ความเงียบของภูเขาหิมะ
เสียงเท้าของวนัสกระทบหิมะเบา ๆ ขณะลากกระเป๋าผ่านถนนสายเล็กในหมู่บ้านภูเขา อากาศหนาวเย็นจนรู้สึกเหมือนจะกัดผิว สายตาหลายคู่จากหน้าต่างไม้โบราณจ้องมองเด็กหนุ่มคนนอก เมื่อมาถึงบ้านยาย เขาไม่พูดอะไร ยายยิ้มบาง ๆ พลางยื่นชาร้อนให้ แขนของยายสั่น เธอยังอ่อนแรงจากไข้ แต่แววตาเข้มแข็งและเต็มไปด้วยเมตตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ตลอดวันแรก วนัสหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับใคร ปิดห้องเงียบ ๆ ออกมามองวิวขาวโพลนข้างนอก เขาได้ยินเสียงเด็กร้องวอลเกินเข้าหูมาเป็นระยะ พลันหัวใจสะดุ้งด้วยภาพอดีต ความเจ็บปวดจากแม่ที่จากไปยังตีวนอยู่ในอก วนัสกัดริมฝีปากแน่น แต่ไม่หลั่งน้ำตา
ตกเย็น ยายชวนไปตลาดเล็ก ๆ ใต้ต้นสน วนัสเดินตามแบบไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์ ผู้คนพูดคุย สำเนียงเหนือปนกับภาษาเขาไม่คุ้น เด็กสาวผมหยิก ใส่ผ้าพันคอแดง ฉีกยิ้มให้เขา “นายมาใหม่ใช่ไหม?” เธอถาม วนัสหลบตา “อืม ใช่” เธอกลอกตาแบบขี้เล่น “ฉันชื่อแยม เดี๋ยวพาเที่ยวดีไหม?”
เขาลังเล แต่พยักหน้าตอบ แยมพาเดินลัดเลาะไปยังริมหมู่บ้านที่มีสนามเด็กเล่นเต็มไปด้วยหิมะ ขณะลากสเลดบ้าน ๆ แยมถามถึงชีวิตเก่าของวนัส เขานิ่งเงียบ ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า “แม่ผมเพิ่งเสีย” แยมเม้มปาก “งั้นเดี๋ยวคอยดูนะ ที่นี่เวลาเจอเรื่องเศร้า เราต้องเล่นให้สุด” เธอโยนก้อนหิมะใส่เขา วนัสหลุดหัวเราะโดยไม่รู้ตัว
วันถัดมา ขณะวนัสเดินไปเอาน้ำที่ลำธารห่างหมู่บ้าน เขาเห็นเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งยืนจ้องอยู่ที่เงาไม้ ไกลออกไปในป่า ดวงตาคู่นั้นสื่อความน่ากลัว วนัสยังไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไร ก่อนที่เด็กคนนั้นจะหายไปกับเงาหิมะโดยไม่ทิ้งรอยเท้า วนัสขยี้ตาด้วยความงุนงง กลิ่นอายเหนือธรรมชาติแฝงในอากาศเฉียบขาด
วนัสกลับมาเล่าให้แยมฟัง เธอทำหน้าตื่น “เด็กคนนั้นอาจเป็นภูผา!” เธอกระซิบ สีหน้าเธอเปลี่ยนจากสนุกเป็นจริงจัง “เขาไม่ค่อยพูดกับใคร มีคนบอก…เคยเกิดเรื่องแปลก ๆ เกี่ยวกับเขา”
หลังตะวันตกดิน แยมลากวนัสไปยังบ้านร้างครึ่งหมู่บ้าน หิมะหนาทึบปกปิดร่องรอยอะไรบางอย่าง ประตูไม้บานหนึ่งเปิดออกเล็กน้อย เสียงกระซิบและลมลอดออกมา “มีเด็กหายเมื่อปีก่อน” แยมพูดเสียงเบา “ไม่มีใครพูดถึง” วนัสขนลุก “นายอยากสืบมั้ย?” แยมถาม แววตาสะท้อนทั้งความกลัวและความกล้า
วันถัดไป ระหว่างที่แยมและวนัสเดินผ่านหน้าบ้านภูผา พวกเขาได้พบกับเจ้าตัวจริง เด็กชายผิวขาวจัดจ้องพวกเขาโดยไม่พูด แยมส่งยิ้ม แต่ภูผากลับเดินเข้าไปในเงา ท่าทีปิดกั้นอย่างเห็นได้ชัด แยมสะกิดวนัส “ภูผาเก็บอะไรไว้? หรือเขาเกี่ยวกับเด็กหาย?”
วนัสเริ่มเฝ้าสังเกตพฤติกรรมภูผา ระหว่างช่วงเย็น เขาเห็นภูผานั่งวาดภาพใต้ต้นสน ภาพเต็มไปด้วยเงามืด หิมะ และเด็กชายไร้หน้า สายลมหนาวปะทะ วนัสอยากคุยแต่ลังเล ภูผามองกลับ “นายจ้องอะไรรึเปล่า” เสียงเขาสะบัดสั้น ๆ
วนัสพยายามยิ้ม “วาดสวยดี” ภูผาหลบตา “แค่ฝึกเฉย ๆ” เขาหยุด อยากจะพูดบางอย่าง แต่แทนที่จะเปิดใจกลับถอนหายใจแล้วเก็บสมุดภาพอย่างเร่งรีบ วนัสสงสัยแต่ไม่กล้าถามต่อ
คืนนั้น มีเสียงรบกวนจากลมหรือบางสิ่งที่คล้ายเสียงร้องไกล ๆ ยายของวนัสดูเคร่งเครียดไปกว่าปกติ เธอนั่งจุดธูปขมุกขมัวพร้อมกระซิบถึงวิญญาณบรรพบุรุษ วนัสเดินเข้ามาเงียบ ๆ “ยาย รู้จักเด็กที่หายไหม” ยายตกใจไปชั่วขณะ “เรื่องนั้น…มันพูดไม่ได้หรอกลูก”
แยมกับวนัสแอบเข้าไปในห้องสมุดหมู่บ้าน ค้นหาข่าวเก่า ๆ กระดาษเหลืองอ๋อย เขาพบจดหมายลับที่เขียนด้วยลายมือเด็ก “อย่าไว้ใจภูผา” แยมอ่านพลางชูขึ้นมา วนัสรู้สึกถึงน้ำหนักของถ้อยคำนั้นที่ถาโถม
วินาทีต่อมา ประตูห้องสมุดถูกผลักเปิด ภูผาเข้ามายืนเงียบ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความอัดอั้น “หยุดยุ่งกับอดีต” น้ำเสียงเขาสะกดมากกว่าขู่ แยมไม่ยอมถอย “ทำไมใคร ๆ ต้องกลัวนาย” ภูผาทำหน้าเจ็บปวด เลี่ยงสายตา วนัสมองเพื่อนทั้งสองด้วยความสับสน
วันต่อมา หมู่บ้านเริ่มมีอุบัติเหตุประหลาด พื้นน้ำแข็งหน้าศาลเจ้าร้าวจนเด็กเล็กเกือบตก แยมโทษว่าอาจเป็นเพราะคำสาปที่ยังไม่ได้รับการขอขมา เธอชวนวนัสไปที่ศาลกลางคืนเพื่อขอคำตอบ เงามืดเคลื่อนไหวรอบตัว เข็มธูปล้มลงเอง ตะเกียงสั่นแทบดับ ภูผาปรากฏตัวอีกครั้ง เตือนให้ทั้งสองหยุดยุ่ง “เพราะอะไร?” วนัสถามเสียงแผ่ว ภูผาเงียบไปนาน ก่อนจะเดินหนีออกไปในความมืด
แยมสืบค้นต่อเอง วันหนึ่งเธอพบกล่องไม้จิ๋วฝังอยู่ใกล้ต้นสน ในนั้นมีสร้อยลูกปัดและภาพวาดเด็กร้องไห้กับเงาตัวใหญ่คล้ายภูผา วนัสมองวัตถุเหล่านั้นรู้สึกเศร้าใจ ภูผาเพิ่งเดินเข้ามา หยิบสร้อยนั้นขึ้นช้า ๆ “ฉันผิดเอง…” น้ำเสียงของเขาสั่น วนัสถามเสียงเบา “นายเกี่ยวข้องกับเด็กหายนั่นใช่ไหม” ภูผาน้ำตาคลอไหล
“วันนั้นเราทะเลาะกัน” ภูผาเล่า “ฉันผลักเขาล้ม…เขาวิ่งหนีออกไปในพายุ…จากนั้น…ไม่มีใครเจอเขาอีก” ความรู้สึกผิดกลืนกินจิตใจภูผา “ทุกคนโทษฉัน แต่ฉัน…ไม่กล้าสารภาพ” วนัสเห็นความแหลกสลายในแววตาเพื่อน เขาเองก็เจ็บปวดกับอดีตที่ไม่ได้พูดเรื่องจริงกับแม่ก่อนจาก
แยมจับมือภูผาเบา ๆ วนัสนิ่งไป “นายเก็บมันไว้ตลอดเลยเหรอ” ภูผาพยักหน้า เงียบงัน คราบน้ำตาเศร้า
ช่วงเวลานั้นหิมะตกหนักจนหมู่บ้านแทบตัดขาด โลกภายนอกเหลือเพียงสีขาวหม่น แต่ในใจวนัสเกิดการเปลี่ยนแปลง เขาฉุกคิดถึงความกลัวที่เคยตัดใจจากอดีต การเสียแม่ไปไม่ใช่ความผิดของเขาแต่เป็นสิ่งที่ควรให้อภัยตัวเอง และทำให้พร้อมให้อภัยคนอื่น
คืนหนึ่ง ทั้งสามไปยังป่าหลังหมู่บ้าน แยมถือโคมไฟ ภูผาก้าวนำหน้า ทุกก้าวคือการฝ่าฟันความกลัว วนัสวางกล่องไม้และสร้อยปัดลงตรงรากสน “ขอให้ดวงวิญญาณได้พบความสงบ” เสียงเขาแตกพร่า ขณะสายลมพัดเบา ๆ เทียนในโคมสั่นไหว เงาสลัวในป่าคล้ายมีสายตาห่วงหา
จู่ ๆ เงาดำรูปร่างเหมือนเด็กคนหนึ่งลอยออกจากเงาต้นไม้ผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีคำพูด ไม่มีเสียงสาปแช่ง มีเพียงความเงียบ ภูผาน้ำตาไหลพราก วนัสโอบไหล่เพื่อน “มันจบแล้ว นายให้อภัยตัวเองได้”
รุ่งเช้า อากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย แสงแดดแตะยอดสน หมู่บ้านกลับมามีเสียงหัวเราะ เบียร์ผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ออกมาช่วยกันกวาดหิมะหน้าบ้าน แยมเปิดรอยยิ้มสดใส ภูผาแม้จะยังเศร้า แต่กลายเป็นคนต้อนรับคนแปลกหน้าได้
วนัสนั่งข้างหน้าต่าง เห็นเงาสามคนเดินบนหิมะ เขายิ้ม เขาให้อภัยตัวเองแล้ว และรู้ว่าความกล้านั้นไม่ได้คือการไม่มีความกลัว หากแต่การเลือกเผชิญหน้าความกลัว วนัสเติบโตเป็นอีกคน ความรู้สึกเย็นชาที่มีต่อตนเองถูกละลายด้วยพลังใจและมิตรภาพแท้
เขามองทิวเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ อดีตยังคงอยู่แต่ไม่ใช่เงามืด เขานั่งลงข้างยาย ยายยิ้ม “ลูกของยายเข้มแข็งเหลือเกิน” ความเงียบของภูเขาหิมะเหมือนจะตอบรับด้วยความอบอุ่น