จ้องกลับเต็มไปด้วยแววเด็ดเดี่ยว ‘พวกนายยังมีบ้าน ฉันไม่มีสักที่ให้กลับ…’ เสียงเครื่องยนต์สโนว์โมบิลในหมู่บ้านดังแว่วมาระยะไกลเสริมความอ้างว้าง
เมื่อถึงลานโล่งกลางป่า เงาเล็ก ๆ ปรากฏในตะเกียงแสงสลัว มีนายืนใจกลางวงหิมะ ใบหน้าสะท้อนความกลัว อ้างว้างและคาดหวัง เกวลินสูงเสียงร้องเรียกอย่างตื่นเต้น ในขณะเดียวกันร่างหนึ่งโผล่ออกมาจากเงาทะมึน มายด์ผลักเพื่อนให้ห่างจากไอเย็น นึกว่าคือสิ่งไม่พึงประสงค์ ทว่าเป็นเพียงลุงชราผู้ดูแลป่า ลุงรีบแจ้งข่าวร้าย ‘คนในหมู่บ้านบางคนแอบติดตามพวกหนูมาด้วย…’ มายด์ขุ่นเคืองร้องออกมา ‘จะตามเราทำไม! พวกเขาไม่เคยฟังเด็กเลยสักอย่าง’ ภัทรเม้มปากแน่น ‘ทุกอย่างมันซับซ้อนกว่าที่คิด…’
กลางแสงไฟรำไร ภัทรสารภาพกับทุกคนถึงความลับของตน ‘ครอบครัวฉันเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน มีหน้าที่เฝ้าทางลับนี้มาสิบชั่วอายุคน แต่แม่ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าคำสาปที่เล่าต่อกันเป็นแค่ข้อตกลงปกป้องหมู่บ้านจากคนนอก’ ทุกคนตกใจ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือเสียงหัวใจของเกวลินเต้นแรงขึ้น เธอรู้สึกผิดหวังที่เคยตัดสินใจไม่พูดความจริงในวันที่มีนาหาย
การกระทำของทุกคนเริ่มสั่นคลอนความไว้เนื้อเชื่อใจ เป๋าตะโกนต่อว่า ‘เรางมงายกับเรื่องเล่าเกินไปหรือเปล่า! ทำไมไม่ลองเชื่อเพื่อนดูบ้าง?’ มายด์ส่ายหน้า ‘ความจริงบางอย่างเจ็บปวดเกินกว่าจะรับมือ…’ สีหน้าของภัทรเปลี่ยนไป อารมณ์ปะทุ แต่สุดท้ายเขาเดินตรงเข้าไปหาเกวลิน ‘ฉันแค่กลัวจะเสียทุกคน ฝันร้ายที่สุดคืออยู่คนเดียวเหมือนแม่ฉัน’
กลางบรรยากาศระทึก เกวลินรวบรวมความกล้าเข้าไปกอดปลอบเพื่อนทุกคน คำพูดของเธอแผ่วสั้น ‘พวกเราต้องข้ามคืนนี้ไปด้วยกันให้ได้ จะกลัวแค่ไหนก็ต้องเดินหน้า’
หลังการค้นหาอย่างจดจ่อและกระวนกระวาย พวกเขาพบมีนาในซอกลับของถ้ำ เด็กหญิงสั่นเทา ท่ามกลางความมืด เกวลินเป็นคนแรกที่เติมไฟฉายให้สว่างจนแสงลอดออกจากโพรงหิน ‘กลับบ้านด้วยกันนะ’ เธอเอ่ยอย่างแน่วแน่
กลับถึงหมู่บ้าน ทุกคนรวมตัวหน้ากองไฟใหญ่ เสียงดีใจปะปนกับน้ำตา และคำขอโทษที่แต่ละคนพูดแบบงุนงง ‘ขอโทษที่เคยไม่ฟัง ขอโทษที่เคยหนีปัญหา’ เป๋าและมายด์จับมือทั้งน้ำตา ในขณะที่ภัทรมองเกวลินด้วยความขอบคุณอันลึกซึ้ง
วันรุ่งขึ้นหิมะโปรยอากาศเย็นสดใส ดวงดาวชัดเจนขึ้นข้ามคืน ทุกคนยืนบนลานสูงเหนือหมู่บ้าน หัวใจเปล่งประกายด้วยความกล้าหารที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน เกวลินไม่ใช่เด็กขลาดอีกต่อไป เธอยิ้มต่อหน้ามิตรภาพและความรักที่ได้เรียนรู้ ต่างคนต่างเติบโตจากบาดแผล รวมกันเป็นความหวังอันแข็งแกร่ง ภาพท้ายเรื่องคือการเดินข้ามลานหิมะใต้แสงดาวเหนือ คนละมือจับกันเป็นวงพร้อมรอยยิ้มและน้ำตา มองท้องฟ้าด้วยหัวใจที่ไม่กลัวการโดดเดี่ยวอีกต่อไป