เสี้ยวแสงกลางหิมะ
กระจกหน้าต่างร้านกาแฟเก่าบนถนนสายหลักของเมืองฮิมาเระจับเม็ดหิมะบางเบาไว้ นอกนั้นเป็นภาพชาวเมืองในเสื้อกันหนาวสีซีดเดินช้า ๆ เสียงไฟฟ้าสั่นพร่าในแสงจางของบ่ายวันหนึ่ง เฟิร์นดึงซิปเสื้อให้แน่นขึ้น เงยหน้ามองป้ายราคาขนมที่เขียนด้วยลายมือเหมือนเดิมทุกวัน แต่ในสายตากลับมีบางอย่างผิดปกติ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ที่โต๊ะริมหน้าต่าง ศรัณย์วางแก้วโกโก้ร้อนลงบนโต๊ะ ฝ่ามือซ่อนรอยแผลถลอก เฟิร์นมองเพื่อนพลางกัดริมฝีปาก ศรัณย์พูดเสียงเบา “คืนนี้เอาไงดี ไปกันนะ เฟิร์น”
เฟิร์นปฏิเสธแผ่ว ๆ “คืนนี้หิมะจะตกหนัก ออกไปนอกเส้นแบ่งมันไม่ปลอดภัย”
แต่แววตาศรัณย์กลับเย็นเยียบ “ฉันอยากรู้ว่าข้ามขอบเมืองมันมีอะไร”
เฟิร์นรู้ดีว่าคำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่ความรู้สึกเยียบเย็นเกาะกุมใจเขาไว้ ทุกคืนถนนปลายเขตลาดไม่มีใครย่างกราย ขึ้นป้าย ‘เขตสิ้นสุด’ แล้วก็จบแค่นั้น ไม่มีใครพูดถึงดินแดนหลังเส้นทางหิมะ
เคยมีคำร่ำลือเรื่องคนหาย เด็กคนหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน พี่ชายใครบางคน อาจจะเป็นแค่เรื่องเล่าขู่เด็ก เฟิร์นแม้จะแอบสนใจแต่ไม่เคยกล้าท้าทายขีดจำกัดของตน
จู่ ๆ เสียงเคาะหน้าต่างดังขึ้น ดึงทั้งสองคนจากความคิด เด็กสาวที่เฟิร์นไม่รู้จักมาก่อนยืนอยู่ข้างนอก เธอสวมผ้าพันคอสีฟ้าอ่อน ตาสีเข้ม เงาขนตาสะท้อนแสงขาว “ระ ผมขอเข้ามาหน่อยได้มั้ยคะ?”
เจ้าของร้านชำเลืองมา ก่อนจะเปิดประตูรับให้ลมหนาวโฉบเข้ามา เด็กสาวคนนั้นพูดว่า “ชื่อวีนา ฉันหลงทางมาจากหมู่บ้านข้าง ๆ”
ทันทีที่สายตาเขาเจอกัน เฟิร์นรู้สึกเหมือนถูกอ่านใจ วีนาวางเป้ลงแทบเท้าและก้มหน้ามองถุงมือขาดๆ ของตัวเอง ศรัณย์สบตาเธออย่างระวัง
บรรยากาศในร้านเหมือนถูกกดทับ เฟิร์นเห็นแม้แต่เจ้าของร้านยังใจลอยสะกิดบางอย่างในอากาศ วีนานั่งลงข้าง ๆ ฝ่ามือเย็นเฉียบแต่มุมปากฝืนยิ้ม “คืนนี้อย่าออกไปนอกเขตของเมืองนะคะ”
ศรัณย์ขมวดคิ้ว “รู้ได้ไง เราจะไปธุระ”
วีนาไม่ตอบ เธอหลับตาเบา ๆ แล้วพูดเหมือนกระซิบ “เมื่อคืนฉันเห็นเงาคน หายเข้าเขตนั้นไป…”
เฟิร์นพยายามแกล้งพูดให้เบาใจ “หรือว่าง่วงแล้วตาฝาดมากกว่ามั้งครับ”
วีนาเหลือบมองเฟิร์นด้วยสายตาสะท้อนความเจ็บลึก ๆ “ฉันเคยสูญเสียพี่สาวไปในหิมะตรงนั้น ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องหลอน”
ความเงียบระหว่างทั้งสามคนหนักขึ้น ราวกับทุกอย่างในร้านหยุดนิ่งไป ชั่วขณะหนึ่งเฟิร์นรับรู้ว่าคนแปลกหน้าคนนี้มาพร้อมเงาอะไรบางอย่าง
ยามหัวค่ำ เฟิร์นเดินกลับบ้าน พลางคิดถึงคำพูดของศรัณย์และวีนา ความรู้สึกผิดที่ซ่อนในอดีตคล้ายจะมากัดกินอีกครั้ง เมื่อห้าปีก่อนวันหิมะแรกของฤดูหนาว เหตุการณ์ที่ยังไม่ได้รับคำตอบยังฝังใจ
ขณะที่เฟิร์นกำลังไขกุญแจประตูบ้าน เสียง SMS ดังขึ้น — ศรัณย์ข้อความสั้น “คืนนี้ฉันจะข้ามไปเอง”
เฟิร์นพยายามโทรกลับแต่ไม่มีใครรับสาย ท้องฟ้าเริ่มมืดมิด หิมะโปรยหนาหนักขึ้น ความอึดอัดในอกเพิ่มขึ้นทุกขณะ
เมื่อเข้าสู่ห้องนอน แสงไฟจากหน้าต่างสะท้อนเงาตัวเองบนกระจก เฟิร์นสบตาตัวเองอย่างลังเล ความกลัวและความหวังปะทะกันในใจ สองภาพที่ตีรวนจนหลับตาไม่ได้
จู่ ๆ มีเสียงข้อความอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ศรัณย์ แต่เป็นหมายเลขที่เขาไม่รู้จัก ข้อความเพียงว่า “ระวังหิมะ…ความลับซ่อนอยู่ใต้เงา”
เช้าตรู่วันถัดมา เฟิร์นรีบร้อนออกจากบ้าน เสียงรถเข็นเกลือโรยหิมะถูพื้นถนน เคลียร์เส้นทางให้เดินได้ ปกติศรัณย์จะรออยู่ที่จุดนัดพบแถวป้ายรถเมล์ แต่เช้าวันนี้ไร้เงา เฟิร์นพยายามโทรแต่สายตัด ฟังเวิ้งว้างลึกลงไปในใจ
เฟิร์นตัดสินใจตรงไปยังเขตปลายเมือง หิมะแน่นหนาและเงียบงัน ถนนรกร้าง เงาตัวเองทอดยาวตามไฟถนนสีสนิม
ในขณะเดินมาตามรอยเท้าที่จางลงเรื่อย ๆ เฟิร์นเห็นถุงมือของศรัณย์ตกอยู่ครึ่งฝังในหิมะ เขาเก็บขึ้นมาถือ รู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านในฝ่ามือ
วีนาโผล่มาอย่างเงียบเชียบ เธอถือกระเป๋าเป้ใบเดิม “เห็นศรัณย์ไหม”
“ไม่เลย” เฟิร์นเสียงสั่น กำถุงมือแน่น “เมื่อคืนศรัณย์ออกมาคนเดียว…ฉันน่าจะห้ามให้เด็ดขาด”
วีนาดูเงียบลงก่อนกระซิบ “ฉันเคยเรียกพี่สาวกลับ แต่เธอไม่กลับมา ฉันก็โทษตัวเอง…ฝืนความกลัวก็เหมือนฝืนหิมะ มันหมุนเวียนตามเรา”
เฟิร์นพยักหน้า น้ำเสียงเหนื่อย “เมื่อคืนมีคนส่ง SMS มา พูดถึงความลับใต้เงา พอจะเดาได้ไหมมันหมายถึงอะไร”
วีนาขมวดคิ้ว “เมื่อคืนเงาพวกนั้นไม่ได้มากมายแค่ในหิมะ มีที่ไหนในเมืองที่ศรัณย์อยากสำรวจมากที่สุด”
เฟิร์นนิ่งคิดถึงโรงหนังเก่าร้าง “โรงหนัง ‘ดาวหิมะ’…”
ทั้งสองมาถึงหน้าโรงหนังร้างในบ่ายที่หิมะโปรย เฟิร์นลูบเสาประตูที่เย็นยะเยือก วีนาลังเล “ที่นี่แหละ…หรือเปล่า”
เฟิร์นก้มลงสังเกตพื้น เงาตะวันคล้ายมีรอยเท้าเล็ก ๆ วิ่งเข้าไปในโรงหนังเก่า เขาผลักประตูเงียบ ๆ บานไม้ลั่นดังเอี๊ยด
ภายในมืดสนิท เศษกระจกกับเก้าอี้พลาสติกพัง ๆ กองระเกะระกะ กลิ่นอับเก่าเต็มบรรยากาศ แสงไฟ LED อันจ้อยจากโทรศัพท์ส่องไปเห็นเพดานประดับหลอดไฟขาดเสียเกินครึ่ง
วีนาเดินนำไปช้า ๆ “พี่สาวฉันหายที่นี่…”
เฟิร์นรู้สึกถึงอาการเย็นเฉียบในอก เงาศรัณย์ซ้อนทับกับภาพเก่าในอดีต “เคยมีเสียงครวญจากใต้ดิน แต่ไม่มีใครกล้าเปิดประตูลงไป”
ขณะนั้นเอง ประตูห้องใต้โรงหนังกระแทกดัง บรรยากาศหยุดนิ่ง ทั้งสองมองหน้ากัน วีนาถือไฟฉายจ่อประตู เฟิร์นสูดลมหายใจลึกก่อนถาม “ถ้าฉันเข้าไปเจออะไรที่กลัวสุดจะเป็นไรไหม”
วีนามองนิ่ง ๆ “พวกเราทุกคนมีความกลัว แต่อย่าปล่อยให้มันล่ามเราไว้”
มือเฟิร์นสั่น ขณะที่หันลูกบิดประตูลงช้า ๆ ประตูไม้เปิดเสียงดัง เอี๊ยด เผยให้เห็นบันไดไม้แคบ ๆ จมลงสู่ความมืดซึมช้า ๆ
กลิ่นดินชื้นและขี้เถ้าฟุ้งขึ้นมา…
…