กลิ่นสีในเงามายา
เสียงกรีดร้องของผิวแปรงบนผืนผ้าใบดังคลอเคล้าในสตูดิโอกลางเมือง คีรินกำลังลากสีแดงเข้มลงบนพื้นขาวอย่างวุ่นวาย ทุกวินาทีเขารู้สึกถึงหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เหมือนพยายามบีบสีแดงให้ฟุ้งจนระเบิดออกจากข้างในตัวเอง แสงแดดบ่ายแต้มผนังสตูดิโอด้วยสีทองอ่อน เงาของเขาและชั้นวางอุปกรณ์ศิลปะตัดกับแสงกลางวัน เงาค่อยๆ ขยายและแผ่ยาวเหมือนต้องการกลืนกินพื้นที่ทั้งห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อีกแล้ว ทำไมถึงเป็นสีนี้อีก” คีรินพึมพำในลำคอ เขาก้มหน้ามองคราบแดงเปรอะมือ เสียงพศินดังมาแต่ไกล “นายกำลังจะทุบสถิตินายเองด้านเปลืองสีแดงสินะ”
คีรินเหลือบมอง พศินแกล้งตีหน้าขึงขังขณะเดินกอดกระดานวาดภาพผ่านแสงแดดแข่งกับเงาที่สาดบนพื้น “ถ้าขายได้ครั้งนี้ ฉันจะเลี้ยงชานมแก้วใหญ่ นายเอาไหม?”
ชายหนุ่มส่ายหน้าเบา ๆ “ฉันจะเลี้ยงนายต่างหาก ถ้าฉันขายได้”
เสียงหัวเราะเบบของพศินเติมเต็มห้องให้ดูอบอุ่นขึ้น แม้จะต้องชินกับคำกระเซ้าเบาๆนี้ทุกวันในสตูดิโอศิลปะเล็ก ๆ ที่ซ่อนกลิ่นสีและเงาไว้มากมาย
จนกระทั่งวันหนึ่ง เงาบนผ้าใบของคีรินเริ่มขยายมากกว่าที่เคย เขาเดินกลับมาจากร้านขายสีแต่เจอห้องว่าง เปลือกตาตึกร้างในแสงเย็นลง ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้มของพศิน พศิน…หายไปแล้ว
คีรินยืนตะลึงอยู่หน้ากองพู่กันที่หล่นระเกะระกะ ใจเขาเต้นแรงกว่าปกติ เขาพยายามโทรหาพศินแต่ไม่มีใครรับสาย ความเงียบแผ่ขยายและรัดรึงเหมือนเถาวัลย์ร้ายรัดรอบหัวใจ
บ่ายวันเดียวกัน ลลนา นักศึกษาฝึกงานจากคณะศิลปะ เดินเข้ามาในห้อง เธอละล้าละลังอยู่หน้าประตู มือหนึ่งกุมสมุดสเก็ตช์อีกมือกำพู่กันกระดาษแน่น “ขอโทษค่ะ พศิน… เขา…เอ่อ อยู่หรือเปล่าคะ?”
คีรินกลัวจะได้ยินคำถามนี้ แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาหลบตา “เขาออกไปน่ะ มีธุระนิดหน่อย”
ลลนาเงียบไปชั่วขณะ สายตายังจับจ้องถุงสีในมือนาย “วันนี้ท่าทางคุณดู…แตกต่างกว่าปกตินะคะ สีหน้าเหมือนกำลังซ่อนอะไรไว้”
คีรินฝืนยิ้ม “คนเราก็มีวันที่ไม่เป็นเหมือนเดิมบ้างสิ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบตลอดเวลา”
“อาจใช่ค่ะ” ลลนาเสียงเบาลง แต่โทรศัพท์มือถือในมือเธอสั่นขึ้น เธอดูข้อความ สายตาเปลี่ยนเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“มีอะไรหรือเปล่า?” คีรินถามแกน ๆ ขณะที่พยายามรวบรวมความกล้าจะถามว่าเธอรู้ข่าวพศินหรือไม่
“ก็… มีคนบอกว่าพศินหายตัวไปค่ะ เมื่อเช้าเห็นเขาทิ้งบันทึกเล่มหนึ่งไว้บนโต๊ะที่คาเฟ่แถวนี้”
คีรินเย็นวาบ มือเย็นเฉียบทันทีแม้อากาศจะร้อน เขาหาเหตุผลจะปกป้องตัวเองจากสายสงสัยของลลนา “อาจจะลืมไว้เฉยๆ เขาเป็นแบบนั้นเสมอ”
แต่ในใจแน่นอึดอัด ภาพจิตรกรรมของพศินที่ว่าเหงาเคว้งกลับเดินเข้ามาครอบงำ เขาเริ่มตั้งคำถาม…หรือเป็นความผิดของเขาเอง?
คำถามในใจคีรินบดบังเสียงรอบข้าง เช้าวันต่อมา โลกยังคงหมุนต่อ แต่สตูดิโอแห่งนี้ขาดพศิน ราวกับขาดลมหายใจ เสียงขูดของดินสอและกลิ่นสีลอยคว้างอยู่ในอากาศ
ลลนานั่งข้างๆ คีริน ท่าทางไม่กล้าเริ่มพูดเรื่องที่คั่งค้าง เธอซ่อนสายตาในสมุดสเก็ตช์ “เมื่อคืนฉันฝันเห็นภาพพศินในที่ที่มันมืดมาก มีเพียงแสงวิบวับสีฟ้าจากผลงานชิ้นหนึ่ง เขาชี้อะไรบางอย่าง เหมือนอยากบอกฉัน”
คีรินขยับปากแต่เหมือนลมหายใจติดค้าง เขาเปลี่ยนเรื่อง “เธอชอบศิลปะประเภทไหนล่ะ?”
“ฉันวาดไม่เก่งเท่าไรค่ะ” เธอหัวเราะกลบปกปิดความกังวล “แต่ฉันชอบงานที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้มากกว่า…ชอบที่มันเปลี่ยนความรู้สึกคนดูได้”
คีรินประหลาดใจ “แล้วเธอคิดว่าในผลงานของพศิน…เขาซ่อนอะไรไว้?”
ลลนาใช้เวลาครุ่นคิด “บางที… เขาอาจซ่อนความกลัว หรือความว่างเปล่า”
ความเงียบอบอวลในสตูดิโอ ก่อนที่ลลนาจะพูดด้วยเสียงกล้า “ถ้าเราไปหาบันทึกเล่มนั้นด้วยกัน บางทีจะเจอเบาะแสบ้างหรือเปล่าคะ?”
คีรินลังเลแต่สุดท้ายก็พยักหน้า ในแววตาของเขาซ่อนแสงของความตั้งใจใหม่—เขาจะค้นหาทั้งเงื่อนงำและตัวเอง
เย็นวันนั้น ทั้งคู่เดินตามเบาะแสไปถึงคาเฟ่ที่พศินมักมา ป้ายร้านสีฟ้าเรียบง่าย พนักงานหญิงจำได้ว่าเห็นพศินนั่งมุมสุดท้ายเมื่อคืนก่อน “เขาดูเศร้ากว่าทุกทีค่ะ ทิ้งบันทึกเล่มน้อยไว้ เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”
คีรินจับกล่องสีแน่น ในใจเต้นโครมเมื่อพนักงานนำสมุดบันทึกปกผ้าสีเทามาให้ ลลนาเปิดหน้ากระดาษแต่ละหน้า ทีละแผ่นช้าๆ ถ้อยความที่เขียนด้วยปากกาน้ำเงินสั่นไหวเต็มไปด้วยภาพประกอบ เงาแปลกตา ราวกับม่านหมอกปกคลุมความจริง
ลลนาเงยหน้าถาม “คุณเคยเห็นภาพนี้ไหม?”
คีรินมอง เห็นภาพคนกำลังล้มลง แสงอาทิตย์เปล่งผ่านท้องฟ้าสีหม่น มีแค่ชายร่างเล็กนั่งฝังหัวเข่ากอดอก คีรินพูดช้า ๆ “…เขาวาดมันเมื่อเดือนก่อน หลังเราทะเลาะกัน”
ลลนาแปลกใจ “คุณทะเลาะกันเรื่องอะไร?”
“เขาอยากเผยงานบางชิ้นในแกลเลอรี่ใหม่…แต่ฉันกลัว…กลัวจะถูกเข้าใจผิด กลัวถูกทิ้งไว้ตามลำพัง”
ลลนาวางมือบนหน้าสมุด “แล้วคุณรู้ไหม…ว่าคุณเองก็สำคัญกับเขาแค่ไหน?”
คำพูดนั้นค้างคา คีรินหายใจลึก แสงแดดเริ่มเจือจาง สตูดิโอเงียบงันเหมือนรอฟังเขาตอบ คีรินเลือกนิ่ง
คืนนั้น ลลนากลับบ้าน คีรินอยู่ในห้องตามลำพัง เขาเปิดไฟเพียงดวงเดียว ส่องผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่ยังว่างเปล่า พอหลับตา ภาพสีแดงสดเหมือนเลือดแผ่วงกว้างอยู่ในจินตนาการ พร้อมกับเสียงหัวเราะพศินดังก้องอยู่ในหู
เขาตื่นเต้นกับความกลัว ว่าตนเองเป็นสาเหตุให้เพื่อนหายไปหรือไม่ ทำไมเขาจึงรู้สึกผิดทั้งที่ไม่ได้ทำร้ายใคร สิ่งเหล่านี้หมุนวนในหัว รวดร้าวเหลือเกิน
เช้าวันใหม่ ราวกับเวลาหยุดนิ่ง คีรินพยายามวาดภาพต่อ แต่มือสั่นทุกครั้งที่ลากพู่กัน วาดแค่เฉียดผ่านใจ ภาพกลายเป็นเพียงเงามืด ไร้ทิศทาง ลลนาเข้ามาเห็นงานศิลปะกระจัดกระจาย บนพื้นมีเศษกระดาษขยำทิ้งเป็นกอง
“บางครั้ง…เราต้องยอมรับว่าสีบางสี ไม่ได้เกิดขึ้นเอง” ลลนาเดินมาหยุดตรงหน้าเขา น้ำเสียงเธอมีทั้งความเจ็บปวดและปลอบโยน “แต่เพราะเราเลือกมัน…เราก็เลือกให้อภัยตัวเองได้”
คีรินหลบสายตา ไม่ทันหลบความรู้สึกที่ล้นทะลักขึ้นมาเป็นคลื่น “แต่ถ้าพศิน…ไม่กลับมาอีกล่ะ?”
ลลนาเงียบไปนาน ก่อนเอ่ยเบา ๆ “ถ้าเขายังมีคุณเป็นเพื่อน แม้จะหายไป เราก็ยังมีบางอย่างของเขาอยู่” เธอสบตาเขา “คุณกลัวเสียเขา จนลืมตัวเองใช่ไหม?”
คีรินขยับริมฝีปาก เงาในใจเริ่มคลายลง เมื่อลลนานั่งลงข้าง ๆ ความนิ่งสงบคลี่คลายทั่วห้อง
“ฉันเคยกลัวเสียทุกอย่าง เลยไม่กล้าเปิดใจ” เขาสารภาพ
“งั้นให้ฉันช่วยดูด้วยสิ” ลลนายิ้ม เลื่อนสมุดสเก็ตช์ใหม่มาตรงหน้า จุดประกายบางอย่างในแววตา
ช่วงบ่าย ทั้งสองเดินทางไปยังสวนสาธารณะที่ครั้งหนึ่งพศินเคยวาดภาพสำคัญไว้ ภายใต้เงาต้นโพธิ์ คีรินกวาดตามองหาเบาะแส มองเห็นหยดสีฟ้าที่หยดอยู่บนพื้น ลลนาโน้มตัวไปใกล้ ใช้นิ้วสัมผัส “สีนี้…คล้ายในงานชิ้นสุดท้ายของพศิน”
“บางที…มันอาจนำทางเรา” คีรินพูดเสียงเบา ลึกลงไปในใจกระสับกระส่ายเต็มไปด้วยความหวังและความกลัว
ทั้งสองค้นหารูปสเก็ตช์จนถึงส่วนลึกของสวน ในโพรงไม้เก่า คีรินพบแผ่นผ้าใบ เล็ก ๆ ขนาดหนึ่งฝ่ามือ พอเปิดดู ปรากฏความลับที่ทั้งคู่คาดไม่ถึง ภาพเหมือนตนเองของพศิน ยิ้มเศร้า ๆ พร้อมบทกวี 2 บรรทัด: “ความว่างเปล่าไม่ใช่จุดจบ ฉันแค่อยากมีคนเห็นฉัน เข้าใจฉันในวันที่ทุกอย่างหม่นหมอง”
คีรินมือสั่น น้ำตาเอ่อโดยไม่ทันรู้ตัว ลลนาจับมือไว้เงียบ ๆ “บางที เขาอยากฝากเราให้เข้าใจตัวเองก่อน”
ภาพของพศินกับแสงเงาตัดกันค้างในใจคีริน คืนนั้นเขาฝันวาดภาพใหม่ แสงสีส้มทองวาบวับอยู่ในใจ แม้จะยังเจ็บปวดแต่ก็สัมผัสได้ถึงมือใครสักคนจับมือเขาไว้เสมอ
วันถัดมา ในสตูดิโอ คีรินกวาดล้างเศษกระดาษ พู่กันเก่า ๆ และเริ่มต้นวาดใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาเลือกใช้สีที่ไม่เคยกล้าใช้มาก่อน สีสด สีฟ้า สีชมพู แสงอ่อนๆ จากนอกหน้าต่างหล่นลงบนผืนผ้าใบที่กำลังถูกแต้มจนมีชีวิต
ลลนามองจากมุมหนึ่งท่าทางภูมิใจและประหลาดใจปนกัน “จะมีใครเห็นความรู้สึกที่นายซ่อนไว้ในสีไหม?”
“ไม่สำคัญอีกต่อไป ขอแค่ฉันกล้าวาด มันก็ไม่ใช่เงาของอดีตแล้ว” คีรินตอบ แววตาเขาเปลี่ยนไป กลายเป็นแสงวาบวับแทนเงามืด
ไม่กี่วันถัดมา งานนิทรรศการศิลปะฤดูใบไม้ผลิของสตูดิโอเปิดขึ้น คีรินยืนประหม่าอยู่ข้างผลงานตัวเอง ครู่หนึ่งหญิงสูงวัยเดินเข้ามา สายตาอบอุ่นแต่จริงจัง “เด็กหนุ่ม…สีฟ้าในภาพนี้เหมือนกำลังปลดปล่อยหัวใจใครบางคน เธอวาดมันจากความกลัวหรือความหวัง?”
เขาครุ่นคิด ยิ้มน้อย ๆ “ทั้งสองอย่างค่ะ บางที ศิลปะมันก็คือการให้อภัยหัวใจตัวเองใช่ไหม?”
หญิงคนนั้นพยักหน้า ก่อนเอ่ยว่า “เธอเข้าใจชีวิตมากกว่าใครหลายคน”
เสียงปรบมือแว่วมา ลลนาเดินมาเคียงข้างเขา “ฉันดีใจที่วันนี้คุณกล้าเผชิญความจริง”
คีรินยังคิดถึงพศินเสมอ แต่บัดนี้เขาเข้าใจ—ความรัก ความกลัว ความเสียใจ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสีชีวิต ทำให้เขากล้าเติบโตและรักศิลปะอีกครั้ง
ภาพสุดท้ายในสตูดิโอ แสงพระอาทิตย์รำไรลอดผ่านกระจก คีรินและลลนานั่งข้างกันท่ามกลางแสงหลากสี สองหัวใจเปล่งประกาย—แม้เงาอดีตยังอยู่ในผลงาน แต่อนาคตสว่างกว่าเสมอ