ลมหายใจบนเกาะต้องห้าม
แสงแดดสาดส่องแรงกล้าบนผิวน้ำ ขณะที่เรือคายัคไถลฝ่าเกลียวคลื่น รินหยีตา กะพริบมองเพื่อนๆ ที่กำลังเถียงกันเรื่องทิศทาง บิวเอี้ยวตัวพลางยกมือป้องหน้าจากแสง อดที่จะหัวเราะกับน้ำเสียงกระเง้ากระงอดของอปลินไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บิว เราต้องเลี้ยวทางขวาสิ! เกาะอยู่ตรงนั้นเห็นมั้ย!” อรรถเรียกเสียงดัง
“อรรถ นายก็พูดเหมือนรู้ดีนักนี่ ก่อนหน้านี้นายบอกว่าให้ตามฉันเถอะนะ” บิวสวน ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยจากแรงคลื่น
สายใจหันมามองริน คล้ายรอคำตัดสิน รินลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนตัดสินใจชี้ไปทางเกาะที่เห็นเงาผ่านหมอกแดด
“ลองไปตามนั้นค่ะ เดี๋ยวถึงก็รู้เอง” เสียงรินนุ่มเรียบ แววตากังวลแฝงลึกที่ใครก็ไม่ทันสังเกต
ทุกคนพายเรือฝ่าคลื่น คลื่นลูกใหญ่โถมกระหน่ำ เรือโคลงตัว เสียงหัวเราะเจือกลิ่นความตื่นเต้น แต่แล้วฟ้ากลับร้องครืนลั่น คลื่นใหญ่ซัดเข้ามาอีกระลอก เรือหมุนคว้าง ทุกคนร้องเสียงหลง เรือคว่ำ…
พวกเขาตื่นขึ้นท่ามกลางหาดทรายขาว ริมขอบฟ้าไร้เรือ ทุกคนไอสำลักน้ำแล้วค่อย ๆ พยุงร่างลุกขึ้น อรรถเดินมาตบไหล่รินเบา ๆ
“เราอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย?” เขาถาม เบ้ปากเนือย ๆ กวาดสายตาสำรวจไปรอบเกาะ
“เกาะ…ไม่มีบ้านคน ไม่มีสัญญาณ ไม่มีอะไรเลย” อปลินเสียงสั่น บรรยากาศระหว่างกลุ่มเงียบกริบ ชั่วขณะ ไม่มีใครกล้าพูดคำว่า ‘ติดเกาะ’
รินเหลือบมองอุปกรณ์บนฝั่ง มีเพียงกระเป๋าสะพาย กล่องปฐมพยาบาลกับอุปกรณ์ยังชีพเล็กน้อย บิวเดินวนพลางหยิบมือถือขึ้นเช็ค แต่ไม่มีสัญญาณเด็ดขาด
“เล่นตลกเหรอ?” บิวกระซิบเบา ยิ้มแห้ง ๆ แม้ในดวงตาจะมีประกายแห่งความกลัวผสมเศษเสี้ยวความหวัง
ตกเย็น รอยเท้าเล็ก ๆ ของสัตว์ป่าเรียงตามผืนทราย ขณะที่รินพยายามจุดไฟ หลายครั้งไฟดับก่อนติด อรรถอารมณ์เสียปัดฟืนกระจาย
“ขอโทษนะ เราทำเหมือนในหนังไม่เป็นจริง ๆ” สายใจพยายามปลอบ พลางซบหัวไหล่ริน รินยิ้มจาง ๆ กลั้นกังวลไว้ภายใน ยามฟ้ามืด เสียงคลื่นเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจของเกาะ ค่ำคืนแรกของการติดเกาะเริ่มต้น
ที่ข้างกองไฟเล็ก บิวพูดเสียงแผ่ว “จำได้มั้ย เมื่อก่อนเราทุกคนเคยฝันว่ากลายเป็นฮีโร่ ยังเชื่อแบบนั้นอยู่ไหม?”
อปลินหัวเราะไว้กล้อง ๆ “ถ้าฉันเป็นฮีโร่ ตอนนี้คงมีสัญญาณโทรศัพท์หรือเวทมนตร์รอดแล้วสิ” ทุกคนเงียบ ไม่มีใครกล้าตอบ เรื่องราวเพื่อปลอบใจแฝงด้วยความกลัวที่คืบคลาน
รินคะยั้นคะยอให้ทุกคนนอนรวมกัน แต่รุ่งเช้าอรรถกลับไม่อยู่ที่เดิม เสียงหวีดลมบนยอดไม้คล้ายซ่อนเสียงร้องขอความช่วยเหลือ รินตื่นตกใจ รีบออกตามหา
สายใจน้ำตาคลอ “เขาจะเป็นอะไรมั้ยริน? หรือ…หรือมันไม่ใช่แค่เกาะธรรมดา?”
บิวยืนตะลึงมองรอยเท้าซึ่งจมหายไปในป่าลึก “เมื่อคืน…ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ร้องเรียกชื่ออรรถ…”
รินสบตาเพื่อน คำว่า ‘ล้มเหลว’ กลืนอยู่ในใจ คลื่นความหวาดกลัวโถมใส่ ขณะที่พวกเขาเริ่มแบ่งหน้าที่ตามหาอรรถ เจอสิ่งของส่วนตัวของเขาบริเวณหินริมลำธาร แต่มองไม่เห็นตัวอรรถ
กลางวันเปลี่ยนเป็นบ่าย ทุกคนลงมติว่าอรรถคงยังมีชีวิตอยู่ แต่แรงกดดันถั่งโถม รินโทษตัวเองว่าตนเองเป็นคนชี้นำผิดพลาด รินพยามไม่แสดงความรู้สึกต่อหน้าเพื่อน แม้ในใจจะแตกสลาย
ขณะที่ฟ้าค่ำลง กลุ่มเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาของเด็กเล็กในป่า สายใจฟังแล้วผละออกไปยืนตัวแข็ง รินเดินเข้าไปใกล้ กำแขนแน่น
อปลินถามเสียงเบา “ริน เธอมองเห็นอะไรเหมือนที่ฉันเห็นมั้ย…เงาพวกนั้นในป่า?”
รินกวาดตามอง ความเย็นพลันเยือนต้นคอ ภาพเงาดำลอยวูบวาบเหนือเถาวัลย์ “ไม่รู้เหมือนกัน…แต่ฉันคิดว่าไม่ควรเข้าไปใกล้”
คืนนั้น สายใจเดินหายไปจากกลุ่ม ทุกคนลุกฮือ รีบตามหา พบเธอยืนเหม่อริมผาผ่านไอหมอก สายตาเลื่อนลอย
“มีบางสิ่งกวักมือเรียกฉัน…” สายใจพูดเสียงอู้อี้
รินดึงร่างสายใจมากอดไว้แน่น “อย่าไป…เธอต้องกลับไปกับเราให้ได้”
สายใจร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม บิวกับอปลินยืนนิ่ง งุนงงระคนหวาดหวั่น
เช้าวันใหม่ บิวตัดสินใจแอบไปค้นชายหาดหวังเจอซากเรือหรือวิธีกลับบ้าน อปลินเข้าขวาง เกิดปากเสียงรุนแรง
“นายเห็นตัวเองก่อนเถอะ! นายคิดไปเองว่าเราจะรอด นายแค่กลัว กลัว…ว่าตัวเองจะเป็นคนต่อไป!” อปลินตะโกน บรรยากาศตึงเครียด
บิวกัดฟัน “ใช่…ฉันกลัว! ทุกคนมันกลัวหมดแหละ แล้วรินล่ะ เธอไม่กลัวเลยหรือไง?” เขาหันไปถามริน
รินนิ่งเงียบ มือสั่น เธอกลืนคำตอบไว้ในอก
บ่ายวันนั้น พวกเขาพบศาลร้างกลางป่า เชือกป่านผูกเป็นรูปปริศนา ร่องรอยการบูชาเก่าชื่อผู้คนนับสิบในเศษไม้ รินลองอ่านและสัมผัสได้ถึงแรงสั่นประหลาด
“ที่นี่…มันเหมือนกับถูกหลอกหลอน” สายใจพูดเสียงสั่น
“ก็แน่ล่ะ ใครหาเจอที่แบบนี้โดยบังเอิญวะ?” บิวประหลาดใจแต่พยายามซ่อนความกลัว
ในขณะนั้น เสียงหายใจขาดห้วงของอรรถดังก้องในใจริน เธอตัดสินใจรวบรวมเพื่อนกลับคืนนั้น นั่งรอบกองไฟช่วยกันรำลึกความหลัง เพื่อถอดความกลัวโดยไม่รู้ตัว
อปลินค่อยๆ พูดเบา “ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยกลัวความมืด ฉันยังฝันร้ายไม่หาย…ตอนนี้มันจริงกว่าฝันเสียอีก”
รินชูสมุดบันทึกที่เจอในซากศาล ขมวดคิ้ว ไล่ตาอ่านลายมือจาง ๆ ‘ถ้าอยากรอด จงเผชิญหน้าอดีตที่หลอกหลอนใจ’ เธอเงยหน้ามองสายใจ น้ำตารื้นขอบตา
“บางที…เราต้องพูดถึงเรื่องที่เคยกลัวที่สุดจริง ๆ” รินยิ้มเจื่อน
แต่เมื่อถึงคืนนั้น สายใจก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงผ้าพันคอที่ปลิวตกอยู่ในป่า ความเงียบหนักอึ้ง รินทิ้งตัวลงนั่ง รู้สึกสิ้นหวังครั้งใหญ่ บิวน้ำตาซึม เผลอเปิดใจ “ฉันไม่อยากเสียใครอีกแล้ว…ริน ทำไมเธอไม่เคยร้องไห้เลย?”
รินนิ่งอยู่นาน ก่อนสายตาจะเต็มไปด้วยความชอกช้ำ เธอพูดขึ้น “เพราะฉันกลัว…ถ้าฉันร้องไห้ ฉันจะหยุดไม่อยู่ ฉันกลัวทุกคนจะเห็นว่าฉันอ่อนแอ”
บิวแตะบ่ารินเบา ๆ “ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดไปหรอก”
รุ่งเช้า พวกเขาตามรอยเท้าสายใจสู่ส่วนลึกของเกาะ ที่ซึ่งอากาศเย็นยะเยือก ธูปผุกรุ่นเกลื่อนพื้นและกรอบรูปครอบครัวซีดจางวางอยู่ รินยืนอึ้ง น้ำตาคลออาบแก้มเพราะราวกับเห็นเงาพ่อของตนในขอบตา
รินเดินเข้าไปหยิบกรอบรูปขึ้น ดูเหมือนโลกทั้งใบจะเงียบลง บิว อปลินต่างเงียบ คล้ายไม่กล้าแตะต้องความทรงจำ
เสียงลมกรรโชกแรง กระทบยอดไม้ราวมีเสียงเด็กหัวเราะรอดลม รินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กลั้นน้ำตา เธอตัดสินใจยอมรับความกลัวและเศร้าในใจ
“ไม่มีใครต้องแบกอดีตไว้คนเดียว” เธอพูดกับเงาของตนเองในน้ำตาและกับเพื่อน
ทันใดนั้น เงามืดที่เคลื่อนตามพุ่มไม้ค่อย ๆ สลาย ราวกับเกาะทั้งเกาะถอนหายใจโล่งอก กองไฟขยับเปลวขึ้นสูงโดยไม่มีลม
บิวสบตาริน “เธอทำอะไร?”
“ฉันยอมรับว่าเสียพ่อไปแล้ว ฉันให้อภัยตัวเอง…และจะไม่ปล่อยให้ความกลัวคุมใจอีกต่อไป” รินตอบด้วยเสียงนิ่งแน่วแน่
บรรยากาศแปรเปลี่ยน อากาศอุ่นขึ้น จู่ ๆ พวกเขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือห่างไกลและพบกลุ่มชาวประมงมาช่วยเหลือ ท่ามกลางความโล่งใจที่ต้องจ่ายด้วยราคาแพง—สองเพื่อนไม่ได้กลับมาด้วย
เมื่อถึงฝั่ง รินยืนนิ่งทอดมองทะเล กำกรอบรูปแน่น บิวและอปลินอยู่ข้าง ๆ ทุกคนต่างเห็นสายตาซึ่งผ่านประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม
รินไม่ได้เอ่ยอำลาแต่สายตาเต็มไปด้วยการเติบโต เธอน้อมรับความสูญเสีย ยิ้มอย่างกล้าหาญทั้งน้ำตา โลกใบใหม่ตรงหน้ารอให้เธอทบทวนตัวเองและเริ่มต้นใหม่