วังวนแห่งเงา
เสียงรองเท้ากัดกับหิมะแตกกรอบดังขึ้นข้างลำธาร แม้ยังย่ำเช้าแต่สายหมอกขาวก็ม้วนตัวแน่นหนารอบหมู่บ้านบนภูเขา อาเชนยืนยกมือกั้นเปลือกตาจากแสงสะท้อนบนผิวหิมะ เธอหอบกระเป๋าผ้ารอลงไปซื้อของจากร้านชำเหมือนเคย เสียงจีบของหิมะกับบรรยากาศเย็นยะเยือกทำให้ร่างบางยิ่งดูโดดเดี่ยว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาเช้าเป๊ะเลยนะ อาเชน” ฟูจิ ชายหนุ่มผิวเข้มเจ้าของแววตาเจ้าเล่ห์โผล่หน้าจากหลังเคาน์เตอร์ เขายื่นขนมปังห่อกระดาษให้อย่างเป็นกันเอง “หรือรอบนี้มาสอดแนมอะไรกันแน่?”
อาเชนหลบตาแล้วหยิบเงินในกระเป๋า เธอกระซิบเสียงแผ่ว “เมื่อคืนได้ยินเสียงดังจากคฤหาสน์ เจอไหม ฟูจิ?” ความเงียบแทรกกันระหว่างมือที่ยื่นแลกเศษเหรียญ ฟูจิยักคิ้ว “ผีเข้าสินะ คฤหาสน์นั่นมันก็ร้างมาสิบปี”
อาเชนไม่ได้ยิ้มกลับ เธอมองผ่านไหล่ฟูจิไปยังหิมะที่เริ่มปกคลุมต้นสนสีหม่น
บนทางเดินหิมะแน่น รอยเท้าวิ่งฝังอยู่ตื้นๆ ทิศทางมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ร้างข้างแม่น้ำ รอยเท้านั้นเล็ก แผ่วเบา …โบอา
อาเชนขยับริมฝีปากอย่างไม่แน่ใจ น้ำเสียงกระซิบ “โบอาหายไปตั้งแต่เย็นวาน…”
ฟูจิชะงัก สีหน้าปรากฏความลังเล “นั่นอีกละ เธอหายไปบ่อยนี่นา แต่คราวนี้ใช้เวลานานผิดปกติ”
อาเชนเปลี่ยนท่าทาง ความกังวลก่อตัวชัด เธอสบตาฟูจิในที่สุด “ฉันจะตามหาเธอ ไปด้วยไหม?”
ฟูจิหัวเราะห้วนแต่ในตากลับมีความกังวล เขาหยิบไฟฉายและเสื้อกันหนาวอีกตัวโยนให้อาเชน “แล้วเราจะรอดจากผีคฤหาสน์ไหมเนี่ย?”
สองเงาเดินเคียงข้างผ่านซอกต้นสน หมู่บ้านบนภูเขาดูเหมือนจะหลับใหลใต้ผ้าห่มหิมะขาว เสียงหายใจและก้าวเดินเป็นเพียงจังหวะเดียวกับหัวใจที่เต้นระส่ำของทั้งคู่
อาเชนหยุดหน้าคฤหาสน์ ประตูเก่าปลวกแทะปิดสนิทๆ หน้าต่างบางบานแตกร้าวจนเห็นเงาบางอย่างสั่นไหวอยู่ด้านใน เธอลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเล “ถ้าเข้าไปแล้ว…เราอาจเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอจริงๆ”
ฟูจิหัวเราะเบา ๆ “ก็ถ้าเราออกมาไม่ได้ ฉันจะโทษเธอ” เขาหันไปยิ้มให้ แม้จะเสียวสันหลังจนปากแข็งอยู่ก็ตาม
ทั้งสองผลักประตูอย่างระวัง มวลหมอกขาวลอดเข้ามา หอบกลิ่นไม้เปื่อยและฝุ่นขึ้นปะทะปลายจมูก โคมไฟเก่าห้อยไกวตามแรงลม เงาสะท้อนบนพื้นเงียบงันราวกับโลกหยุดนิ่ง
อาเชนส่องไฟฉายจากพื้นขึ้นไปตามผนังปูนร้าว เธอหยุดมองภาพถ่ายขาวดำบนผนัง เห็นหญิงสาวผมยาวยืนเคียงชายหนุ่มหน้าตาเย็นชา ใต้ภาพมีชื่อเขียนด้วยหมึกจาง ๆ ‘แซนดรา & วินต์’
เสียงกระซิบแผ่วดังลอดจากบันไดชั้นสอง อาเชนกำมือแน่น เหลียวตากลับไปหาฟูจิที่ยืนข้าง ๆ
“น่าจะเป็นแมว หรือไม่ก็ หนู” ฟูจิกระซิบปนหัวเราะกลบเกลื่อน แต่ปลายนิ้วกลับกำไฟฉายแน่น
อาเชนเดินขึ้นบันไดอย่างระวัง แว่วเสียงขูดกระจกแผ่วเบา เธอสะดุดกับกองจดหมายเก่า ร่วงลงมาทับกัน ฟูจิเก็บขึ้นมาอ่านแล้วชะงัก “อาเชน ดูนี่… มีจดหมายที่เขียนชื่อโบอาอยู่”
เสียงขูดกระจกดังชัดขึ้น ทั้งสองหันควับไปทางหน้าต่างฝ้า เห็นเงาร่างเลือนรางคล้ายเด็กสาวผมหยิกเดินผ่านไป
“โบอา!” อาเชนร้องเรียก เธอรีบวิ่งตามเสียงฝีเท้าถี่ลงไปยังห้องเก็บของใต้บันได ปึกจดหมายร่วงค้างบนบันได
ห้องแคบอบอ้าวมีแสงไฟจากหน้าต่างเล็กๆ หลอมรวมแสงจันทร์กับแสงไฟฉาย เงาลวดลายวุ่นวายบนพื้น อาเชนยืนนิ่ง หายใจเข้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “โบอา ถ้าเธออยู่…ออกมาหน่อย”
ความเงียบหนาวเหน็บปกคลุมอยู่นาน ก่อนเสียงกรีดร้องแผ่วเบาดังสะท้อนลึกออกมาจากผนัง ฟูจิถอยหลบแทบสะดุดถัง
เงาร่างเด็กสาวปรากฏขึ้นกลางความมืด ผมหยิกยุ่ง เธอกอดอกซีดเซียว ตาโตเบิกกว้าง ริมฝีปากขยับแผ่วเบา “อาเชน เธอเห็นฉันไหม”
อาเชนตะลึง เธอก้าวขึ้นสองก้าวแต่แทบจะปล่อยไฟฉายหล่น โบอาหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลสีจางๆ ที่ค่อย ๆ เลือนหายไป
ฟูจิมองไปที่ภาพถ่ายขาวดำที่ร่วงลงมากองกับพื้นอีกฉบับ บนหลังภาพเขียนว่า ‘หลุดพ้นจากวังวน…พ้นจากเงา’ เขาหรี่ตาไตร่ตรอง เงามือสะท้อนบนผนังอยู่ข้างเตาผิง
อาเชนพูดด้วยเสียงสั่น “โบอา เกิดอะไรขึ้น ใครบาดเจ็บเธอ?”
โบอาขยับปาก คล้ายอยากพูดอะไรแต่หันหน้าหนี มือเย็นเฉียบยื่นมาสัมผัสข้อมืออาเชน “ออกไป…อย่าเข้ามาในวังวน”
วินาทีต่อมา เงามืดแผ่ขยายทั้งห้อง เกิดเสียงร้องโหยหวนคล้ายคนพยายามตะโกนออกจากความมืด ก่อนที่โบอาจะหายลับไปในเงานั้น
อาเชนทรุดนั่งกับพื้น พึมพำกับตนเอง “นี่มันอะไรกัน… ฉันไม่กลัวอะไรแบบนี้”
ฟูจิเดินเข้ามาประคองไหล่ “บางทีต้องหาทางอื่น พรุ่งนี้ลองถามยายหอมดู เธอเคยเป็นแม่บ้านบ้านนี้”
เช้าวันใหม่ เสียงระฆังโบสถ์ตีผ่าหมอกสื่อประกาศว่าเช้าได้เริ่มขึ้นจริง เด็ก ๆ วิ่งเล่นไปตามซอกหิมะโดยไม่รู้เลยว่าภัยเงียบซ่อนอยู่หลังเงาทอดยาวของคฤหาสน์
อาเชนนั่งตรงขอบระเบียงบ้านยายหอม หญิงชราตาหรี่รอยยิ้มบาง เธอลูบผ้าพันคอพลางเหลียวตามสายตามองคฤหาสน์
“เด็กๆ สองคนใจกล้าดีนะ อยากรู้เรื่องของคฤหาสน์หรือ?” ยายหอมถามพลางชำเลืองตาฟูจิ
ฟูจิอมยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าเล่าให้ฟัง พวกหนูจะช่วยเก็บกวาดบ้านให้หนึ่งอาทิตย์”
ยายหอมหัวเราะเสียงแหบ “บ้านหลังนั้นเคยมีแต่เรื่องเศร้า เจ้าของสองคนรักกันจนถูกคนในหมู่บ้านขับไล่ ร่ำลือว่ามีคำสาปเมื่อมีใครพยายามเข้าสู่บ้านในค่ำคืนหิมะตก”
อาเชนนั่งนิ่ง สีหน้ากังวล “ถ้าอยากช่วยโบอาจริง ต้องเจอแซนดราก่อนใช่ไหมคะ?”
ยายหอมยิ้มปริศนา “หรือเจอเงาของเธอ”
อาเชนหันมาสบตากับฟูจิ ตั้งใจขึ้นอย่างที่ไม่เคย “คืนนี้เราต้องเข้าไปที่คฤหาสน์อีกครั้ง”
ก่อนพระอาทิตย์ตก ทั้งสองเตรียมข้าวของแอบแฝงเสียงขับซอกบ้าน เงาจากหิมะทาบทับสองร่างไว้เหมือนจะหลอมรวมเข้าสู่รอยต่อระหว่างฝันกับจริง
ประตูคฤหาสน์เปิดกว้างรับผู้มาเยือน เงาโบอาฉายบนผนัง อีกเงาหนึ่งสูงใหญ่อยู่เคียงข้างอาเชน ประสานสายตากับร่างในกระจกแผ่นใหญ่ ฝุ่นจับแน่นจนแทบมองไม่เห็นตัวเอง
“เธอเชื่อไหม ว่าเงาของคนเราสามารถทำให้ใครสักคนติดกับอยู่ในบ้านได้?” เสียงผู้หญิงแว่วมาในห้องโถง
อาเชนยืนกำมือแน่น ตาแดงเรื่อ “ออกมาเถอะ แซนดรา ถ้าเธอคือเจ้าของคำสาป ฉันยอมแลกทุกอย่าง ขอให้ปล่อยโบอาไป!”
เงาร่างสีจางปรากฏ กลิ่นหิมะเย็นปะทะจมูก “แล้วเธอยอมแลกความทรงจำเกี่ยวกับคนที่เธอรักมากที่สุดได้ไหม?”
ฟูจิอึ้ง เงียบไปขณะหนึ่ง อาเชนสั่น พยายามกลั้นน้ำตา ความลังเลพุ่งพล่านในใจ
เธอหันมามองโบอาในเงามืดที่ยืนซ่อนหลังผนังน้ำแข็ง อาเชนสูดลมหายใจยาว “ฉันยอม…”
ในวินาทีนั้น แสงสลัวในคฤหาสน์พลันกลายเป็นประกายเจิดจ้า เงาแตกกระจายเป็นสายรุ้ง โบอาค่อย ๆ เดินออกจากวังวนเงา น้ำตาไหลพรากบนใบหน้า
ฟูจิประคองอาเชนที่น้ำตาไหลพราก มือเย็นเฉียบริ้วรอยน้ำแข็งแตะปลายนิ้ว เธอเงยหน้ามองความว่างเปล่าในหัวใจ รู้สึกได้ว่าความทรงจำบางส่วนกลายเป็นเพียงเงาจาง ๆ ที่ไม่มีวันได้คืนมา
เช้าวันต่อมา หมู่บ้านใต้หิมะค่อย ๆ ตื่นขึ้นอย่างเงียบงัน อาเชนยืนบนลานกว้าง ใบหน้าสงบในแววตาแม้จะสูญเสีย บนข้าง ๆ มีโบอายิ้มจาง ฟูจิเดินเข้ามาพร้อมกล่องขนมปังเก่า ๆ ยื่นให้อย่างสนุกสนาน
“ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วแหละ แต่เรา…ยังอยู่ด้วยกัน” โบอากระซิบ
อาเชนยิ้มรับ แววตาเศร้าเคลือบยิ้มจาง รอยเท้าทั้งสามคนประทับไว้บนหิมะใหม่ ราวกับเป็นคำสัญญาว่าทุกความลับของคฤหาสน์นั้น ได้ถูกคลายออก พร้อมกับหัวใจที่เข้มแข็งกว่าเดิม