ลมหายใจบนผืนหิมะ
เสียงรองเท้าบูทย่ำบนหิมะกึกก้องสะท้อนกลางช่องแคบด้านข้างบ้านไม้ ศรันย์หายใจหนัก มือเขาขาวซีดขณะกำผ้าพันคอสีกรมท่าแน่น ท่ามกลางแสงอ่อนของเช้าวันใหม่ที่สะท้อนบนหลังคาหิมะ เขาขยับลมหายใจและมองไปยังขอบหมู่บ้าน ซึ่งเส้นทางสายเดียวผ่านเข้าไปในป่าเบื้องหลัง—จุดที่พ่อเขาหายไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ศรันย์! อย่าออกไปไกลนักนะ!” แม่ตะโกนผ่านหน้าต่าง มือถือหม้อน้ำซุปอุ่นที่ปล่อยไอจาง ๆ ศรันย์เหลียวหลัง ส่งยิ้มแห้ง ๆ พลางยักไหล่ ตาเขาปัดไปทางกระจกซึ่งสะท้อนเงาอึมครึม “ครับแม่…เดี๋ยวกลับเร็ว”
เสียงประตูไม้ฝืดแว่วดังตามหลัง เด็กชายรีบเดินเข้าไปในตรอกแคบที่หิมะขาวสะอาดแตกเป็นร่อง แตะปลายนิ้วกับกำแพงบ้าน เดินมาหยุดตรงหน้าบ้านของเบญ—เพื่อนสนิทที่มักจะเดินเคียงข้างเขาทุกฤดูหนาว
ประตูบ้านเบญเปิดออก เธอสวมหมวกไหมพรมสีเหลือง ชะโงกหน้ามาพร้อมกับคิ้วที่ขมวด “วันนี้จะไปแค่ลานน้ำแข็งหรือจะเดินเข้าไปถึงขอบป่าอีกละ?”
เสียงคิมตามออกมาอย่างไม่กลัวอะไร “ศรันย์ ถ้ากลัวก็ห้ามลากฉันไปแช่ในพุ่มนะ” เขาหัวเราะ เคาะรองเท้าไล่หิมะ ตามหลังเพื่อนสองคนสู่ทางลาดที่ทอดเข้าสู่เขตต้นสนและเส้นแบ่งอันเย็นเยียบของความลึกลับ
หิมะใต้ท้องฟ้าสีเทาม่วงยามสายแวววาว เบญล้วงจากเป้ใบจิ๋วหยิบกิ่งสนเล็ก ๆ ส่งให้ศรันย์พลางพูดเบา ๆ “คิดถึงเขาอีกหรือ?”
ศรันย์เงียบไป แววตาไหว “ฉันแค่…ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องกลัวอะไรที่มองไม่เห็น”
คิมหัวเราะ “แต่กลัวก็ดีไม่ใช่รึ อย่างน้อยยังทำให้ระวัง” เขาโยนก้อนหิมะใส่กิ่งสนใกล้ ๆ ทำลายความแน่นิ่งแปลก ๆ ระหว่างพวกเขา
ทั้งสามเดินลัดเลาะเข้าไปในโซนที่เด็ก ๆ ในหมู่บ้านเรียกว่าป่าต้องห้าม ศรันย์ขวัญผวาเมื่อเห็นแหล่งซากเต็นท์เก่า ๆ ฝังอยู่ใต้หิมะ หน้ากากผ้ายับยู่ยี่แขวนบนกิ่งไม้สูง ทุกคนต่างนิ่งเงียบ ก่อนที่เบญจะกระซิบ “ตำนานว่ามีภูตหิมะพาผู้คนหายไป…แต่จริง ๆ เราก็ไม่รู้…”
“งั้นเรามาไขคำตอบกันให้จบวันนี้” ศรันย์ตัดสินใจจ้องมองป่าตรงหน้า แม้หัวใจจะเต้นโครมครามด้วยความกลัว
พวกเขาเดินจมเท้าลึกขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างช่องสนใบคม หิมะเปียกซึมเข้าในรองเท้า เสียงลมกรรโชกพลิกใบไม้แห้ง ๆ เบญเหลือบมองศรันย์ “เราจะเดินต่อจนถึงไหน?”
ศรันย์เงียบ คิมตอบแทนด้วยน้ำเสียงประชด “จนกว่าเราจะเจออะไรสักอย่างให้เขาได้ปล่อยวางมั้ง” ศรันย์สบตาเพื่อนนาน มีแววขอบคุณเจือปนความเจ็บปวด
เมื่อเดินถึงลำธารน้ำแข็งคดโค้งกลางป่า ศรันย์ก้าวขึ้นบนสะพานไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งแข็งตัว เสียงรองเท้าสัมผัสไม้อย่างระแวดระวัง ก่อนจะมีเสียงแปลก ๆ ดังก้องจากอีกฝั่ง
“…นั่นเสียงอะไร?” เบญถามเบา ๆ
ทุกคนหยุดกึก ศรันย์มองตามเสียง ก่อนเป็นฝ่ายพยักหน้าแล้วค่อย ๆ ปีนขึ้นไปบนโขดหินริมลำธาร ภาพข้างหน้าทำให้น้ำตาคลอทันที: ข้าวของเก่า ๆ ของพ่อเขาถูกฝังอยู่ใต้หิมะจนเห็นเพียงซอกกระเป๋าแดงที่อักษรหลุดล่อน
“นี่มัน…กระเป๋าพ่อ” เสียงสะอื้นดังขึ้นแต่เขาพยายามกลั้นไว้ คิมกับเบญรีบตามขึ้นมา เบญลูบแขนเขาเบา ๆ “ถ้ากลัวจะกลับก็ได้นะ…”
ศรันย์หลับตาแน่น พยายามกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอ “ไม่…ฉันจะไม่วิ่งหนีอีก” เขาคว้ากระเป๋าด้วยมือสั่น รู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ไม่ใช่แค่จากหิมะ
คิมค้นในกระเป๋า หยิบเข็มทิศเก่า รูปถ่ายซีด และกุญแจเล็ก ๆ “พ่อของนายนี่แน่เหรอ?”
ศรันย์หยิบรูปขึ้นมาดู เห็นภาพดวงตาของชายกลางคนมองตรงมาที่เขา ท่ามกลางฉากภูเขาหิมะ “วันสุดท้ายที่พ่ออยู่กับเรา…เขายิ้มแบบนี้แหละ” เขาตั้งสติ ก่อนหยิบกุญแจไว้ในมือ
เบญหลบสายตา พลางพูดเบา “ฉันไม่ได้ตั้งใจเก็บความลับจากนาย…คืนก่อนพ่อเธอหาย ฉันเห็นเขากับชายแปลกหน้าแถวลำธารนี้”
ศรันย์หันขวับ ความตกใจผสมรอยเจ็บ “ทำไมไม่เคยบอกฉัน?”
“ฉันกลัวจะทำให้เธอเจ็บ ปล่อยให้มันหายไปอาจจะดีกว่ามั้ย?” เบญเสียงสั่น
คิมถอนหายใจ “ความลับทุกอย่างมันจะกินพวกเราทุกคน ถ้าไม่พูดมันออกมา”
เสียงลมแรงกว่าทุกที ต้นสนโคลงเคลงอย่างน่ากลัว ศรันย์ชั่งใจ ก่อนจะพูดเสียงหนักแน่น “ฉันกลัว…แต่ยอมรับว่าจะไม่หนีอีก ฉันต้องรู้ความจริง”
ทั้งสามตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่า ลมหิมะปะทะกระดูกจนต้องจับมือกันไว้แน่น ศรันย์นำหน้าด้วยกุญแจและเข็มทิศ พวกเขาพบกระท่อมไม้หลังเก่ากลางลานหิมะ เตาผิงดับสนิทในความเงียบเยือกเย็น
“นี่มันบ้านนายพรานเก่า” คิมกระซิบ กลิ่นเถ้าถ่านเก่าฉุนจาง ๆ รอยเท้าเล็ก ๆ ทอดยาวเข้าไปในความมืด
ศรันย์ใช้กุญแจไขกล่องเหล็กใกล้เตาผิง ข้างในมีจดหมายปึกหนึ่ง “ถึงศรันย์ จากพ่อ” เด็กหนุ่มน้ำตาคลอ เอื้อมหยิบจดหมายมาอ่าน แต่อ่านได้เพียงประโยคแรก ‘ถ้าลูกได้อ่านจดหมายนี้ แปลว่าพ่อคงไม่ได้กลับบ้าน…’
ใบหน้าศรันย์บิดเบี้ยวทั้งเจ็บปวด โกรธ และสำนึกผิด เขานั่งลงบนพื้นกระท่อม เบญกอดไหล่เขาไว้แน่นโดยไม่พูดอะไร คิมจับมือทั้งสองไว้ต่างแรงเงียบ ๆ
เสียงพายุและกิ่งไม้อันตรายกระหน่ำใกล้เข้ามา เสียงกรีดร้องของลมกับความทรงจำผสมปนเป จนศรันย์ต้องลุกขึ้น “เราต้องออกจากที่นี่ก่อน ทุกคน อย่าอยู่ในอดีต…ต้องกลับไปหาความจริงที่บ้าน”
การเดินกลับบ้านในพายุหิมะเหมือนยาวนานกว่าปกติ หิมะปกคลุมเส้นทางจนแทบไม่เหลือรอยเดิม ศรันย์พาเพื่อนฝ่าหิมะลึก ทุกคนเหนื่อยล้า ขาแข็งราวกับจะหมดแรง
ขณะใกล้ถึงหมู่บ้าน ศรันย์หยุด มองย้อนกลับไปทางป่า ด้วยสายตาผสมความโศกเศร้าและขอบคุณ “ขอบใจนะ…ที่ไม่ปล่อยให้ฉันสูญเสียตัวเองในความกลัว”
เบญยิ้ม ซ่อนน้ำตาในรอยยิ้มอ่อนโยน “เธอไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
คิมเอามือตบหลังศรันย์เบา ๆ “ตอนนี้เข้าใจแล้วใช่มั้ย ว่าเพื่อนคือเหตุผลที่ทำให้เราเดินออกมาจากปิศาจของตัวเองได้”
ทั้งสามพากันเดินเข้าสู่หมู่บ้าน แสงไฟสีส้มจากหน้าต่างบ้านไม้ไกล ๆ ฉายบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยคราบน้ำตาและรอยยิ้มใหม่ ศรันย์พบแม่และน้องสาวรออยู่ที่ประตู เขากอดทั้งครอบครัวแน่น น้ำตาหยดลงบนไหล่แม่อย่างคนที่ได้รับการให้อภัยและพร้อมจะเริ่มต้นใหม่—ทิ้งความกลัวไว้เบื้องหลังพร้อมกับก้าวแรกของการเติบโต