หอพักวุ่นวายกับแผนการโกหกของที
เสียงกลองประจำหอพักดังขึ้นในห้องโถงเวลาบ่ายสามโมง เป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดกิจกรรมเล็กน้อยแล้วมองมาที่บอร์ดประกาศที่มีแผ่นกระดาษสีเหลืองติดทับทับกันอย่างตั้งใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!— “ทุกคนฟังที!” เสียงตะโกนของมุกทำให้คนในห้องโถงหันมามอง เธอสะบัดผ้าคลุมไหล่เหมือนคนกำลังประกาศเรื่องสำคัญ
ทียืนอยู่ตรงกลาง รอบตัวเขามีเพื่อนสี่คนที่มุมปากพะยักพะยอยระหว่างตื่นเต้นและกังวล ทีโค้งเบา ๆ เหมือนพรีเซนเตอร์ที่ไม่เคยพรีเซนต์มาก่อน
— “เออ… คือ… พรุ่งนี้เราจะมีงานต้อนรับแขกจากสภาอาจารย์และสปอนเซอร์ครับ” ทีพูด น้ำเสียงสั่นนิด ๆ แต่ก็พยายามยิ้ม
— “สปอนเซอร์จริงจังหรือ?” บุ๋นถาม พลางกระชับแว่นตาระหว่างนิ้ว
— “จริงจังครับ รู้มาว่าเขาจะมาดูห้องพักแล้วให้ทุนซ่อมแซมหอนะ” ทีตอบ แล้วเสริมด้วยน้ำเสียงที่อยากให้ฟังดูมั่นใจว่า “ซ่อมแซมทั้งชั้นหนึ่งเลยนะ ถ้าได้จะเปลี่ยนโคมไฟที่โผล่สายไฟด้วย”
มุกตาโต ริมฝีปากกระตุกเป็นรอยยิ้มที่ไม่แน่ใจ
— “โอ้โห ถ้าได้จริงนี่หอเราจะสวยแน่ ๆ” เธอพูด แล้วหันมามองทีอย่างสอบสวน “แล้ว… ใครเป็นคนประสานงานกับสปอนเซอร์เหรอ”
ทีกลืนน้ำลาย เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เกาะขมับ เขาไม่ได้จัดงานแบบนี้มาก่อน แต่วิธีที่เขาบอกไปก่อนหน้านี้มันเป็นของจริง… ในสำเนาฝันของเขา
— “…คือผมเป็นคนประสานครับ” ทีตอบเสียงอ่อน “ผม…ส่งอีเมลคุยกับเขามาแล้ว”
มุกกับบุ๋นกับโฮงมองหน้ากัน ความตึงเครียดเริ่มไหลเหมือนสายไฟที่ถูกต่อผิด
— “พรุ่งนี้ตอนบ่ายเขาจะมาดูสถานที่” มุกพูดอย่างรวดเร็ว “เราต้องเตรียมหอให้ดูดีที่สุด ไม่ใช่แค่ทำความสะอาด แต่ต้องเหมือนเขาเห็นแล้วคิดว่าทุนควรตกอยู่กับเรา”
คำว่า ‘เราต้อง’ ทำให้ทีรู้สึกเหมือนหลุมที่เขาขุดเองกำลังขยายใหญ่ขึ้นทุกครั้งที่มีคนพูด
— “ครับ…ผมจัดการได้” ทีพึมพำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเพื่อน
คืนนั้น ทีนอนบนเตียง แขนหนุนหัว และคิดถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน เขาจำได้ว่าเพียงเพื่อให้มุกหยุดถามเรื่องทุนซ่อมหอ เขาเคยพึมพำว่าเขา ‘กำลังคุยกับสปอนเซอร์’ ทั้งที่ความจริงคือเขาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่หน่วยกิจการนักศึกษาเท่านั้น
การโกหกครั้งนั้นดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย แต่เพื่อนเริ่มวาดภาพในหัวของตัวเอง และข่าวลือก็กลายเป็นลมที่พัดลามจนกลายเป็นพายุ
เช้าวันต่อมา ทีพยายามทำหน้าเหมือนไม่ตื่นเต้น เขาเดินจ้ำ ๆ ไปห้องคอมของหอ แล้วเปิดอีเมลเพื่อค้นหาข้อความที่เขาพูดถึง เขาค้นพบแค่จดหมายตอบรับอัตโนมัติและที่สำคัญคือ… ไม่มีชื่อสปอนเซอร์
— “ที ทำไมหน้าเธอหมองจัง” มุกถาม ขณะที่กำลังแต่งป้ายสีสดสุดอลังการอยู่ตรงโต๊ะ
— “ไม่มีอะไรหรอก” ทีตอบ แต่ภายในหัวเกิดเสียงถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ‘ถ้าพรุ่งนี้เขามาจริง ๆ แล้วคุณไม่รู้จะทำยังไง?’
— “จริง ๆ นะ บอกมาเถอะว่าคนที่คุยคือใคร” บุ๋นกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เขาชอบจัดระบบมากกว่าเรื่องเซอร์ไพรส์
ทีหันไปมองเพื่อนสลับกัน ทุกคนวางแผนงานเหมือนไม่มีสิ่งใดต้องกลุ้ม แต่พวกเขาก็ซื่อสัตย์ในเรื่องหนึ่ง: ถ้าเรื่องนี้ล้ม หอทุกคนจะเสียประโยชน์
การโกหกของทีขยายตัวเป็นข้อเรียกร้องที่ต้องได้รับการตอบสนองโดยทันที
ตลอดวันทั้งกลุ่มแบ่งงานกันชัดเจน มุกดูแลการตกแต่ง บุ๋นสรุปงบประมาณ โฮงติดต่อวงดนตรีสมัครเล่นจากคณะดนตรี ส่วนที… ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ประสานงาน’ ที่จริงจังที่สุดในประวัติศาสตร์ของความไม่เชี่ยวชาญ
— “ที วันนี้นายต้องย้ำกับอาจารย์คุมหอว่ามีแขกมาดู แล้วขอขยายเวลาทำความสะอาดด้วย” มุกแนะอย่างแข็งขัน
— “โอเค…ผมจะทำ” ทีตอบ เหมือนกำลังจะกระโดดจากสะพานแต่ลืมไม่ถามว่าใต้น้ำนั้นมีอะไร
ในหัวของทีมีแผนหนึ่งที่เขารู้ว่ามันหลอกตัวเอง: ถ้าเขาทำตัวเหมือนเขารู้มากพอ คนอื่นจะไม่คาดหวังข้อมูลเชิงลึกจากเขามากนัก ความมั่นใจปลอมเป็นเครื่องมือที่เขาใช้ประจำ แต่ครั้งนี้เครื่องมือนั้นเริ่มสะดุด
คืนก่อนวันงาน ทีตื่นเต้นจนไม่หลับ เขาเดินไปเดินมาหน้าหอ ทั้งหอประกอบเวที ติดไฟประดับ ลำโพงถูกคลุมด้วยผ้าสีทองเหมือนเกราะแวววาว ทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจและความคาดหวัง
— “เราต้องให้ความรู้สึกเป็น ‘บ้าน’ และเป็น ‘โปรเจกต์ระดับมืออาชีพ’ พร้อมกัน” มุกพูด และทำหน้าที่ผู้กำกับการสร้างบรรยากาศได้อย่างเข้มแข็ง
— “แล้วแขกเขามาจริง ๆ เหรอ?” โฮงถาม ปากที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
— “เท่าที่ผมรู้…ใช่” ทีตอบ แต่คำว่า ‘เท่าที่ผมรู้’ นั้นเหมือนกับเชือกบาง ๆ ที่จะขาดในเวลาไม่นาน
รุ่งเช้าของวันงาน หอแต่งตัวสวยงาม ผู้คนใส่เสื้อสวย หากแต่ทุกคนมี ‘ความคาดหวัง’ ที่ต่างกัน บางคนหวังเงินซ่อม บางคนหวังชื่อเสียง บางคนหวังแค่เงียบ ๆ ให้ไฟไม่ช็อตตอนเปิดแอร์
บ่ายสองโมง พวกเขารอคอยผู้มาเยือนที่ตามข่าวก็ไม่มีใครรู้ชัดว่าคือใคร จนกระทั่งมีรถเก๋งเก่า ๆ ยี่ห้อหนึ่งจอดหน้าหอ พนักงานในชุดสูทเดินลงมาสองคน
— “คณะกรรมการมาดูสถานที่ครับ” หนึ่งในนั้นพูด เขามีท่าทีสุภาพแต่สายตาจับจ้องรอบห้องเหมือนคนเช็คคุณภาพของงานศิลปะ
— “สวัสดีครับ ผมที ผู้ประสานงานครับ” ทียื่นมือออกไปอย่างมั่นใจที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
ชายสูทมองหน้าเขา สายตาไม่ค่อยเชื่อ ถือเป็นสายตาที่ทำให้ทีอยากจะยืดหลังให้ตรงขึ้น
— “เชิญครับ ผมชื่อคุณรัตภูมิ ผมมาดูพื้นที่และประเมินสำหรับทุนซ่อมแซมหอพัก”
หัวใจของทีตีกระหน่ำ มือไม้อ่อนแรงเล็กน้อย แต่เขายังคงทำหน้าที่ประสานงานต่อไป พาเขาและคณะกรรมการเดินชมหอ พูดคุยเรื่องระบบไฟฟ้า การจัดการขยะ และกิจกรรมของนักศึกษา
ระหว่างการเดินชม ทีพยายามไต่เชือกอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้คำโกหกในใจพังลงมา
— “คุณรัตภูมิครับ เรามีการแสดงพิเศษตอนเย็นด้วย” โฮงพูดอย่างภาคภูมิใจ “วงดนตรีของเรากำลังซ้อมได้ดีมาก”
— “เยี่ยมครับ ผมอยากเห็นความมีชีวิตชีวาในชุมชนของนักศึกษา” คุณรัตภูมิยิ้มตอบ แต่สายตาของเขากลับค้นหาอะไรอีกอย่าง
ในห้องโถง ทันใดนั้นมีเสียงประกาศทางลำโพงจากชั้นบนว่า มีอีเมลตอบกลับจาก ‘สปอนเซอร์’ ทีเห็นหน้าจอมือถือ รีบเปิดอ่านด้วยมือสั่น
— “อีเมลอะไรเหรอที?” มุกถาม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ทีอ่านด้วยความเร็ว ก่อนถอนหายใจยาว เขารู้สึกเหมือนกำลังเล่นตลกที่ไม่มีผู้ชม แต่ข้อความในอีเมลไม่ใช่สิ่งที่เขาหวัง
— “เขียนมาว่าเขาจะส่งตัวแทนมาเยี่ยมเราในสัปดาห์หน้า” ทีพูด เขาพยายามทำเสียงให้เป็นเรื่องธรรมดา “คงไม่ได้มาวันนี้”
คุณรัตภูมิก้มลงมองหน้า เขาวางมือบนไหล่ที พูดด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
— “ไม่เป็นไรเลยครับ การประเมินไม่ได้ขึ้นกับแค่คนมาวันนี้ หรือพรุ่งนี้ แต่ขึ้นกับความสม่ำเสมอและการบริหารจัดการของหอ”
คำพูดนั้นทำให้ทีโล่งใจเล็กน้อย แต่การตบรางวัลให้ตัวเองด้วยการถอนหายใจยาวยังไม่เกิด เพราะทันใดนั้น กุญแจของห้องเก็บอุปกรณ์ตกลงบนพื้นเสียงดังแกร๊ก แล้วเปิดออกจากฝีมือของใครบางคน
ในห้องเก็บอุปกรณ์ มีเครื่องทำกาแฟเล็ก ๆ ที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ และบนโต๊ะมีคำว่า ‘ของขวัญจากสปอนเซอร์’ เขียนด้วยลายมือประหลาด
ทุกคนหรี่ตาและมองเครื่องกาแฟด้วยความคาดเดา
— “นี่มัน…เครื่องชงกาแฟอัตโนมัติ?” บุ๋นพูด ก่อนจะถอยหลังหนึ่งก้าว “ใครเอามาวางที่นี่?”
มุกยืนเงียบ แล้วหัวเราะออกมาเป็นเสียงเบา ๆ
— “ตัวแทนหรือสปอนเซอร์ไม่รู้ แต่ถ้ามันทำกาแฟได้จริง หอเราก็น่าจะมีความสุขมาก” เธอพูดพลางตบมือเบา ๆ
ทีมองเครื่องชงกาแฟนั้นด้วยความกลุ้มใจ เพราะเขาไม่ได้จ้างใครมาส่งของขวัญ เครื่องนั้นคงไม่ได้มาจากสวรรค์ มันอาจจะมาจากคนที่เข้าใจสถานการณ์ผิด
— “เอ่อ…ผมไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ นะ” ทีพูด แต่คำพูดมันดูหวั่นไหวเมื่อเทียบกับแววตาของผู้มาดูงาน
การประชุมเล็ก ๆ นั้นดำเนินต่อไป คุณรัตภูมิให้คำแนะนำเป็นส่วนใหญ่ แต่สุดท้ายเขาก็มีเรื่องหนึ่งที่พูดกับทีเฉพาะหน้า
— “คุณที ดูแลคนในหอและรักษาความเป็นระเบียบได้ดีนะครับ แต่การพูดเรื่องสปอนเซอร์โดยไม่ได้ยืนยันอาจสร้างความคาดหวังเกินจริง”
คำพูดนั้นตรงเข้ากลางใจของทีเหมือนไฟส่องในคืนมืด เขารู้สึกว่าคำโกหกนั้นกำลังถูกไล่ล่า
ช่วงเย็น งานเริ่มมีคนมาร่วม แต่เหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนรูปแบบจากที่ทีคิดไว้ เครื่องชงกาแฟที่วางนั้นบังเกิดความสนใจอย่างใหญ่หลวง ทุกคนต่อคิวขอชิมกาแฟฟรี และมีคนถ่ายรูปโพสต์ในโซเชียลมีเดีย
ข่าวแพร่ไปเร็ว พรุ่งนี้อาจารย์ใหญ่จะเห็น แต่ปัญหาไม่ใช่แค่ภาพถ่าย มันคือเสียงคาดหวังที่ตอนนี้ดังเกินจะละเลย
— “ที นายต้องบอกเลยนะว่าเรายังไม่ได้รับทุน” โฮงกระซิบในช่วงพักการแสดง “ถ้าเขาถามจริง ๆ นายต้องพูดความจริง”
ทีมองหน้าเพื่อนทุกคน แล้วพยายามรวบรวมความกล้าที่ไม่เคยทำมาก่อน
— “ผม…จะบอกความจริงครับ” เขาพูดในที่สุด น้ำเสียงแน่วแน่พอที่จะทำให้เพื่อนยิ้ม
แต่คำพูดของทีถึงจะหนักแน่น เหตุการณ์กลับมาพลิกผันอีกครั้งเมื่อจู่ ๆ มีจดหมายจาก ‘สปอนเซอร์’ ที่แท้จริงถูกส่งมาถึงหอและวางไว้บนโต๊ะหน้าเวที
ผู้คนเงียบ ทั้งบรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตึงเครียด
มุกหยิบจดหมายอ่านหน้าตาอย่างลวก ๆ แล้วแบมือ
— “…อ้าว เธอ ๆ นี่เขียนว่าเขาจะส่งคำชมเชยให้หอที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความเป็นชุมชนสูงสุด… เดี๋ยวนะ เขาให้รางวัลพิเศษแก่หอที่ทำกิจกรรมมีความร่วมมือของนักศึกษาสูงสุด”
ทียืนนิ่ง เส้นบาง ๆ ของความหวังกับความจริงกระชากกัน แต่เขารู้ว่าครั้งนี้เขาต้องเลือก
— “ผมต้องบอกความจริงครับ…ผมบอกว่าเรามีสปอนเซอร์ทั้งที่ไม่ได้มี” ทีพูดต่อหน้าทุกคน เสียงของเขาสั่น แต่มั่นคง “ผมทำเพราะไม่อยากให้ใครผิดหวัง แต่ผมผิดเอง”
ความเงียบแผ่ซ่านสักพัก แล้วมุกเริ่มหัวเราะ—ไม่ใช่เสียงหัวเราะที่เยาะเย้ย แต่เป็นเสียงหัวเราะที่มีความร่วมมือและความเห็นใจ
— “ที…ชั้นไม่เคยเห็นใครพยายามขนาดนี้หรอก” มุกพูดอย่างจริงใจ “แต่แกก็ตั้งใจทำให้หอดีขึ้นจริง ๆ นะ”
ความเงียบถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจ ทุกคนมองหน้าเขาอย่างไม่ตัดสิน แต่ต้องการจะทำบางอย่างร่วมกัน
— “งั้นเรามาทำให้มันเป็นงานที่ ‘แท้จริง’ อย่างที่เรามี” บุ๋นเสนอ “ไม่ต้องสปอนเซอร์ ก็ทำให้เกิดความร่วมมือกันจริง ๆ”
ทีถอนหายใจ ยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในวันนั้น
— “ขอบคุณนะ ผมจะเลิกโกหก แต่ผมจะรับผิดชอบในการทำให้งานนี้สำเร็จ”
พวกเขาเปลี่ยนแนวทางทันที หยุดมุ่งหาเงินทุน แล้วเริ่มมุ่งหา ‘เรื่องราว’ ของหอ พวกเขาชวนเพื่อนหออื่นมาร่วมกิจกรรม ชวนชาวชุมชนในมหาวิทยาลัยมาจัดบูธเกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน และเชิญวงดนตรีท้องถิ่นที่ยินดีเล่นฟรีแลกกับอาหาร
ความร่วมมือกลายเป็นหัวใจของงาน คนที่มาเริ่มพูดคุยกัน เปิดเวทีให้ผู้เข้าพักหอได้เล่าเรื่องราวชีวิตกลางคืนในหอ รวมถึงปัญหาและความทรงจำ
ในช่วงสุดท้ายของงาน คุณรัตภูมิเดินขึ้นเวที เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
— “วันนี้ผมไม่ได้มาวัดจากป้ายหรือเครื่องชงกาแฟ แต่ผมมาดูว่าสังคมที่นี่ทำงานร่วมกันอย่างไร”
ทีมองใบหน้าของเพื่อนทุกคน และรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่สำคัญกว่าสปอนเซอร์เกิดขึ้นตรงนั้น
— “ความจริงมันยากในตอนแรก” คุณรัตภูมิพูดต่อ “แต่คนที่กล้ารับผิดชอบและเปลี่ยนแปลงต่างหากคือคนที่ผมอยากสนับสนุน”
หลังจากงานจบ ทีไม่ได้รับเงินซ่อมหอทันที แต่เขาได้รับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิด: ความเคารพจากเพื่อน และการยอมรับจากคนรอบข้าง
วันต่อมา มีจดหมายแจ้งว่า มีทุนสนับสนุนเล็ก ๆ สำหรับโครงการพัฒนาชุมชนภายในหอ ไม่ใช่จำนวนมหาศาล แต่เพียงพอให้ไฟที่โชคร้ายถูกแก้ไขและทำให้หอมีความปลอดภัยมากขึ้น
ในคืนที่นิ่งสงบ ทีนั่งบนระเบียงมองแสงไฟของหอ เขากลับไปคิดถึงความโกหกเล็ก ๆ ที่เคยคิดว่าจะช่วย แต่กลับทำให้ทุกคนทำงานหนักขึ้น
— “ขอโทษนะที่เกือบทำให้ทุกคนตกอยู่ในอันตราย” ทีพูดกับมุกที่นั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ
— “ฉันโกรธแป๊บนึง แต่แกก็ทำให้เราเห็นอะไรหลายอย่าง” มุกตอบ แล้วเฉย ๆ วางมือบนไหล่เขา “และแกรู้ไหม การที่แกกล้าพูดความจริงแล้วลงมือแก้ปัญหา นั่นแหละที่เจ๋งที่สุด”
ทียิ้ม เขารู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น แม้จะยังเป็นคนที่บางครั้งอยากให้คนชอบ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าความจริงและความรับผิดชอบสำคัญกว่าโอกาสการสร้างภาพ
หลายสัปดาห์ต่อมา หอของพวกเขายังคงมีเสียงหัวเราะ ตักเตือน และโครงการเล็ก ๆ เกิดขึ้นทีละนิด ทีได้เป็นตัวแทนประสานงานจริง ๆ แต่คราวนี้เขาทำจากฐานของความซื่อสัตย์
— “เราอาจจะไม่ได้รวยขึ้นทันที” บุ๋นพูดในตอนที่ทีมกำลังวางแผนกิจกรรมประจำเดือน “แต่เรามีเพื่อนบ้านที่พร้อมช่วยเหลือ และนั่นมีค่ากว่าจริง ๆ”
มุกหัวเราะแล้วชี้ไปที่ที
— “และเรายังมีเครื่องชงกาแฟนั่นด้วย แกเก็บมันไว้ดี ๆ นะ มันเป็นสัญลักษณ์ของความผิดพลาดที่กลายเป็นความร่วมมือ”
ทีมองเครื่องชงกาแฟวางอยู่มุมหอ เขายิ้มแล้วบอกคำขอบคุณเงียบ ๆ ต่อทุกคนที่ไม่ทิ้งเขา แม้ในวันที่เขาโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สบายใจ
สุดท้าย ทีได้เรียนรู้บทเรียนที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดงาน นั่นคือการยอมรับความผิดพลาด และการกล้าที่จะเปลี่ยนการโกหกเป็นการทำจริง ความรับผิดชอบของเขาทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนแน่นแฟ้นขึ้น และหอพักที่เคยถูกมองว่าเป็นที่สกปรกเล็กน้อย กลับกลายเป็นชุมชนที่คนพร้อมจะร่วมมือกันอย่างแท้จริง
เมื่อมองย้อนกลับ บางเรื่องอาจเริ่มจากความกลัวที่จะทำให้คนอื่นผิดหวัง แต่มิตรภาพและความจริงสามารถประคับประคองสิ่งที่มีค่าให้ยาวนานกว่าแสงสว่างจากไฟประดับในวันงาน
และเมื่อใดก็ตามที่ทีเห็นใครกำลังจะพูดโกหกเล็ก ๆ เพื่อให้เรื่องเรียบร้อย เขาจะสะกิด แล้วยิ้มพูดว่า
— “บอกความจริงเถอะ เดี๋ยวมันจะฮากว่า”
เพื่อน ๆ หัวเราะ แล้วพวกเขาก็รู้ว่าบางครั้งเสียงหัวเราะที่ดีที่สุดมาจากความผิดพลาดที่กลายเป็นบทเรียน
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, หอพัก, เพื่อนซี้, ความเข้าใจผิด, ฮากวน, Coming of Age