ลวดลายบนฟ้าเมืองหิมะ
เสียงรองเท้าบูทกระทบหิมะ กึกก้องใต้ท้องฟ้าสีเงิน เวหาเร่งฝีเท้าขึ้นเนินหลังหมู่บ้าน พลางสูดลมหายใจลึกจนน้ำแข็งกัดหน้า ‘อย่าบอกนะว่าวันนี้ก็จะเห็นแต่ความว่างเปล่าอีก’ เขาพึมพำ รู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาทำงานสอดส่องหิมะตามคำสั่งของพ่อทุกเช้า จุดประสงค์จริงๆ คือให้ดูว่าน้องชายแอบไปเล่นที่ไหนอีกหรือไม่ แต่น้องก็หายตัวไปกว่าแปดวันแล้ว ความเงียบปกคลุม เขาใจเต้นแรงเพราะจำได้แม่นถึงเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่ได้ยินในวันที่หิมะถล่มไม่นานมานี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!‘เวหา! หยุดก่อน!’ เสียงแหลมเล็กแว่วขึ้นมาข้างหลัง อัญชิชาในเสื้อโค้ทขี้ม้าตัวโตรีบวิ่งแตะหิมะจนปลิวขาวโพลน เวหาหันไปจ้องเธอขมวดคิ้ว ‘ตามมาทำไม’
‘ฉันได้ยินบางอย่าง มีเสียงเหมือนใครเรียกจากแนวป่าสน’ อัญชิขามองไปรอบๆ สายตาตื่นกลัวแต่ดื้อรั้น เวหาพยายามจะพูดให้อีกฝ่ายกลับไป แต่เสียงลมก็พัดวูบหอบเอาคำพูดนั้นหายไป
ทั้งสองยืนอยู่ชั่วขณะ ท้องฟ้าเหนือยอดเขาบางๆ มีแสงสีรุ้งอ่อนวาดเป็นลายคล้ายคลื่น เวหารู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง สายตาอัญชิชาหันกลับมาหา ‘นายกลัวเหรอ’
เขายืนนิ่งไม่พูด อายที่จะยอมรับว่าตัวเองกลัวจริง ทั้งการสูญเสียน้องชาย ทั้งเสียงประหลาดและเรื่องคำสาปที่ผู้ใหญ่ไม่เคยพูดเต็มปาก
‘ไปด้วยกันไหม ถ้าเจออะไร นายจะได้ไม่อยู่คนเดียว’ เธอชวนด้วยรอยยิ้มชั่วครู่ แต่เสียงนั้นสั่นไหวเล็กน้อย
‘โอเค อย่าหลงนะ’ เวหาสบตาไว้นาน ก่อนโบกมือให้อัญชิชาก้าวลุยหิมะนำไป
ระหว่างเดิน ทั้งสองเงียบอยู่นาน จนกระทั่งอัญชิชาหยิบไม้แกะสลักลวดลายประหลาดจากกระเป๋าเสื้อออกมาถาม ‘เคยเห็นแบบนี้ไหม พ่อฉันเจอมันกลางป่าเมื่อย้ายมาใหม่ บอกว่ามีไว้ป้องกันคำสาป’
เวหาเพียงก้มมอง ไม่รู้จะตอบอย่างไร แววตาเขาหนักอึ้ง เขานึกถึงคำพูดของผู้เฒ่าที่ว่า ‘ลวดลายบนฟ้านั้นบอกโชคชะตาของทุกคนที่นี่’ เวหายอมรับไม่ได้กับความกลัวที่เก็บงำในใจ
จู่ ๆ เสียงหิมะยวบยาบใต้เท้าดังขึ้น เมื่อพวกเขาร่อนลงไปในโพรงเล็ก ๆ ในป่าสน สิ่งที่รออยู่คือหินก้อนใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายใบหน้าคนและลวดลายโบราณจารึกไว้ เด็กสองคนหยุดชะงักด้วยความตื่นตะลึง
‘กลิ่นเหมือน… ความทรงจำ’ อัญชิชาเอ่ยเสียงเบา ขณะที่เวหาเบือนหน้าหนี เสียงก้องสะท้อนในหัว ‘กล้าไหม ถ้าความจริงมันทำให้ต้องเสียมากกว่าเดิม’
‘ถ้าย้อนอดีตได้ นายอยากเปลี่ยนอะไรไหม’ อัญชิชาถามขณะที่เอามือลูบลายบนหิน เพียงสัมผัสนั้น เบื้องหน้าเกิดเงาตะคุ่มบิดเบี้ยว เวหาหันรีหันขวาง รู้สึกทั้งหวาดกลัวและใคร่รู้
ร่างเงาดำคล้ายเด็กผู้ชายยืนอยู่หน้าหิน แววตาซึมเศร้าราวกับจะร้องไห้ ‘มารับฉันที’ เสียงกระซิบแผ่ว เบาหวิวแต่ตรึงจิตใจ เวหาลังเล มือสั่นจนแทบถืออะไรไม่อยู่
‘น้องภู… เป็นนายจริงเหรอ’ เสียงเวหาสั่นพร่า
อัญชิชาเหลียวมองเขา ก่อนกระซิบ ‘ถ้าความทรงจำคือคำสาป นายจะเลือกอยู่กับมัน หรือปล่อยให้มันล่องลอยไปกับหิมะ’
เวหาหลับตาทำใจ ถือไม้แกะลวดลายมาแนบอก สูดหายใจลึก แล้วตัดสินใจพูดกับเงาดำ ‘ถ้านายยังอยู่ที่นี่ ฉันขอใช้ความกล้าตัวเองเพื่อเข้าไปหาและให้อภัยทุกสิ่งที่ฉันทำผิดพลาด’
แสงสีฟ้าอ่อนกำลังไหลวนเหนือผืนฟ้า กระซิบเรียกความทรงจำในอดีตที่ฝังใจเวหา ความรู้สึกนั้นหนักหน่วงจนแสบตา เขาเดินเข้าใกล้เงาดำนั้นและยื่นมือออกไป เสียงร้องไห้และเสียงหัวเราะปะปนกันในภาพหลอนเบื้องหน้า
ทันทีที่เวหาสัมผัสตัวเงาดำ ทุกอย่างหมุนวนเหมือนอยู่กลางพายุหิมะ เขาเห็นภาพน้องชายที่จากไป วันหิมะถล่ม และตอนที่ตัวเองไม่กล้าเข้าไปช่วย เวหาทรุดลงกับพื้นน้ำตาไหลเสียใจมากกว่าครั้งไหนในชีวิต
‘นายปล่อยไปไม่ได้จริง ๆ ใช่ไหม’ อัญชิชาวางมือบนบ่าของเวหา สิงห์ในดวงใจเขาสัมผัสถึงความอบอุ่นที่เธอมอบให้ การให้อภัยตัวเองค่อย ๆ แทรกซึมจนเกิดความสงบแปลกประหลาด
‘ขอโทษนะ ภู… ขอโทษจริง ๆ’ เวหากระซิบกับภาพตรงหน้า ก่อนเงาดำจะค่อย ๆ หายไปพร้อมกับแสงสว่างที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เกิดลวดลายเรืองรองเคลื่อนไหวงดงามเหนือศีรษะ
ลมเย็นปะทะใบหน้าขณะบนฟ้ามีเส้นสายรูปคลื่นและเสียงประหลาดสงบราวกับทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ เวหารู้สึกว่าน้ำหนักใจเบาลง เขาหันไปสบตาอัญชิชา ยิ้มจาง ๆ เป็นครั้งแรก
‘นายกล้ากว่าที่คิดนะ’ อัญชิชากระซิบ
‘ฉันยังกลัว แต่ก็พร้อมจะเจอกับวันข้างหน้า’ เวหาตอบเสียงสั่น กลิ่นไอหิมะและแสงไฟจากหมู่บ้านเริ่มอบอุ่นขึ้น
เสียงกริ่งโบสถ์กลางหมู่บ้านดังแว่วมา บรรยากาศเย็นชืดกลับอบอุ่นอย่างประหลาด เด็กทั้งสองเดินออกจากป่า วิวหิมะระยิบระยับ ผืนฟ้าเหนือหมู่บ้านเต็มไปด้วยลวดลายความทรงจำที่ไม่มีวันจาง
เมื่อรุ่งสาง เจ้าผู้เฒ่าเดินออกมาต้อนรับเวหากับอัญชิชา เขายิ้มให้อย่างรู้ทัน ‘ถึงเวลาแล้วสินะ เด็กหนุ่ม’ เขาวางมือกับไหล่เวหา เบา ๆ ‘เมื่อมันถึงเวลา ครอบครัวไม่ใช่แค่สายเลือด แต่คือทุกคนที่กล้าเผชิญความกลัวเพื่อปกป้องกันและกัน’
‘ผมขอเก็บความทรงจำนี้ไว้ แม้บางส่วนต้องลบเลือน’ เวหากล่าวกับสายลมรูปเงาบนหิมะ
อัญชิชายังอยู่ข้างกาย เวหาไม่อาจรู้อนาคตว่าเธอจะอยู่หรือไป แต่เขาไม่กลัวการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป บทเรียนจากค่ำคืนใต้ลวดลายฟ้าหิมะคือความกล้าให้อภัยและก้าวเดินต่อ แม้หัวใจต้องเปียกปอน
ฟ้ารุ่งแจ้งพร้อมร่องรอยลวดลายสว่างจางบนผืนฟ้าขาว ทุกคนในหมู่บ้านออกมามองมันด้วยหัวใจที่ถูกเยียวยาอย่างแผ่วเบา เวหายิ้ม ขณะอัญชิชากุมมือเขาไว้แน่น
เสียงหิมะบดเบาใต้เท้า กลายเป็นดนตรีเงียบงันในฉากสุดท้าย ทุกคนรู้ดีว่าแม้หิมะจะละลาย แต่ความกล้าหาญในค่ำคืนนั้นจะคงลวดลายไว้บนฟ้าไปชั่วนิรันดร์