ห้องสมุดป่วน: โปรแกรมฮีโร่ของมิกซ์
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางห้องสมุดชั้นสามของมหาวิทยาลัยเซ็งล่วง มิกซ์สะดุ้ง มือที่กำลังเรียงชั้นดรรชนีของหนังสือเรียบไว้ไม่เป็นจังหวะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เงียบ ๆ หน่อย คนเขียนบทมาตรวจงานหรือไง” แป้งกระซิบ พลางมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ผสมระหว่างห่วงใยกับความตลก
“นี่มึงจะห้ามโทรศัพท์คนเหรอ แป้ง นี่มันชีวิตจริง ไม่ใช่หนังเงียบ” มิกซ์ตอบ แต่เสียงเบากว่าที่เขาตั้งใจ นี่เขาไม่ชอบให้ของทุกอย่างผิดที่ผิดเวลา
“แล้วทำไมพวกเราต้องมาทำงานที่ห้องสมุดตอนสี่ทุ่ม” ดามถาม เขาเอื้อมหยิบถ้วยกาแฟจากโต๊ะแล้วส่งมาให้มิกซ์
“เพราะผมต้องส่งข้อเสนอโครงการเพื่อขอทุนแลกเปลี่ยนไง มันปิดรับพรุ่งนี้” มิกซ์พูดอย่างจริงจัง แต่ดวงตาเผยความกังวล
ชั่วโมงก่อนหน้านั้น มิกซ์ได้คิดแผนอย่างสุดโต่ง เขาอยากได้ทุนไปแลกเปลี่ยนในประเทศนอร์ดวา ซึ่งเป็นประเทศในฝันของเขาเพราะมีห้องสมุดเก่าและระบบอนุรักษ์หนังสือที่เขาหลงรัก แต่ปัญหาคือประวัติของเขาเรียบง่ายเหลือเกิน ใบกิจกรรมก็มีแค่การเป็นผู้จัดชั้นหนังสือในกลุ่มจิตอาสา
“ก็แค่เขียนโปรพวกงานอ่านให้คนในชุมชนไง ใคร ๆ ก็ทำ” แป้งพยายามให้กำลังใจ “เอาจริงมิกซ์ เขาจ้างแค่คนที่เสนอเป็นจริงได้ไม่ใช่หรือไง”
“เสนอเป็นจริงได้…” มิกซ์หายใจลึก แล้วไอเดียพุ่งขึ้นเหมือนหลอดไฟติด “ถ้า…ถ้าผมบอกว่าผมเป็นหัวหน้า ‘โปรแกรมพัฒนาการอ่านของห้องสมุด’ ล่ะ?”
“มิกซ์! นี่มึงคิดแน่เหรอ” ดามแทบสำลักกาแฟ “หมายความว่า…เอาจริงดิ?”
มิกซ์ยิ้มทันที แต่เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยกลัวและความหวังผสมกัน “ไม่ใช่โกหกหรอก เราเคยจัดกิจกรรมอ่านนิทานให้เด็กจริง ๆ แต่ครั้งนี้แค่ขยาย… ทำให้มันดูเป็นระบบมากขึ้น มีรายงาน มีผลลัพธ์ เราเขียนให้เข้าท่าเท่านั้นเอง”
แป้งมองหน้าเขานาน เธอเป็นคนจริงจังในแบบของตัวเอง แต่ก็เข้าใจมิกซ์ “ฟังนะ ถ้ามึงทำแล้วมันล้มเหลว มึงจะต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่แค่กับกรรมการ แต่กับเรา”
มิกซ์พยักหน้า “ผมรู้ ผมพร้อมรับผิดชอบ ถ้ามันพัง ผมตัดผมตัวเองเหวี ยอมเลย”
เสียงหัวเราะเบา ๆ รั่วออกมาในมุมที่เงียบของห้องสมุด ดามกดโทรศัพท์เช็กเวลา “เออ ทำเลย ส่งเดดไลน์พรุ่งนี้เช้า เราเป็นทีมเขียนให้มึง”
คืนรุ่งขึ้น มิกซ์นั่งจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นจังหวะเดียวกับการเต้นของหัวใจ เขาเขียนโปรไฟล์โปรแกรมให้ใหญ่ขึ้นกว่าความจริง ใส่ภาพกิจกรรมที่ถ่ายจากมือถือ ใส่คำพูดจากคนที่เคยมาร่วมกิจกรรม แม้ว่าคนพูดจะเป็นเพื่อนที่พวกเขาดัดแปลงคำพูดให้จริงขึ้น
“ถ้าสิ่งนี้เป็นเรื่องโกหก เราจะทำยังไงต่อ” แป้งกระซิบมาจากมุมห้อง
“เราไม่โกหกสักทีเดียว เราทำให้มันเป็นสิ่งที่เราจะทำจริง ๆ” มิกซ์ตอบอย่างหนักแน่น เขาอยากเชื่อคำพูดตัวเอง
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา จดหมายยืนยันมาถึง มิกซ์แทบหมดลมเมื่อเห็นชื่อโครงการของเขาโดดเด่นในระบบ และมีคำเชิญจากสถาบันทุนให้เข้าไปนำเสนอผลการดำเนินงานในสัปดาห์หน้า
“โอเค มิกซ์ งานปั่นเริ่มแล้ว” ดามพูดด้วยน้ำเสียงที่ผสมระหว่างตื่นเต้นและหวาดกลัว
มิกซ์ยักไหล่ “เราทำให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ ได้สิ เรามีแป้ง มีดาม มีอาสาสมัครปริศนา—เอ่อ…คือคนที่เคยมาช่วยเราจริง ๆ”
แต่แล้ว ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นแบบที่ไม่มีใครคาดคิด หากในระบบของสถาบันทุน หน่วยงานตรวจสอบได้ส่งเอกสารคำชื่นชมจากชุมชน เพราะในรายงานที่มิกซ์ส่ง มีคำพูดจาก ‘ผู้ปกครอง’ ที่เขาเอาข้อความจากเพื่อนมาแก้ไขให้ฟังดูเหมือนมาจากคนจริง ผลคือคณะกรรมการเชื่อว่ามิกซ์มีผลกระทบต่อชุมชนจริง ๆ
เช้าวันหนึ่ง ชายวัยกลางคนใส่เสื้อเชิ้ตคอปกและแว่นกรอบหนามาถึงห้องสมุด เขาแนะนำตัวว่าชื่อ ‘คุณสกาย’ จากมูลนิธิ ‘เพื่อนหนังสือ’ และบอกว่ามาทำบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการของมิกซ์
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผม มิกซ์ หัวหน้าโครงการ…” เขาพูดด้วยรอยยิ้มที่พยายามมั่นใจ
“โครงการคุณดังนะครับ ทำงานกับคนชุมชนเยอะเลย” คุณสกายชม มิกซ์เรียนรู้ว่าคำชมวางยาพิษที่หวานฉ่ำจนทำให้เขาหลุดจังหวะ
“อ๋อ เฮ้ย จริงเหรอ?” แป้งเดินเข้ามาพร้อมถุงคุกกี้ “มึงดังแล้วมิกซ์ เตรียมรับการสัมภาษณ์เถอะ”
การสัมภาษณ์ที่คาดหวังแค่ 30 นาที กลายเป็นการถ่ายทำแผนกประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย คนดูหลายคนมาเยือนห้องสมุด มีผู้ปกครองที่หวังว่าลูกจะได้เข้าร่วมกิจกรรม และมีนักข่าวนิสิตปีสี่ที่อยากเก็บเรื่องราวดี ๆ ไว้ในหนังสือรุ่น
“มิกซ์ คุณเล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณจัดกิจกรรมยังไง ให้เด็กเข้าร่วมได้จริง ๆ หรือ” คุณสกายถามอย่างจริงใจ
“เราจัดอ่านนิทาน มีการทำกิจกรรมนำหนังสือมาสร้างเกม เราทำระบบติดตามผลการอ่านโดยให้เด็กเลือกหนังสือและเขียนความคิดเห็น” มิกซ์พูดอย่างรวดเร็ว เหมือนกลัวว่าคำอธิบายจะหายไปกลางลม
แต่แล้ว ปัญหาเริ่มบานปลายเพราะในงานมีเด็กตัวเล็ก ๆ จำนวนมากมายที่มาสมัคร เพราะใคร ๆ ก็อยากอ่านนิทานฟรีและได้คุกกี้ เขาไม่สามารถทำกิจกรรมสำหรับเด็กจำนวนมากในเวลาอันสั้นได้จริง ๆ
“มิกซ์ เฮ้ เด็กเยอะขนาดนี้พวกเราไม่พอ” แป้งตะโกนจากฝั่งโต๊ะกิจกรรม “แล้วพวกเราก็ไม่ได้เตรียมสต็อกของเล่นและคุกกี้ด้วย!”
มิกซ์สูดลึก เขาหันไปมองรายชื่อจากระบบอาสาสมัครที่เขาปลอมขึ้นมานาม ‘ชมรมอาสาสมัครอ่านหนังสือ’ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกลุ่มเพื่อนที่มีงานเรียนเป็นหลัก ไม่มีเวลามาทำกิจกรรมเป็นประจำ
“เอางี้ เราต้องคิดแบบถาวร” มิกซ์สั่งเสียงแน่วแน่ “เราแบ่งโซน ทำกิจกรรมให้สลับกัน เด็กกลุ่มเล็ก ๆ ที่จองไว้มาก่อนจะได้เข้าร่วมก่อน”
“แล้วข่าวล่ะ? นักข่าวจะเอาบทความออกพรุ่งนี้” ดามเตือน
“เราต้องทำให้บทความอ่านแล้วเห็น ‘ผลลัพธ์’ ของเรานะ” มิกซ์ตอบ “ถ้าไม่มีผลลัพธ์ เราก็ต้องทำให้มันเกิดขึ้น”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาที่ยิ่งแก้ยิ่งพัง พวกเขาพยายามสอนเด็กอ่านในแบบเชิงการวิจัย พิมพ์ใบรายงานผลปลอม ๆ เพื่อให้บทความมีตัวเลข และขอให้ผู้ปกครองเขียนคำรับรอง แต่ยิ่งพยายามปั้นสิ่งที่ไม่จริงให้ดูเหมือนจริง พวกเขายิ่งติดหล่มลึก
“อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าการอ่านไม่ใช่การแข่งขัน เราจะให้เขารู้สึกอยากอ่านเอง” แป้งพยายามเป็นครูที่ดี แต่เด็ก ๆ มักจะถามคำถามยาก ๆ เช่น ‘แล้วทำไมต้องอ่านหนังสือของโรงเรียน?’ และ ‘ถ้าอยากเป็นฮีโร่ต้องอ่านเล่มไหน?’
ในคืนก่อนที่บทความจะพิมพ์ มิกซ์กับทีมต้องแต่งภาพกิจกรรมให้ดูน่าเชื่อถือ พวกเขานั่งเรียงกันหน้าจอคอม เงียบจนได้ยินเสียงพัดลม
“นี่มันเริ่มไม่โอเคแล้วนะมิกซ์” แป้งพูดอย่างเหนื่อยล้า “เรากำลังสร้างสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้”
มิกซ์เงียบไปนาน เขามองดูภาพเด็ก ๆ ที่เขาเคยสอน เขาเห็นประกายตาที่อยากรู้อยากเห็นของเด็กคนนึง แล้วเสียงท่อนในใจพูดกับเขาว่า ‘ถ้ามึงทำให้เด็กผิดหวัง มึงต้องรับผิดชอบ'”
เช้าวันที่บทความตีพิมพ์ มิกซ์นั่งดื่มน้ำแข็งจนละลายหมด เขาอ่านบทความแล้วหน้าร้อนวาบ บทความยกย่องโครงการว่ามี ‘ผลลัพธ์ชัดเจน’ มี ‘การติดตาม’ และ ‘ชุมชนมีการเปลี่ยนแปลง’ คำที่พิมพ์ทั้งหมดเหมือนน้ำตาลละลายในปาก แต่พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนั้นจริง ๆ
หลังจากบทความเผยแพร่ มีคนมอบความเชื่อใจและความคาดหวังเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง มีอาสาสมัครจากภายนอกอาสามาช่วย มีผู้บริจาคหนังสือ และมีคณะกรรมการมาเช็คความคืบหน้า
หนึ่งในนั้นคือ ‘ครูป้อง’ ครูประถมจากโรงเรียนใกล้เคียงที่เห็นข่าวและอยากส่งนักเรียนมาร่วมโครงการ เขามาถึงพร้อมกับนักเรียนสามสิบคนและแผนการเดินทางที่ชัดเจน
“มิกซ์ วันนี้พวกเรามาหาความช่วยเหลือแบบจริงจังครับ” ครูป้องยิ้มแต่แววตาจริงใจ “ผมหวังว่าโครงการของคุณจะช่วยพัฒนาการอ่านของเด็กเราจริง ๆ”
มิกซ์รู้สึกว่ากำแพงหายใจเข้าทั้งครั้ง เขาเห็นความหวังบวกกับความคาดหวังทั้งหมดมาบรรจบกัน เขาต้องตัดสินใจ จะยอมปล่อยเรื่องนี้ไป หรือยอมพังความเชื่อใจของคนทั้งชุมชน
“ผม…เราจะพยายามอย่างเต็มที่” มิกซ์ตอบเสียงเบา แต่อีนั้นไม่พอ
ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายยิ่งทวีความร้อนแรง เมื่อมูลนิธิ ‘เพื่อนหนังสือ’ ส่งคำเชิญให้มิกซ์ไปงานประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มันเป็นโอกาสทองที่จะขอทุนต่อ แต่ในงานนั้นจะมีการขอผลงานจริงและหลักฐานเชิงสถิติ
ทีมต้องคิดแผนที่ไม่เคยคิดมาก่อน พวกเขาจัดเวิร์กช็อปเร่งรัด เรียกพี่ ๆ คนที่ชอบทำงานกับเด็กมาช่วย และใช้กลวิธีที่สร้างสรรค์ พวกเขาเริ่มทำ ‘ห้องสมุดเคลื่อนที่’ ด้วยรถเข็นหนังสือ ทำกิจกรรมเชิงศิลปะที่เสริมการอ่าน และการบันทึกวิดีโอสั้นเพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนแปลง
“เราไม่ใช่แค่จะแบบสร้างสถิติปลอม แต่เราจะทำบางอย่างให้มีคุณค่า—แม้อาจไม่เหมือนในรายงานตอนแรก” แป้งพูดขณะจัดชั้นหนังสือ
มิกซ์จ้องหน้าจอ แววตาเขาเริ่มมีความแน่วแน่มากขึ้น “เราสามารถเปลี่ยนมันเป็นจริงได้ ถ้าเราทำงานด้วยความจริงใจ”
จากวันที่เขาเริ่มด้วยการแต่งเรื่องเพื่อเอาทุน มิกซ์พบว่าทีมของเขาไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงานที่ช่วยกันปิดผ้าคลุมข้อผิดพลาด แต่เป็นคนที่พร้อมจะทำงานหนักเพื่อคนอื่นจริง ๆ พวกเขาทุ่มเทอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะขาดทรัพยากร พวกเขาก็พัฒนากิจกรรมที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย
ในวันงานประชุม มิกซ์ต้องขึ้นพูดหน้าแผงนิทรรศการ มีผู้คนมากมาย ทั้งนักวิชาการ ครู และนักข่าว เขายืนอยู่ตรงนั้นและเห็นใบหน้าของเพื่อนร่วมทีมที่ส่งกำลังใจให้เขา
“ถ้าคุณอยากฟังเรื่องสำเร็จ เรามีบันทึก…” มิกซ์เริ่มพูดเสียงสั่น แต่ขณะที่เขาพูด เขารู้สึกว่าความจริงเป็นแรงผลักที่หนักแน่นกว่าเขา”เรามีข้อผิดพลาด เราเคยเริ่มจากความไม่พร้อม เราเคยแต่งภาพและคำพูดเพื่อให้ดูดี แต่สิ่งที่เราเรียนรู้คือการลงมือทำจริง ๆ และการรับผิดชอบต่อชุมชน”
เสียงฮือเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะมีคนปรบมือช้า ๆ หนึ่งครั้ง แล้วสองครั้ง ผู้ฟังบางคนยิ้ม บางคนมีแววตามองเปลี่ยนไป
“คุณกล้าพูดความจริง” ผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้น “และนั่นสำคัญกว่าข้อความน่าเชื่อถือใด ๆ”
มิกซ์รู้สึกโล่ง เขาเล่าตั้งแต่ต้นว่าเขาเป็นใคร ทำไมเขาจึงทำเรื่องนี้ และสิ่งที่พวกเขาทำเพื่อเปลี่ยนรายงานปลอมเป็นกิจกรรมจริง หลังการพูดคุย หลายองค์กรมาร่วมบริจาคหนังสือและเสนออาสาสมัครระยะยาว
กลับมาที่ห้องสมุด มิกซ์พบว่าชีวิตไม่ได้เรียบร้อยเหมือนแต่ก่อน แต่มีความอบอุ่นในความยุ่งเหยิง เด็ก ๆ ที่เคยมาสมัครในวันแรกยังคงมา มาช่วยกันจัดวางหนังสือ วาดรูป และบอกเล่าเรื่องที่อ่านอย่างตื่นเต้น
“มิกซ์ ทำไมคุณไม่ยิ้มแบบนี้ตั้งแต่นานแล้ว” แป้งพูดขณะพวกเขานั่งกินคุกกี้กับเด็ก ๆ
“ผมกลัวว่าถ้าผมยอมรับความไม่สมบูรณ์ ผมจะไม่เข้มแข็ง” มิกซ์ตอบแล้วถอนหายใจ “แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเข้มแข็งคือการกล้าพอที่จะยอมรับผิดและทำให้ถูก”
ดามหัวเราะ “เออ ดีละ แล้วเกี่ยวกับสัญญาว่าจะตัดผมของมึงล่ะ สัญญายังอยู่ไหม”
มิกซ์อมยิ้มแบบเขิน ๆ “เอาไว้เป็นรางวัลเวลาเราทำเสร็จดีกว่า”
ช่วงท้ายเรื่อง หลายอย่างเปลี่ยนไป คนในชุมชนเริ่มพูดถึง ‘โครงการห้องสมุดเคลื่อนที่’ อย่างจริงจัง โรงเรียนทำข้อตกลงส่งเด็กมาเป็นประจำ และมหาวิทยาลัยสนับสนุนพื้นที่เพื่อให้กิจกรรมต่อเนื่อง
คณะกรรมการทุนตอบรับการยื่นขอทุนของมิกซ์ แต่ครั้งนี้ด้วยความเข้าใจและเงื่อนไขที่ชัดเจนว่าต้องมีแผนปฏิบัติการที่ทำได้จริงและมีการประเมินผลตามสมควร
มิกซ์ยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือที่เรียงไม่เรียบร้อย มีเด็ก ๆ วิ่งเล่นอยู่เบื้องหลัง เขาหยิบหนังสือที่เด็กคนหนึ่งฝากขอบคุณไว้ เขาเปิดหน้าหนังสือนั้นและอ่านเรื่องราวสั้น ๆ ที่เด็กเขียนเกี่ยวกับการเป็นฮีโร่ที่อ่านหนังสือ
“ฮีโร่ไม่ใช่คนที่ไม่เคยพลาด” มิกซ์กระซิบกับตัวเอง “ฮีโร่คือคนที่ลุกขึ้นมาซ่อมแซมความผิดพลาดของตัวเอง”
แล้วเขาก็ยิ้ม ท่ามกลางความยุ่งเหยิงและเสียงหัวเราะ มันเป็นรอยยิ้มที่หนักแน่นและจริงใจ คราวนี้เขาไม่ได้พยายามสร้างภาพ เขาแค่เป็นมิกซ์ที่ผิดพลาด แต่เรียนรู้ และกำลังทำให้โลกเล็ก ๆ รอบตัวดีขึ้นด้วยมือของเขาเอง
เสียงเด็กร้องเรียกชื่อเขาอย่างครื้นเครง มิกซ์ยกมือโบกแล้วเดินไปหา พวกเขาจับมือน้อย ๆ ของเด็กและชวนเลือกหนังสือที่จะนำไปอ่านด้วยกัน
“มิกซ์ วันนี้จะอ่านเรื่องอะไร” เด็กถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
มิกซ์มองไปรอบ ๆ หอสมุดที่ไม่เคยเหมือนเดิม ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยชีวิต “เราจะอ่านเรื่องฮีโร่ที่เรียนรู้จากความผิดพลาด” เขาตอบ แล้วทุกคนหัวเราะอย่างพร้อมเพรียง เสียงนั้นกลายเป็นบันทึกสุดท้ายของบทเรียนที่เขาเรียนรู้—ว่าการซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และการลงมือทำจริงคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวมีความหมาย
ในค่ำคืนที่เงียบสลับกับเสียงการ์ดกิจกรรมที่พับเรียงอยู่บนโต๊ะ มิกซ์เปิดกล่องใส่แผนงาน เขารู้ว่าทางข้างหน้าจะมีอุปสรรค แต่คราวนี้เขาไม่ได้กลัว เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่าถ้าทำผิด เขาจะไม่หนี เขาจะกลับมาแก้
“ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียวกับความผิดพลาด” มิกซ์พูดกับแป้งและดาม
แป้งยักไหล่ “เราก็เกือบจะถูกลากลงเหวด้วยกัน แต่คุณก็พาเราขึ้นมา”
ดามทำหน้าเอาจริงแล้วพูด “แถมมึงยังให้เหตุผลของมึงกับพวกเราทำให้เรามองเห็นว่าเรากำลังทำอะไรอยู่จริง ๆ”
มิกซ์หัวเราะ แล้วพวกเขาเปิดไฟสลัว ๆ ของห้องสมุด มองออกไปยังนอกหน้าต่างที่แสงสว่างจากตึกมหาวิทยาลัยกระทบ พวกเขาทราบดีว่าเส้นทางยังอีกยาวไกล แต่คืนนี้เป็นคืนที่ทุกคนรู้สึกอบอุ่นด้วยความรู้สึกของการเริ่มต้นใหม่
จบบทด้วยภาพมุมสูงของห้องสมุดที่เต็มไปด้วยผู้คนเล็ก ๆ กำลังก้าวไปข้างหน้า มิกซ์ในชุดเสื้อยืดเก่า ๆ ยื้อหนังสือเล่มหนึ่งไว้แน่น ไม่ใช่เพื่อภาพลักษณ์ แต่เพราะเขารู้สึกว่าหนังสือพาเขาไปในที่ที่เขาต้องเป็นจริง ๆ—คนที่กล้ายอมรับ ผิด และแก้ไข
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ตลก, มหาวิทยาลัย, ความเข้าใจผิด, ห้องสมุด, Coming of Age, ฟีลกู๊ด