เส้นทางลึกลับแห่งสีคราม
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังลอดออกมาจากห้องรวมขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยผลงานศิลปะปะปนกับความวุ่นวาย กลิ่นสี น้ำมันสน และฝุ่นกระดาษพ่นตลบคละคลุ้งในอากาศ ขิมนั่งก้มหน้าตัดกระดาษโปสเตอร์อยู่ริมหน้าต่าง มือซ้ายหมึกเปื้อนเป็นคราบโดยไม่สนใจ เธอหรี่ตามองเพื่อนร่วมหออย่างกล้า ที่กำลังพยายามเติมหัวข้อกิจกรรมลงไปในป้ายให้สวยงามตรงจุด กล้าเหลือบมองกลับ ใบหน้าเคร่งเครียดของเขาฉายชัดถึงความกดดันแอบซ่อน ก่อนที่ขิมจะยิ้มกรุ้มกริ่มส่ง ราวกับต้องการแกล้งกลบช่องว่างที่ก่อตัวขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ดึกแล้วเนอะ ยังไม่ออกไปหาอะไรกินกันเหรอ” ออมเอ่ยขึ้น พลางเตะปลายเก้าอี้เบา ๆ เสียงใสเจื้อยแจ้วของออมแตกต่างจากอารมณ์ในห้อง เธอมองกล้า ขิม และก้มเก็บดินสอด้ามสุดท้ายเข้าดินสอกล่อง กล้าขมวดคิ้วพลางตอบ “ขอกวนใจพี่นามก่อนมั้ย เห็นเมื่อคืนแกเดินลงไปใต้ตึกนานผิดปกตินะ” เขาย้อนเสียงเบา ๆ
ขิมเหลือบตามองบันไดวนสีหม่นที่นำลงไปยังชั้นใต้ดิน ซึ่งว่ากันว่าสร้างมาตั้งแต่ยุคก่อตั้งมหา’ลัย นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าใช้ทางเดินนี้ ยกเว้นกลุ่มคนที่กลัวไม่ทันเดดไลน์งานศิลป์เท่านั้น ขิมหยิบไฟฉายมือถือ เดินนำกล้าและออมลงไป ลมเย็นเฉียดหลังตลอดทาง ตอนที่รอยเท้าพวกเขาหยุดหน้าประตูไม้คร่ำครึ ประตูบานใหญ่นั้นดูเหมือนไม่ได้เปิดใช้งานมานาน ลวดลายประหลาดสีฟ้าครามถูกขีดเขียนเป็นเส้นต่อเนื่องพาดผ่านประตูลงไปบนพื้นหายลับเข้าไปในความมืดข้างใน
“ใครว่าไม่มีคนกล้า ขิมเนี่ยแหละ นำเลย” ออมพูดทั้งล้อทั้งท้าทาย เธอจิกตาใส่ ราวกับมั่นใจว่าจะไม่เกิดอะไร
“อย่าเล่นกับทางลงใต้ดินสิ มันเหมือน…” กล้าสอดประโยค “เหมือนจะมีอะไรซ่อนอยู่ข้างในนั่นมานานแล้ว” น้ำเสียงเขาแผ่วเบา ลมหายใจร้อนพ่นผ่านช่องว่างของประตูที่ลมไหลสวนเข้ามา ขิมผลักมือเบา ๆ ไปที่บานประตู มันขยับโดยไม่มีเสียงเอี๊ยด ราวกับถูกดึงดูดด้วยเส้นสายสีครามนั่นเอง
ภายในห้องโถงเล็ก เผชิญหน้ากับแสงสีฟ้าสว่างวาบ เส้นแสงลากพาดพื้นไปหยุดตรงโต๊ะไม้เก่า เจ้าของเสียงกรี๊ดสั้น ๆ ดังขึ้นเบา ๆ ทั้งออมและกล้า ก้าวถอยหลังก่อนออมจะหันไปคว้ากระเป๋าข้างตัวแน่น ขิมกลืนน้ำลาย เหลียวตาไล่ตามเส้นสีฟ้าที่ทอดเข้าสู่ประตูอีกบานหนึ่ง
กล้าหยิบโทรศัพท์ส่องแสงเข้ามุมห้อง สะเก็ดสีฟ้ากระจายระยิบระยับขึ้นโชว์บันทึกเล่มหนึ่ง ฉีกเฉียงอยู่ใต้โต๊ะ “นี่มันอะไร…” กล้าพึมพำ ขิมหยิบมันขึ้นมา คลี่หน้าปกออก อย่างลังเล ก่อนกลายเป็นความจริงจัง บนหน้ากระดาษเส้นจาง ๆ มีลายมือเขียนว่า ‘เส้นทางนี้ ปิดไม่มิด’
ออมทอดมือมาจับแขนขิมอย่างแน่น ลมหายใจติดขัด ก่อนเงียบไปชั่วครู่ “กลับดีกว่านะ ขิม เราไม่ชอบบรรยากาศนี้เลย”
“เดี๋ยว บางทีเราอาจจะต้องเอาไอ้นี่ไปถามพี่นาม เขาอยู่ชั้นห้าใช่มั้ย” กล้าสะกิด ขิมส่ายหน้า “ไม่หรอก เขาคงไม่กล้าเล่าเรื่องอะไรหรอก ดูท่าตอนกลางคืนพี่เขาก็ดูเหมือนมีอะไรติดค้าง”
ทั้งสามคนเดินกลับขึ้นบันไดเงียบ ๆ ขิมรู้สึกถึงความเย็นวาบในอก เหมือนอะไรบางอย่างกำลังดึงเธอกลับไปหาความลับนั้น
ในขณะที่บนชั้นห้า นามนั่งอยู่หน้าแผงหน้าต่างห้อง มองดาวกลางฟ้าดำเงียบ ๆ เขารีบเก็บสมุดลายเก่า ๆ อีกเล่มใต้หมอนเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูช้า ๆ
“พี่นาม มีเรื่องอยากถามค่ะ” เสียงขิมดังขึ้น นามลังเลชั่วครู่ “อืม ว่าไงล่ะ” เขาปิดสมุดเสียงแผ่ว ใจเต้นแรงขึ้น
ขิมส่งบันทึกที่ได้มาให้นาม นามขยับถอยหลัง เหลือบตามองกระดาษแล้วนิ่งอึ้ง ความเงียบขึงชั่วขณะจนกล้าตัดสินใจเป็นฝ่ายพูด “พี่เคยเห็นเส้นนี้มาก่อนใช่มั้ยครับ?”
“ไม่…ไม่รู้ว่าใครหยิบไป เจอในห้องใต้ดินจริงหรือ?” นามถามเสียงสะท้านขณะมองไฟล์รูปที่กล้าถ่ายให้ดูอีกรอบ เขาเริ่มเหงื่อตก เหมือนกับความกลัวบางอย่างกำลังคืบคลานกลับมา
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้น ออมหลีกตาราวกับไม่อยากฟัง นามถอนหายใจ “ขอโทษนะที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไร อย่าไปยุ่งกับมันเลย”
ขิมเม้มปากแน่น ก่อนถามออกไปเบา ๆ “แล้วพี่เคยเสียเพื่อนไปเพราะอะไรแบบนี้หรือเปล่า?” นามชะงักนิ่ง ซ่อนน้ำตาที่ขอบตาขณะตอบ “บางสิ่งไม่ควรพูดถึง”
พอขิมกลับถึงหอ เธอเงียบผิดปกติ ออมเดินตามมาติด ๆ สบตากล้า ทั้งสองยังไม่พูดอะไรกัน เหมือนเต็มไปด้วยคำถามแต่ไร้คำชี้แจง ขิมทิ้งตัวลงบนเตียง ถอนหายใจเบา ๆ พลางจดจำแสงสีนั้นที่ติดตา
คืนต่อมา กล้าแอบลงไปที่ชั้นใต้ดินคนเดียว เขาถือบันทึกไว้ มือสั่นเทา พยายามเดินตามเส้นสีคราม บรรยากาศเย็นยะเยือก เม็ดเหงื่อเกาะบนหน้าผากเขา ขิมที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเห็นเงาคนบนบันได เธอกับออมจึงรีบตามลงไป
“กล้า! นายทำอะไร” เสียงขิมดังขึ้นทันที กล้าหยุดชะงัก “ฉันอยากรู้ว่ามันจะพาเราไปถึงไหน”
ออม คว้าแขนกล้าแน่น ดวงตาหวาดหวั่น “อย่าทำแบบนี้สิ เราต้องอยู่ด้วยกัน อย่าเดินไปคนเดียว”
กล้ามองออมสลับกับขิม เสียงสั่นเล็กน้อย “ฉันรู้สึกเหมือนต้องพิสูจน์ให้ใครสักคนเห็นว่า…ฉันไม่กลัว ไม่เหมือนพ่อ” ประโยคท้ายราวกับเปิดปมลึกในใจกล้า ขิมเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินเข้ากอดกล้าอย่างแนบแน่น เสียงหัวใจของทั้งสองตีกระหน่ำในความเงียบงันสั้น ๆ
ไฟฉายในมือกล้าส่องไปยังประตูบานใหม่ซึ่งไม่ได้เคยเห็นมาก่อน เสียงกลไกขยับเบา ๆ เหมือนกำลังล่อให้เปิดเข้าไป ทุกคนหายใจไม่ทั่วท้องก่อนจะรวบรวมความกล้าเปิดประตูอีกชั้น เส้นแสงสีฟ้าวิ่งนำสายตาไปหยุดกลางห้อง มีเศษผลงานศิลปะ ทับกระดาษและบันทึกฉบับเก่า ๆ กองอยู่
“ดูนี่สิ…มันเหมือนเป็นที่รวมของอะไรบางอย่างที่ไม่ควรอยู่” ออมพูดด้วยเสียงพร่า ขิมเหลือบดูข้าวของในห้องสายตากระตุก เดินเข้าใกล้บันทึกฉบับหนึ่ง ในนั้นมีชื่อของศิษย์เก่าที่เคยหายตัวไป
กล้าชะงัก มองขิมอย่างมีนัยน์ ขณะที่ออมหันกลับไปทางทางเดินที่พวกเขามา “เราควรบอกใครดีไหม?” เธอถามแบบไม่แน่ใจ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเบื้องหลัง ก่อนนามเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ เขาหลบตาทุกคน “พวกเธอไม่ควรมาเจอที่นี่…”
ขิมจับสายตานามไว้แน่น “พวกเราแค่อยากรู้ความจริง พี่ปิดบังอะไรมาตลอด เหมือนวิญญาณของที่นี่กลัวความจริงอย่างนั้นเหรอ?”
นามนิ่งไปนาน ก่อนเสียงพร่าจมลึกเปล่งออกมา “ผมเคยเสียเพื่อนในกลุ่มไปเมื่อปีก่อน—เขาหายเข้าไปในเส้นทางเดียวกัน หยิบของบางอย่างในห้องนี้ แล้ว…ไม่มีใครเจอเขาอีก” น้ำเสียงเศร้าอัสดงฉายความเสียใจและกลัวการต้องเผชิญหน้ากับอดีต
กล้าถามเบา ๆ “ตอนนั้นพี่ทำอะไร บอกใครไหม?”
นามส่ายหน้า “ไม่…ฉันกลัว ฉันกลัวว่าทุกคนจะโทษฉัน หรือจะกลัวหอพักนี้มากขึ้น ไม่มีใครกล้ายอมรับว่าความกลัวนั่นเองเป็นสิ่งที่ทำให้เราหนีความจริง”
ขิมสบตากล้าและออม ก่อนพูดเสียงสั่น “เราควรจะเรียนรู้ที่จะกล้า ไม่ใช่แค่กับเรื่องลึกลับ…แต่รวมถึงความกลัวในใจของเราเองด้วย”
ทุกคนต่างเงียบเป็นเวลานานในห้องสีคราม บรรยากาศหนักราวกับโลกทั้งใบแน่นทึบ สีฟ้าใต้เท้าพาใจล่องไปสู่ความทรงจำที่เจ็บช้ำ ขิมเริ่มร้องไห้เบา ๆ ออมวางมือเบา ๆ บนไหล่ขิม กล้ากุมมือขิมไว้ ทุกความกลัวและความไม่ไว้วางใจหลอมรวมอยู่ในความเงียบนั้น
เช้าวันถัดมา แสงแดดสีอำพันสาดเข้ามาผ่านหน้าต่างบานเก่าของหอพัก ขิมยืนอยู่กับกล้าและออม นามยืนมองพวกเขาจากมุมหนึ่ง ดวงตาเปียกน้ำตาแต่มีประกายใหม่แห่งความหวัง
ออมพูดเบา ๆ “เมื่อคืนพวกเรากล้ากว่าที่ใครเคยทำมา” กล้าพยักหน้า “อย่างน้อยเราก็เลือกเผชิญหน้าเอง ไม่ปล่อยให้ความกลัวควบคุมเรา”
ขิมหันไปมองเพื่อนทั้งสอง “ขอบคุณนะ ที่ไม่ปล่อยให้เราเดินลำพัง” น้ำเสียงอ่อนโยน ปนด้วยความเศร้าระคนโล่งใจ
ทุกคนเดินออกจากห้องใต้ดินใต้แสงแดดยามเช้า เหลือเพียงรอยเส้นสีครามจาง ๆ บนพื้น ราวกับสิ่งเหล่านั้นไม่เคยมีอยู่จริง หรืออาจเป็นเพียงรอยแผลในใจที่รอวันรักษาหาย พวกเขาโอบกอดกันและก้าวออกจากขอบเขตแห่งอดีตสู่ชีวิตใหม่