สายลมเหนือหิมะ
ท้องฟ้าเหนือเมืองภูเขาสีเงินเพิ่งเปลี่ยนสีเป็นม่วงคล้ำ ชั่วโมงนี้ทั้งหมู่บ้านตกอยู่ภายใต้เงาของสายลมเหน็บหนาว โทนสวมเสื้อโค้ทสีซีด พลางเดินเร็วผ่านทางลัดระหว่างบ้านไม้ ที่ข้างทางมีรอยเท้าที่ลึกลงในหิมะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงหมาป่าหอนแว่วมาไกล ๆ เขาอยากเมินมัน แต่ใจยังสะท้อนพายุความคิด โทนกำมือแน่นแนบข้างลำตัว แม้ในใจอยากย้อนเวลากลับไปเช้าวันนั้นที่เตยยิ้มให้เขาก่อนออกจากบ้าน
เสียงประตูเปิดดังเอี๊ยด น้ำขิงทรุดตัวลงข้างโทน “พ่อบอกให้ระวังคืนนี้ พวกผู้เฒ่าดูแปลก ๆ เหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่กล้า”
โทนถอนใจ ก่อนกระซิบ “ถ้าเตยยังอยู่ที่นี่ ก็ต้องทิ้งร่องรอยไว้บ้าง”
น้ำขิงมองเขาด้วยสายตานุ่มนวล “ถ้าเป็นเตย เธอคงคิดหาวิธีส่งสัญญาณมาให้เราแน่ ๆ”
เสียงกีบเท้ากระทบหิมะดังเข้ามาใกล้ เจน ผมเงาสีดำขลับ ใบหน้าแบ่งรับแสงไฟ ระบายไอเย็นขาว “ฉันเจอบางอย่างตรงร่องรอยริมแม่น้ำ ดูเหมือนเครื่องรางเก่า จะพาไปดูไหม?”
โทนตั้งท่าลังเล หัวใจเต้นแรงด้วยความอยากรู้ แต่แฝงด้วยหวาดกลัว เขาพยักหน้า
ทั้งสามเดินแทรกผ่านแนวต้นสน เปลวโคมไฟในมือน้ำขิงกวาดผ่านเงาไม้จนเห็นรอยเท้าลึกเข้าไปในหุบหิมะ ริมน้ำแข็งแตก มีเครื่องรางไม้ผูกริบบิ้นสีส้มตกค้าง
โทนนั่งลง ลูบเครื่องรางนั้นเบา ๆ ลมหายใจชื้นฉ่ำเกือบกลายเป็นไอน้ำ “เตย ไม่เคยออกมาริมแม่น้ำถ้าไม่จำเป็น”
น้ำขิงก้มตัว ลมหายใจใกล้หูเข้ามา “หรือใครพาเธอออกมา”
เจนหรี่ตา มองแผนที่กระดาษยุ่ยบนมือ “ตำแหน่งนี้… มีคำเล่าลือว่าห้ามเดินเข้าไปกลางดึก มีแต่คนหายที่ไม่กลับมา”
โทนกลืนน้ำลาย ใจกำลังแยกแตกออกเป็นสองทางระหว่างสัมผัสกลัวและศรัทธาในความหวัง
เสียงแว่วบางเบาจากแม่น้ำเหมือนใครเพรียกหา เจนพ่นลมหายใจกลบความกลัว “ไปต่อดีกว่า เราไม่มีทางเลือกแล้ว”
แต่โทนนิ่งคิด “ถ้าเป็นกับดักล่ะ?”
น้ำขิงมองตาเขาเนิ่นนาน “อย่าให้ความกลัวหยุดเรา ไม่มีทางรู้ นอกจากเดินไปให้รู้เอง”
ทั้งสามมุ่งสู่เส้นทางแคบ ไฟโคมเริ่มสั่นไหวเมื่อสายลมแรงขึ้น หิมะโปรยลงใบหน้า ฝีเท้าทุกย่างใกล้จุดที่เสียงปริศนากระซิบดังขึ้นข้างหู โทนขบฟันแน่นจนน้ำตาเอ่อฝืนทน ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับใจและอดีตที่ยังไม่จาง
แสงจันทร์ส่องกระทบปลายหิมะจนพราวสาย เจนผละไปข้าง ๆ พลันสะดุดสายตากับเงามืดของชายชราในชุดขนสัตว์ จ้องมายังพวกเขาไม่กะพริบ
โทนชะงัก ก่อนกลั้นหายใจ “มีใครอยู่ที่นี่?”
น้ำขิงเลื่อนโคมไปยังร่างนั้น ชายชรายังนิ่งเงียบ สองแก้มแดงกร่ำ ผิวหยาบกร้านด้วยรอยลมหนาว
เจนกัดปาก “เคยได้ยินตำนานว่าชายคนนี้คือผู้ดูแลความลับริมแม่น้ำ… เข้ามาใกล้ไม่ได้”
โทนกลืนน้ำลาย “แต่พี่สาวฉัน…”
ชายชราราวกับฟังอยู่ แม้มองไม่ชัดแต่เหมือนขยับปาก กล่าวประโยคโบราณที่แฝงด้วยคำเตือน
สายลมเปลี่ยนแรงขึ้นจนทุกคนต้องก้าวถอยหลัง เครื่องรางสั่นระรัว ก้องด้วยเสียงไม้กระทบกันเหมือนสะกดคำสาปที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย
โทนตัดใจยืนขึ้น “ไม่ว่ายังไง ฉันจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะเจอเตย”
น้ำขิงเก็บโคมไว้ที่อก เจนขยับเข้ามาข้าง ๆ “นายไม่จำเป็นต้องเดินลำพังเราจะช่วยกันทุกทาง”
คลื่นหิมะกลบเสียง กายร้าวไปด้วยหนาวสั่นแต่ดวงตาทั้งสามยังสดใส มีประกายแห่งคำสัญญาและศรัทธาต่อกัน
รุ่งเช้า โทนเดินหน้าหมู่บ้านกับน้ำขิงและเจน โดยมีเครื่องรางติดตัว สายลมกราวผ่านเปลวไฟประจำทางเดิน เจนหยิบภาพวาดโบราณจากสมุด ส่องกับแสงแดดยามเช้า เห็นรอยข่วนสีแดงซุกซ่อน สัญลักษณ์แห่งความลับ
โทนจำได้ทันทีว่าเคยเห็นรอยนี้ที่แผ่นไม้หลังบ้านเตี่ย ชีพจรเขาเต้นรัว น้ำขิงหวงแหนเครื่องรางแน่น หลบตาเล็กน้อย “พ่อเคยพูดว่าของแบบนี้ ไม่ควรแตะต้อง”
เจนพยายามอ่านภาษาท้องถิ่นเสียงเบา “ตรงนี้แปลว่า ‘ผู้สืบความลับจะกลายเป็นผู้ถูกแลก'”
โทนลังเล เขาสัมผัสถึงความกลัวที่คุ้นเคย มันคือความรู้สึกตอนพ่อและแม่จากไป เขาไม่กล้าเชื่อใจใครนับแต่นั้น แต่คราวนี้ เขาต้องเดินหน้าต่อ
น้ำขิงเดินไปด้านข้าง ก้มพูดเบา ๆ “ถ้ากลัว ฉันจะอยู่ข้าง ๆ จนจบทาง”
โทนสูดลมหายใจลึกก่อนจะตอบ “ฉันจะเดินไปกับเธอ… และเจนด้วย”
ทั้งสามวางแผนแทรกเข้าในบ้านร้างข้างแม่น้ำ จังหวะที่เปิดประตูเสียงบานไม้ครางอึง ภายในเงียบงัน มีแต่กลิ่นอับของกระดาษเก่า ๆ และเตาฟืนเย็นเยียบ
โทนเดินสำรวจ เจอนาฬิกาหยุดเดินกับรูปถ่ายขาด ๆ เขาเถียงกับตัวเองเรื่องจะเดินหน้าต่อหรือถอยกลับ แต่น้ำขิงตัดสินใจเด็ดขาด “ถ้าพี่เตยยังอยู่ ต้องมีร่องรอยอะไรที่นี่”
ขณะกำลังค้นหา เสียงกระทืบเท้าหนักดังขึ้น โทนใจเต้นแรง มือกำเครื่องราง น้ำขิงรีบดับไฟ เจนก้มตัวซ่อนใต้โต๊ะ
ประตูเปิด น้ำเสียงผู้ใหญ่แหบพร่าดังขึ้น “ค้นให้ทั่ว อย่าให้ใครรอดออกไปได้!”
ทั้งสามกลั้นหายใจ สายตาสบเจอกัน เหงื่อไหลเย็นเหน็บ
เสียงฝีเท้าและเงามืดย่างกรายใกล้เป็นเงาตะคุ่มโอบล้อมบ้านร้าง ลมหิมะกรู่แรงขึ้น กระจกหน้าต่างสั่นระรัว โทนหลับตาแน่น คำสาบานแว่วในใจ “ขอให้คืนนี้จบลงด้วยการพบเตยปลอดภัย”
จู่ ๆ เสียงโขกไม้กระจอกงอกออกมาจากใต้ถุนบ้าน น้ำขิงดันโทนให้ขยับตาม เงียบ ๆ ไปตรงพื้นไม้ผุ แต่มือโทนพลั้งไปแตะให้เกิดเสียงดังขึ้นมาเฉียบพลัน
ผู้ใหญ่ชายสองคนพรวดเข้ามา กระชากผ้าคลุม เจน มองตาโทนด้วยสายตาโกรธปนกลัว “นายทำให้เราถูกจับ!”
โทนสั่นสะท้าน เขารู้ว่าทั้งหมดเกิดจากความเร่งรีบและความกลัวตัดสินใจผิดพลาด
น้ำขิงหันไปต่อรองอย่างกล้าหาญ “ถ้ามีปัญหาโทษฉันคนเดียว! อย่าทำอะไรเพื่อนฉัน!”
หนึ่งในผู้ใหญ่สายตาแข็งกร้าวยิ่งขึ้น “ใครสั่งให้พวกเธอมาตรงนี้!”
เจนมองโทนผ่านม่านน้ำตา กระซิบอย่างร้าวราน “จริง ๆ ฉันกลัว… แต่เลือกเดินมาถึงที่สุดแม้ต้องพบจุดจบ”
จังหวะนั้น เสียงกรีดร้องหายใจเฮือกสุดท้ายของเตยดังมาจากหลังบ้าน โทนผลักตัวเองให้พ้นเงาขู่ของผู้ใหญ่ พุ่งไปยังต้นเสียง
เขาเห็นเตยผูกมัดแน่นอยู่กับคานไม้ ดวงตาเปื้อนน้ำตา ร่างกายเย็นเฉียบสีหน้าอ่อนแรง
โทนปล่อยเชือกออก ใบหน้าสันกรามสั่นด้วยอารมณ์ถาโถม “ฉันขอโทษ…ที่ปล่อยเธอต้องเจอกับเรื่องนี้”
เตยกระซิบเสียงพร่า “อย่าเสียใจ นายเป็นคนเดียวที่ฉันเชื่อใจได้มาตลอด”
เสียงเอะอะข้างในบ้านทำให้ทั้งกลุ่มวิ่งออกไปเผชิญหน้าความจริง ชายชรานั่งตัวแข็ง มือกำเครื่องรางแน่น เสียงสั่นเครือ “พวกเจ้าตามความลับโบราณจนพบทางออก…แต่จงรู้ว่า ต้องยอมเสียบางอย่างถึงจะได้คืน”
น้ำขิงนั่งทรุดเจ็บขา เจนช่วยประคอง เพื่อนทั้งสามกอดกันแน่นท่ามกลางสายลมพายุที่กำลังคลายตัว ทุกคนเหงื่อตกและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย น้ำขิงพึมพำผ่านเสียงสะอื้น “เรากลับบ้านกันเถอะ…”
รุ่งเช้า หมอกจางลง หมู่บ้านเหมือนจะสดใสขึ้น ชาวบ้านออกมากวาดหิมะหน้าบ้าน เงาฟ้ายังเย็นแต่หัวใจทุกคนเริ่มมีประกายเมตตา โทนเดินผ่านกลุ่มผู้ใหญ่ไม่ก้มหน้าอีก ความกลัวที่เคยเป็นกำแพงเริ่มสลาย
เตยจับมือโทน “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฉันไว้เบื้องหลัง” เจนและน้ำขิงยิ้มบาง ๆ ทั้งสามเดินเคียงผ่านหมู่บ้าน ตาก็จับแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่เฉียดหลังคาไม้โบราณ
โทนหันมองท้องฟ้า ลมหายใจอบอุ่นในอากาศหนาวปรากฏเป็นละอองขาว เขารู้ว่าตั้งแต่วันนี้ ไม่มีความลับใดหรือความกลัวใดที่เขาจะไม่กล้าเผชิญหน้าอีกต่อไป