ธารแดนดาว
เสียงระฆังทองดังแว่วก้องทั่วลานโรงเรียนเวทมนตร์กลางท้องฟ้า ผู้คนที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือสะพานหินท้องฟ้าแห่งเมือง Celestia ชะเง้อเหลียวมองราชินีทรงอำนาจที่ยืนเด่นกลางอัฒจันทร์ลอยฟ้า แสงอรุณสาดลงบนผ้าคลุมของนักเรียนหลายร้อยคน ธารา เด็กสาวผมดำก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างเงียบเชียบ แววตาเธอเต็มไปด้วยความลังเล เธอกำหมับกระเป๋าหนังด้นมือไว้แน่น แต่มืออีกข้างยังคงแตะผ้าเช็ดหน้าเก่า ๆ ที่มอบให้โดยพี่สาว ดาวดึงส์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ธาราสูดลมหายใจลึก ขณะเจ้าหน้าที่เชิญนักเรียนขึ้นแถวยอมรับการเลือกคณะที่จะอยู่ต่อปีแรก เสียงหัวเราะแผ่วเบาแว่วข้างหู “กลัวอะไรอีกล่ะธารา? แค่พูดชื่อคณะที่อยากอยู่สิ” ดาวดึงส์กระซิบยิ้ม หญิงสาวหน้าละมุนในผ้าคลุมสีเงิน เหยียดรอยยิ้ม”อย่าเก็บความฝันไว้แต่ในใจ” แต่ธารากลืนน้ำลาย เสียงของเธอเล็กและสั่น “ฉันกลัว…เลือกพลาด แล้วไม่มีที่ไหนเป็นของฉันเลย”
ราชินีในฉลองพระองค์ขาวนวลทอดพระเนตรนักเรียนทีละคน ธาราเม้มปาก ปลายนิ้วสั่น พยายามซ่อนมือใต้ชายเสื้อ เสียงสั่นพร่าในใจ “ขอให้ปีนี้ผ่านไปได้… ขอแค่พี่ดาวอยู่ด้วย”
เวลาล่วงเลยถึงมื้อเที่ยง โต๊ะอาหารเสียงดังจอแจ “ธารา! ทางนี้!” ดาวดึงส์โบกมือพลางขยิบตา สีหน้ายิ้มแป้น ดูมั่นใจไม่เหมือนธารา “มากินข้าวกับกลุ่มเราสิ นายชื่อ ‘นรากร’ ใช่ไหม?” เธอแนะนำเด็กหนุ่มผมสีส้มกับธารา “แล้วพลัม มีกระเป๋าของนายไหม?” ธารากร เก้ ๆ กัง ๆ ตอบรับ ขณะที่พลัมเด็กหญิงตัวเล็กเอาแต่เงียบ ไม่สบตาใคร
ธารากระซิบกับพี่สาว “ฉันไม่อยากยุ่งกับใครมาก กลัวความวุ่นวาย” ดาวดึงส์ยิ้มบาง “ก็เลยกอดกลัวไว้แทนเหรอ? โลกนี้กว้างกว่าที่กลัวนะธารา”
ในคืนแรก บนระเบียงหอพัก ธารานั่งมองเมืองลอยฟ้าสว่างไสว พลัมเดินมานิ่งข้าง ๆ ไม่เอ่ยคำ ธารารีบแขวนรอยยิ้มกลบเกลื่อน “ดูดาวไหม?”
พลัมพยักหน้า เงียบงัน ก่อนจะพูดเสียงเบา “ฉันเคยคิดว่า…ดวงดาวมักอยู่ไกล แต่มันอยู่บนหัวเราตลอด แค่เราไม่กล้ามองขึ้นไป” ธาราหัวเราะบาง ๆ “กลัวว่าจะหายไปเฉย ๆ ใช่ไหมล่ะ?” พลัมกลอกตา ไม่ตอบ กลิ่นลมยามราตรีแตะปลายผมของทั้งสอง
เช้าวันต่อมา เมื่อธาราเดินกลับหอหลังชั้นเรียน รอยเลือดแห้งปรากฏที่ทางเดินนำไปสู่ห้องพี่สาว ผ้าคลุมซึ่งเคยห้อยประตูถูกฉีกขาด ท่ามกลางกลิ่นเวทมนตร์แรงกล้าจากคำสาปที่ไม่มีผู้ใดรื้อถอน เงียบงันตีตื้นในอกเธอ ธาราฝืนเดินเข้าไป พบเพียงความว่างเปล่า
นรากรถามเบา ๆ “เธอต้องการความช่วยเหลือไหม? ฉันรู้สึกได้ว่าคำสาปนี้แปลก ๆ” ธาราส่ายหน้า “ถ้านายเกี่ยวข้องล่ะ?” เขาถอนใจ “ฉันต่างจากคนอื่น ใช่… แต่ฉันไม่ได้ทำร้ายดาวดึงส์หรอก”
ห้องเรียนเวทมนตร์ถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึม ทุกสายตาจับจ้องธาราด้วยความสงสัย ครูใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบ “ตรวจสอบให้ครบทุกมุม พ่อมดแม่มดก็ทำผิดได้ จะต้องรู้ว่าใครอยู่ตรงนั้นในคืนเกิดเหตุ” ธาราสั่นสะท้าน เจ้าหน้าที่ค้นทุกตู้และโพรงลับ ในใจเธอร้อนรุ่มคำถาม
ดาวดึงส์อยู่ไหน…แล้วทำไมถึงไม่มีใครเชื่อว่าเธอหายไป? หรือเพราะใครบางคนไม่อยากให้ค้นพบความจริง…
ตกค่ำที่ห้องสมุดลับใต้หลังคา ธารา นรากร และพลัมเปิดหนังสือเวทที่ห้ามนักเรียนธรรมดาแตะ ธาราหยิบผ้าคลุมของพี่สาวออกมา มองคราบเลือดด้วยมือสั่น “นายเคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับคำสาปราชินีไหม?” พลัมเลียริมฝีปาก มองต่ำ “ว่ากันว่า…ใครฝืนคำสาปจะถูกกลืนหายไป ไม่มีใครกลับมา เหมือนดาวตกที่ดับกลางหาว”
สายลมเย็นเฉียบวาบเข้ามา ธาราขบฟันแน่น “ฉันไม่ยอมแพ้” ในแววตาปรากฏประกายศรัทธาใหม่
อีกวันหนึ่ง ระหว่างคาบเรียนเวทธาตุน้ำ ธาราทำสมาธิกลางสระใสมรกต ครูหาวิมลสังเกตธารา นรากร และพลัมพลางเอ่ยเสียงเคร่ง “คลื่นจิตของเธอปั่นป่วน ปล่อยใจถ่วงลงท้องฟ้าเถอะ” ธาราหลับตาก่อนพึมพำ “ถ้าใจฉันคลายนะ…ดาวดึงส์จะฟังไหมนะ”
พักเที่ยง เสียงนินทาแพร่กระจาย “ว่าไง พวกเด็กแปลก ธารากับแก๊งคำสาป! กล้าขึ้นโรงเรียนนี้ได้ยังไง” ธาราหัวเราะขึ้นจมูก “เรากลัวก็ว่า…ไม่กลัวก็ซุบซิบ คนเราเนอะ” พลัมเผลอยิ้ม นรากรนิ่งเงียบ ทว่าแววตาดื้อดึงจุดประกาย
เมื่อสืบหาคำสาปต่อในคืนเดือนดับ กลุ่มของธาราแอบเข้าตึกต้องห้าม พลัมปลดกลไกเวทีสนามบินลอยฟ้า เงาทมิฬขวางทาง “มีบางอย่างอยู่ตรงนั้น!” ธาราสบตานรากร เขาพยักหน้าสั้น ๆ ธาราหยิบผ้าคลุมดาวดึงส์ยกขึ้นส่องแสง น้ำตามันรื้น “ฉันต้องเข้าไป ไม่ว่าอะไรจะรออยู่!”
ประตูเวทย์กรอบเพชรเปิดออก เจอกับห้องทรงกลมที่กลางพื้นมีเวทมนตร์หมุนวนเป็นรูปดาว ธาราเดินกลางแสง หลับตาฟังเสียงดวงใจตัวเอง กึก…เสียงครูใหญ่ปรากฏพร้อมองครักษ์ ราชินีตามมาด้วยเฉดเรืองโรจน์ “โฉมหน้าเด็กดื้อสินะ” ราชินีกล่าวเย็นชา
ธาราสั่นแต่ไม่ถอย “ขอความเมตตา ทูลราชินี โปรดบอกความจริงเกี่ยวกับพี่สาวของข้า!” พลัมและนรากรยืนขนาบเคียง สบตาอ้อนวอน ดวงตาเบื้องหน้าของราชินีปรากฏเสี้ยวหนึ่งของความเศร้า
“คนที่กล้าแลกชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่นยากหา” ราชินีกล่าว “ดาวดึงส์ฝืนกฎเข้ามายังห้องต้องห้ามเพื่อช่วยน้องสาวตนเอง ข้าสาปให้นางล่องหน ปกป้องน้องจากเงามืดที่รอจู่โจม ไม่ใช่เพื่อลงทัณฑ์!”
ธาราหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งโกรธทั้งโล่งใจ นรากรพูดโพล่ง “งั้นที่ผ่านมาถูกเข้าใจผิดหมด…” ราชินีมองเด็ก ๆ อย่างเห็นใจ “ข้ารู้สึกรักพี่น้องเจ้าทั้งคู่ เพราะพวกเจ้านั้นคล้ายข้าสมัยเป็นนักเรียน…ด้วยรักและกลัวพร้อมกัน”
พลัมสบตาธาราเบา ๆ “บางทีเราควรให้อภัยตัวเองก่อนเป็นอย่างแรก” ธารากำแน่น เงียบ ก่อนจะถอนใจและปล่อยผ้าคลุมของพี่สาวออกจากมือ
แสงสว่างเปล่งประกายกลางห้อง รูปร่างดาวดึงส์ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น นัยน์ตาแดงก่ำด้วยน้ำตา เธอกอดธาราแน่น “ขอโทษที่ต้องทิ้งน้องไว้ลำพัง ฉันอยากปกป้องเธอ แต่ฉันก็กลัวเหมือนกัน” ดาวดึงส์เอ่ยสั่นเครือ
ธาราซบไหล่พี่สาว น้ำตาอาบสองแก้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ยิ้มทั้งที่ยังร้องไห้ “ฉันให้อภัยทุกอย่างแล้วพี่… พี่มีสิทธิกลัว ฉันก็กลัวเหมือนกัน”
เสียงปรบมือดังก้องจากเพื่อนนักเรียนรายล้อม ราชินีทอดพระเนตรธาราและดาวดึงส์ก่อนตรัสเสียงอ่อนโยน “จงเรียนรู้จากหัวใจตัวเอง ให้อภัย และเดินหน้าต่อ”
แสงแห่งรุ่งอรุณลอยละล่องเหนือ Celestia เงาแห่งอดีตคลายตัวเป็นสายหมอกจาง ๆ ธาราออกเดินไปตามสะพานหินท้องฟ้าพร้อมเพื่อนใหม่ พลัมกับนรากรเดินเคียงข้าง เธอกล้าก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องหวาดกลัวอดีตอีกต่อไป
ดาวดึงส์หันมากอดคอธารา “ตำนานของ Celestia จะมีชื่อเธอด้วย” ธาราหัวเราะแว่ว “เพราะฉันมีพี่…มีเพื่อน…มีตัวฉันที่กล้ากว่าเมื่อวาน”
พวกเขาเดินไปสู่ขอบฟ้าที่พร่างพราวด้วยดาวฤกษ์ ท่ามกลางเมืองลอยฟ้าตระการตา ใต้แสงจันทร์ใหม่ อดีตกับความรักผสานเป็นปีกแห่งเสรีภาพในใจ