โปรเจกต์ละครที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“ไฟไหม้เวทีแล้วหรือไง!”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ใกล้มากพอที่ฉันจะหัวใจวายได้เลย”
พี ยืนอยู่ตรงกลางหอประชุมชมรมละคร กำลังถือกระดาษเต็มมือตรงข้าง ๆ กันมีโบ นักแสดงนำหน้าผมตั้ง พูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมท่าทางโอ่อ่า
“พี จริง ๆ นะ เครซี่มากที่นายบอกสปอนเซอร์ว่าเราจะทำ ‘ละครร่วมกับศิลปินระดับชาติ’”
“ฉันไม่ได้… บอกว่าเป็นคนดังจริงจังสักหน่อย แค่บอกว่าเรา ‘ได้รับคำแนะนำจากศิลปิน’” พีพยายามอธิบายพร้อมกับยิ้มฝืน “กับคำว่าคำแนะนำมันต่างกันเยอะ”
“ต่าง?” โบขมวดคิ้ว “แล้วทำไมสปอนเซอร์ถึงโอนเงินตั้งแต่เมื่อวาน แล้วยังส่งอีเมลถามถึงชื่อศิลปินด้วยล่ะ”
พีกลืนน้ำลาย “ฉัน… อืม… ฉันตอบไปว่าเป็น ‘ศิลปินปริศนา’”
เสียงหัวเราะเบา ๆ จากกลุ่มคนในห้องทำให้บรรยากาศยิ่งตึง พีรู้สึกเหมือนกำลังยืนบนเชือกสูงโดยไม่มีตาข่าย
“ศิลปินปริศนา?” น้ำ หัวหน้าฝ่ายเวที พูดอย่างราบเรียบแต่เสียงมีน้ำหนัก “นั่นหมายความว่าเราอ้างว่าใครสักคนจะมาช่วยออกแบบท่าเต้น ท่าเดิน และอาจจะมาดีไซน์ชุด”
“ใช่ แต่ฉันตั้งใจจะให้เป็นคำอธิบายกว้าง ๆ พอให้พวกเขาเชื่อว่าเงินจะไม่หายไป” พีพูดเร็ว “ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันบานปลาย”
ไน หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์หันมายิ้มกวน ๆ “นั่นแหละไง พี ลงทุนกับคำว่า ‘ปริศนา’ แล้วปล่อยให้คนจินตนาการจนกลายเป็น ‘ศิลปินระดับชาติ’”
“แล้วไงล่ะ” พีพิงขอบลังไม้ที่ใช้เก็บอุปกรณ์ “ถ้าเราบอกความจริงว่าเรายังไม่มีใคร เสียเงินคืนหรือไม่ เขาอาจไม่ให้เราจัดการแสดงก็ได้ ถือว่าฉันทำเพื่อชมรม”
โบยิ้มอย่างมีเลศนัย “ฟังดูดี… แต่พี นายมักทำแบบนี้เสมอ ‘ทำเพื่อชมรม’ แต่ตอนสุดท้ายคนที่ต้องเก็บเศษเสี้ยวคือเรา”
“ฉันรู้ ฉันรู้ แต่ฉันจะหา ‘ศิลปินปริศนา’ ไงล่ะ”
คนอื่นเงียบไปชั่วขณะ เสียงนาฬิกาผนังเต้นสม่ำเสมอเหมือนเว้นช่วงให้ทุกคนคิด
“แล้วนายคิดว่าจะหาได้จากที่ไหน?” ธาม หัวหน้าฝ่ายไฟ ซึ่งชอบคิดทฤษฎีร่วมกับไฟสลัว ๆ เอ่ย “เรามีเพื่อนบ้างไหมที่พอจะเล่นบทเป็น ‘ศิลปินระดับชาติ’ ได้โดยไม่ต้องแสดงตัวจริง?”
พียิ้มอย่างที่เขาถนัดที่สุด เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจจนคนหลายคนใจก็สงบลง “ไม่ต้องแสดงตัวก็ได้ แค่มีตัวตนในเอกสาร รูปถ่ายเบลอ ๆ คำอธิบายปรัชญาเชิงศิลป์ แล้วเราอาจจะให้เขา ‘ให้คำแนะนำทางไกล’ ผ่านอีเมล”
โบส่งสายตา “นั่นมันเหมือนการแต่งงานกับเรื่องโกหก”
“ยังไงก็ตาม ตอนนี้มีเงินแล้ว ฉันคิดถึงความเป็นไปได้” พีพูดเสียงอ่อนลง “เงินช่วยให้เราอัปเกรดฉาก แสง สี เสียง ให้โอกาสคนที่ฝึกมานานได้โชว์ของจริง”
ไนถอนใจ แต่ก็ไม่เถียง “เอาล่ะ ถ้าจะทำ ฉันจะอำนวยประชาสัมพันธ์ให้ดูเก๋ ๆ ชื่อเฟสต์ก็ต้องทำให้หรู”
หลายวันต่อมา ความ ‘ศิลปินปริศนา’ กลายเป็นเรื่องราวในวงการมหาวิทยาลัย พีส่งอีเมลปลอม ๆ ที่ดูคมคาย มีคำศัพท์เชิงศิลป์ผสมกับคำคมปรัชญา ไม่นานโพสต์ของชมรมก็ถูกแชร์กว้างจนมีคนเริ่มคาดหวัง
“พี นายคิดจริง ๆ เหรอว่าเราจะผ่านเรื่องนี้โดยไม่มีข้อบกพร่อง?” น้ำถามในคืนหนึ่งที่ทุกคนกำลังซ้อมจนดึก
“ฉันคิดว่า… ถ้าเราตั้งใจทำให้ดีที่สุด ไม่มีอะไรต้องกลัว” พีพูดอย่างจริงจัง นัยน์ตาเปล่งประกาย “และฉันจะไม่ให้อะไรมาทำลายโอกาสของคนในชมรม”
“แต่โอกาสของพวกเรากำลังสร้างด้วยเรื่องโกหกนะ” โบตอกกลับ
“ผมไม่ชอบโกหก แต่ผมไม่ชอบให้คนที่ทุ่มเทเสียโอกาสมากกว่า” น้ำตอบเสียงแผ่ว แต่คำพูดนั้นเป็นเหมือนเข็มทิ่มแทงความมั่นใจของพี
พีเงียบไปนาน ครู่หนึ่งก่อนจะพูด “ถ้างั้น… เราทำแบบนี้: เราจะใช้เงินที่ได้ยกระดับการแสดงให้เป็นงานจริงจังที่ทุกคนภูมิใจ ถ้าเมื่อถึงเวลาศิลปินปริศนายังไม่มา เราจะยอมรับความจริงและเล่าให้ผู้สนับสนุนฟัง”
ทุกคนสบตากัน มีทั้งความไม่แน่ใจและความหวังปนกัน แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ตกลง
กลางทาง ความไม่ตั้งใจของพีเริ่มก่อปมใหม่ เขาได้รับอีเมลจากกลุ่มเทศกาลละครระดับมหาวิทยาลัยใกล้เคียง ที่เชิญชมรมของเขาไปแสดงในงานแบบ ‘เวทีแลกเปลี่ยน’ โดยอ้างเหตุผลที่เขียนในโพสต์ประชาสัมพันธ์ว่ามี ‘ศิลปินร่วมสมัย’ นำทีม
“นี่… นายยังไม่ได้ส่งอีเมลจริง ๆ หรอกนะพี?” ไนถามอย่างหวั่นใจ
“ไม่ได้ส่ง นายไม่เข้าใจ พวกเขาเห็นโพสต์แล้วชวนเราเอง” พีพูดด้วยความตื่นเต้นและความกลัวผสมกัน “นั่นหมายความว่าพวกเขาอยากเห็นผลงานของเรา”
“หรืออยากเจอ ‘ศิลปินระดับชาติ’ ที่นายอ้างก็ได้” โบว่าต่อ
“ไม่ว่าอย่างไร นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ ถ้าเราทำสำเร็จ ชมรมจะมีชื่อเสียง เงินจะเข้ามามากขึ้น และเราจะได้เปิดทางให้รุ่นต่อไป” พีพูดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“หรือเรากำลังถลำลึก” น้ำแทรก
“ถลำลึกไปแล้วน่ะสิ” ธามพูดเล่น แต่ในสายตาของเขามีแต่ความจริงจัง
การเตรียมตัวเริ่มเข้มข้น พวกเขาตัดสินใจซ้อมวันละหลายชั่วโมง เจออุปสรรคตั้งแต่ชุดที่ไม่พอดีไปจนถึงฉากที่ออกแบบด้วยงบจำกัด แต่ทุกครั้งพีมักใช้ความสามารถวางแผนเข้าช่วย จับจุดที่สำคัญและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีระบบ
“พี นายเก่งตรงที่มองเห็นภาพรวม” ไนบอกในตอนหนึ่งขณะพวกเขากำลังแก้ปัญหาฉากหมุนที่ติดขัด
“แต่บางครั้งนายมองเห็นภาพจนลืมว่าพวกเรายังเป็นคนธรรมดา” โบเสริม “นายวางแผนราวกับทุกอย่างเป็นแบบฝึกหัดที่ต้องสอบผ่าน”
“ฉันกลัวว่าถ้าไม่ละเอียด งานจะพัง” พีพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ “และฉันกลัวคนที่ลงทุนจะผิดหวัง”
“ความกลัวที่ทำให้เราขยันก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ามันผลักให้เราปลอมตัวตลอดเวลา นั่นไม่ใช่เรื่องดีแล้ว” น้ำตอกบทสัมภาษณ์ไว้ชัดเจน
ซ้อมไป ซ้อมมา ความเข้าใจผิดใหม่ก็เกิดขึ้น เมื่อภาพโปรโมตที่ไนออกแบบเรียกความสนใจจากนิตยสารศิลปะภายในเมือง พวกเขาได้รับการโทรเชิญให้ไปรายการวิทยุทอล์กโชว์ ซึ่งโฮสต์ถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ศิลปินปริศนาคนนี้ชื่ออะไร และจะมาปรากฏตัวแน่ไหม”
“โอ้โห” โบกัดลิ้น “นี่คือจุดที่นายต้องแก้”
พีสูดลมหายใจ “ผมบอกว่าศิลปินจะ ‘ให้คำแนะนำเป็นบางครั้ง’ ทางอีเมล และ… เอ่อ… พูดในรายการว่าบางทีเขาอาจส่งคลิปสั้น ๆ มาทักทาย”
“บางที?” โฮสต์ในห้องซ้อมท้วง “บางทีมันไม่พออีกแล้วนะ”
พีเริ่มรู้ว่าการใช้คำกำกวมเหมือนมีดสองคม มันช่วยให้ผ่านพ้นหลายสถานการณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คมของมีดนั้นเริ่มแทงบาดตัวเอง
มาถึงคืนก่อนงานเทศกาล พีตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ ไฟที่หน้าจอขึ้นชื่อของไน
“นายต้องดูนี่” ไนส่งลิงก์วิดีโอสั้น ๆ ที่มีการสัมภาษณ์โบแบบลวก ๆ คลิปนั้นกลายเป็นไวรัลเพราะมีวลีคล้าย ๆ ว่า “ศิลปินปริศนาเขียนบทให้พวกเราแบบ… โคตรลึก” พร้อมกับภาพเบลอที่ทำให้ผู้ชมหลายคนจินตนาการไปเองว่าเป็นคนดัง
“คนเห็นคลิปนี้แล้วคิดว่าเรามีศิลปินตัวเป็น ๆ” ไนบอกเสียงหนัก “เทศกาลจะแสตนบายและมีตัวแทนมาดูเราโดยตรง”
“หมายความว่า… พวกเขาจะถามคำถามต่อหน้าเรา” น้ำสรุป
“ใช่ และคำถามจะต้องเชื่อมโยงกับ ‘ศิลปินปริศนา’ ที่เราพูดถึง” ไนพูดก่อนจะเงียบ “พี นายต้องตัดสินใจแล้ว”
พีมองเพื่อนทุกคน พวกเขามองกลับมาด้วยสายตาที่หลากหลาย บ้างหวัง บ้างกลัว บ้างมองเขาอย่างคาดคั้น
“ผม… ผมจะบอกความจริง” พีพูดอย่างแน่วแน่ “แต่ไม่ใช่ก่อนการแสดง ผมจะบอกความจริงในตอนท้ายของการแสดง — ให้ผู้ชมได้เห็นว่าพวกเราทุ่มเทขนาดไหนจริง ๆ”
โบทำหน้าเหมือนจะโวยวาย แต่ไนยกมือห้าม “นั่นอาจเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ ถ้าเราทำให้ตอนจบมีพลังพอ”
“แล้วถ้าพวกเขาต้องการคุยกับ ‘ศิลปิน’ ก่อนการแสดงล่ะ?” ธามถาม
“เราจะให้โบเป็น ‘ผู้แปล’ ของศิลปิน” พีเสนอ “โบจะพูดด้วยสำเนียงหรู ๆ เล็กน้อย แกล้งทำเป็นคนกลาง”
น้ำหน้าซึ้ง “นั่นวิธีการคลุมเครือดี แต่เสี่ยงมาก”
“ก็แหงสิ” พียิ้ม “แต่ตอนนี้ไม่มีทางอื่นแล้ว เราต้องเสี่ยง”
วันแสดงมาถึง พวกเขาเดินทางไปงานเทศกาลด้วยหัวใจเต้นแรง บนรถบัสเต็มไปด้วยอุปกรณ์และบทสนทนาที่เต็มไปด้วยแผนฉุกเฉิน
“ถ้าเสื้อชุดของโบขาด เราจะทำยังไง?” น้ำถาม
“เอาเทปปิดไว้” ธามตอบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทุกคนหัวเราะคลายความตึง
“ถ้าโบลืมบทล่ะ?” ไนเสริม
“โบไม่ลืมหรอก เขาแค่เลือกที่จะประดิษฐ์คำพูดใหม่ ๆ” โบพูดประหนึ่งเป็นคำคม
ก่อนการแสดง ตอนประชุมสื่อพีต้องยืนตอบคำถามต่อหน้าตัวแทนเทศกาลและสื่อมวลชน โฮสต์ของงานถามอย่างสุภาพ “ศิลปินปริศนาที่ร่วมงานด้วยเป็นใครครับ”
พีหายใจลึก พยายามคิดคำตอบที่ยืนได้ทั้งความจริงและไม่ทำลายความหวังของผู้สนับสนุน “ศิลปินคนนั้น…” เขาหยุดชั่วครู่ “เป็นตัวแทนของกระบวนการสร้างสรรค์มากกว่าชื่อบุคคล”
ตัวแทนเทศกาลพยักหน้า “น่าสนใจครับ แล้วเขาจะปรากฏตัวที่งานหรือเปล่า”
“บางทีเขาอาจจะปรากฏผ่านงานของเรา” พีพูดตามบทที่ตั้งใจไว้ โบมองตาเขาพร้อมรอยยิ้มกล้า ๆ
เวทีสำหรับการแสดงของชมรมพวกเขาดูไม่เหมือนงานระดับชาติที่พวกเราจินตนาการไว้ แต่ก็มีเสน่ห์ในความหยาบกระด้างของมัน แสงถูกปรับจนเงาสลัวเพื่อสร้างบรรยากาศ ลมหายใจสุดท้ายของการซ้อมถูกเก็บไว้ในฉากเปิด
“จำไว้นะ ทุกอย่างที่เราแสดงคือของจริง ไม่ใช่ของที่พีสั่งให้เป็นจริง” ไนกระซิบบอกพีเป็นการส่วนตัว
พียิ้ม “ฉันรู้แล้ว นายไม่ต้องห่วง”
การแสดงเริ่มอย่างไม่คาดคิด บทละครที่ทีมเขียนเป็นเรื่องของเพื่อนสี่คนที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต การสื่อสารล้มเหลว และการค้นหาความจริงระหว่างทาง บทพูดเต็มไปด้วยมุกละมุนและสถานการณ์อึดอัดใจที่สร้างเสียงหัวเราะได้โดยไม่ต้องทำให้ใครอาย
“ทำไมเขาต้องบอกว่าชอบสีฟ้า ทั้ง ๆ ที่มันชัดเจนว่าเขาชอบสีเขียว” ตัวละครหนึ่งพูด เหมือนพูดแทนความไม่ตรงไปตรงมาของพี
ผู้ชมหัวเราะ แต่ไม่ใช่ในแบบเยาะเย้ย มันเป็นรอยยิ้มที่เข้าใจ
กลางการแสดง โบซึ่งรับหน้าที่เป็น ‘สื่อกลาง’ ให้ศิลปินปริศนา ถูกดึงตัวขึ้นสู่เวทีโดยตัวแทนเทศกาลเพื่อถามคำถามต่อหน้าแขกผู้ทรงเกียรติ โบเล่นบทได้อย่างคล่องแคล่ว เรียบหรูเหมือนนักพูดที่ฝึกมาแต่ชาติปางก่อน
“ศิลปินอยากจะสื่ออะไรกับผู้ชมในงานนี้ครับ?” ตัวแทนถามโดยหันไปทางโบ
โบหันมาทางพี พีรู้สึกเหมือนใครสักคนจับมือเขาแน่น แล้วโบเริ่มพูดในสำเนียงที่ทุกคนรู้สึกว่า ‘นี้มันโบเองแหละ’ แต่คำพูดนั้นกลับมีน้ำหนัก
“ศิลปินปริศนาอยากให้ศิลปะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนพูดความจริงของตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลัวคำตัดสิน” โบกล่าว “เขาเชื่อว่าความจริงไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งเพื่อความสวยงาม แต่ต้องมีความกล้าหาญ”
คำพูดนั้นทำให้พีสะอึก ภายในอกของเขาถูกสะกิดอย่างแรง ความจริงที่เขาซ่อนยังคงหนักหนา แต่คำพูดของโบทำให้เขารู้สึกว่าเป็นเวลาที่ต้องเลือกแล้ว
“ตอนนี้ผม… ผมอยากสารภาพครับ” พีพูดเสียงไม่แข็งนัก แต่ชัดเจน “ผมบอกว่ามีศิลปินปริศนาเพราะผมกลัวว่าโอกาสจะหลุดมือไป ผมกลัวว่าถ้าผมบอกว่าพวกเรายังไม่ได้รับคำปรึกษาจริง ๆ พวกเขาจะไม่ให้โอกาสเรา”
เงียบสนิทในชั่วขณะ ทุกคนหยุดหายใจ คำสารภาพของพีเหมือนการปล่อยหินลงในสระน้ำ ก่อเป็นวงคลื่นออกไป
“นายทำสิ่งที่ผิด แต่ทำด้วยเหตุผล” ไนพูดเสียงเบา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่เข้าใจ
“ผมผิด” พีพูดต่อ “และผมจะรับผิดชอบ ผมขอร้องให้ทุกคนช่วยผมอีกครั้ง ให้เราทำสิ่งที่แท้จริง เป็นของเราจริง ๆ”
โบยืนนิ่ง มองไปรอบ ๆ เพื่อนในชมรม จากนั้นโบก็หัวเราะเบา ๆ “แล้วเราจะเอาข้ออ้างไปไหน?”
“เก็บไว้เป็นบทเรียน” น้ำตอบทันที “และเราแปลงมันเป็นความจริงของเรา”
การแสดงต่อไปเปลี่ยนไป พวกเขาเลิกยึดติดกับภาพลักษณ์ ‘ศิลปะหรู’ และเริ่มแสดงความเป็นพวกเขาอย่างแท้จริง บทพูดมีการเปลี่ยนจูนเล็กน้อยแต่มีความจริงใจมากขึ้น มุกหลายอันที่ก่อนหน้านี้ประดิษฐ์เพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ศิลปะ กลายเป็นมุกที่มาจากชีวิตจริงของนักแสดงเอง
“ผมน่ะกลัวมากเวลาต้องปฏิเสธ ใครขออะไรผม ผมจะคิดเขาเป็นเพื่อนผม ผมไม่อยากให้เขาผิดหวัง” หนึ่งในตัวละครพูด ซึ่งเป็นบทของพีในเรื่อง
ผู้ชมหัวเราะ แต่ครั้งนี้เสียงหัวเราะมันอบอุ่นและเห็นใจ
ในตอนสุดท้ายของการแสดง พีตัดสินใจยกไมโครโฟนและหันมาพูดกับผู้ชมจริง ๆ ไม่ใช่บทละคร
“ผมชื่อพี ผมเป็นหัวหน้าชมรมนี้ และผมโกหกเล็ก ๆ เพื่อให้พวกเราได้โอกาส” เขากล่าวเสียงนิ่ง “ผมอยากขอโทษใครก็ตามที่รู้สึกว่าถูกหลอก แต่ผมขอให้คุณดูสิ่งที่พวกเราทุ่มเทในคืนนี้ แล้วตัดสินใจเอง”
ผู้ชมจ้องมอง พวกเขาได้เห็นหน้าจริง ๆ ของกลุ่มคนบนเวทีที่เพิ่งผ่านเรื่องราวมาด้วยกัน พวกเขาไม่รู้จัก ‘ศิลปินปริศนา’ แต่พวกเขารู้จักคนที่ยอมรับผิดและกล้าทำต่อเพื่อสัจจะ
ตอนจบของการแสดง ผู้ชมลุกขึ้นปรบมือ ยาวและจริงใจ บางคนเช็ดน้ำตา บางคนยิ้มจนตาหยี
หลังการแสดง ตัวแทนเทศกาลเดินมาหา พวกเขาพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง “เราไม่สนใจว่าใครเป็นศิลปิน แต่เราชอบวิธีที่พวกคุณนำความจริงมาส่งผ่านศิลปะ” ตัวแทนกล่าว “ถ้าอนาคตพวกคุณอยากกลับมาแบ่งปันงานใหม่ เราจะให้เวที”
“เรามาเพราะศิลปินปริศนา?” โบถามอย่างเจ้าเล่ห์
ตัวแทนหัวเราะ “บางทีมันคือหนึ่งในเรื่องดี ๆ ที่ควรจะเป็นปริศนา”
กลับมาที่มหาวิทยาลัย ชมรมละครของพีมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น แต่พีไม่สบายใจเหมือนก่อน ความรู้สึกโล่งอกและหนักหนาซ้อนกันอยู่ เขาตัดสินใจนัดเพื่อนทุกคนมานั่งคุยใหญ่
“ผมอยากขอบคุณทุกคน” พีพูดขึ้น “ผมทำให้พวกเราต้องเสี่ยง ผมทำให้บางคนอึดอัด แต่พวกคุณเลือกที่จะช่วยกัน และผม… ผมได้เรียนรู้ว่าบางครั้งการเป็นคนวางแผนต้องมีความยืดหยุ่น และการยอมรับผิดคือการเริ่มต้นที่ดี”
น้ำยิ้ม “และนายก็ต้องเรียนรู้ที่จะปฏิเสธด้วยมารยาท”
“ใช่” พีพยักหน้า “แล้วก็ต้องเรียบเรียงคำพูดให้สั้นลงสักหน่อย” ทุกคนหัวเราะ พีเองก็หัวเราะ เขารู้สึกเบาขึ้น
โบพิงกำแพง “แล้วถ้าครั้งหน้าแฟน ๆ อยากรู้ศิลปินคือใคร พี นายจะทำยังไง”
พีคิดสักพัก “ผมจะบอกความจริงตั้งแต่แรก แต่ผมจะบอกพร้อมกับแผนที่ชัดเจนว่าเราจะทำอะไรเพื่อให้ของที่เรานำเสนอมีคุณค่า”
“โอ้ ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นทันตาเลย” ไนแซว
“ผู้ใหญ่ก็ยังมีมุกโง่ ๆ ได้” ธามว่า
วันต่อมามหาวิทยาลัยจัดงานเล็ก ๆ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ ชมรมละครตั้งบูธแสดงภาพเบื้องหลังการทำงาน ผู้คนเข้ามาคุย สอบถาม และหัวเราะกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“พี นายยังคิดจะทำโปรเจกต์ใหญ่ต่อไหม” หนึ่งในอาจารย์ถามอย่างจริงใจ
“ผมคิดว่าจะทำแบบที่ผมควรจะทำตั้งแต่แรก” พีพูด “คือให้คนได้แสดงออก เสนอเรื่องที่จริง และไม่ต้องปกปิดความไม่สมบูรณ์”
“ฟังดูดี” อาจารย์ยิ้ม “และเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับนักเรียนทุกคน”
ในค่ำคืนที่พวกเขานั่งคุยกันจนเริ่มจะดึก พีมองไปรอบ ๆ ห้อง มีโบที่กำลังเล่าเรื่องตลกน้ำเสียงส่วนตัว น้ำที่กำลังแก้ปมชุดอย่างใจเย็น ไนที่ถือแผนงานไว้ และธามที่ยังหาวิธีให้แสงสวยขึ้น
“ผมขอโทษอีกครั้งที่ทำให้พวกคุณต้องลำบาก” พีพูด
“ขอโทษทำไม ตอนนี้เรามีเรื่องน่าภูมิใจมากกว่าปกติอีกนะ” โบตอบพร้อมยกแก้วน้ำพลาสติกขึ้นชู
“ขอโทษก็ทำให้พวกเรายิ้มได้” น้ำเสริม
พียิ้ม เหมือนได้ยกของหนักออกจากอก “ขอบคุณที่ยกของหนักไปด้วยกัน”
คืนนี้ทุกคนขำกันจนดึก แต่เป็นเสียงหัวเราะที่มีความหมาย พีรู้สึกว่าเขาโตขึ้นแล้วเล็กน้อย เขายังคงเป็นคนวางแผน แต่คราวนี้เขารู้ว่าบางครั้งแผนไม่สำคัญเท่าการยอมรับความจริง
สองสัปดาห์หลังเทศกาล มีอีเมลเข้ามาจากนักเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นที่เห็นคลิปของชมรมพวกเขา เขียนมาบอกว่าเขารู้สึกกล้าขึ้นที่จะพูดความจริงในชมรมของตัวเอง
พีอ่านข้อความนั้นแล้วยิ้ม เขาเอามือวางลงบนกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนคำว่า ‘ศิลปินปริศนา’ ไว้ในคืนแรก แล้วฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ
“บางทีปริศนาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครคือศิลปิน แต่คือว่าเราอยากเป็นศิลปินแบบไหน” พีกระซิบกับตัวเองก่อนจะลุกขึ้นไปปิดไฟห้องซ้อม
เมื่อประตูปิดลง มีแสงไฟน้อย ๆ เหลือเพียงแสงไฟฉายบนเวทีเล็ก ๆ ที่พวกเขาใช้ซ้อม พีมองมันและหัวเราะเบา ๆ ด้วยความสบายใจ
คืนนั้นเอง เขารู้ว่าเขาจะยังทำผิดอีก แต่ครั้งหน้าเขาจะรับผิดชอบให้เร็วกว่านี้ เขาจะไม่กลัวที่จะปฏิเสธที่ไม่ถูกต้อง และจะไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
และเมื่อใดที่ใครถามว่า ‘ศิลปินปริศนา’ อยู่ที่ไหน เขาจะตอบด้วยรอยยิ้มว่า “อยู่ในตัวพวกเรานี่แหละ”
เรื่องราวจบลงด้วยภาพของกลุ่มเพื่อนยืนเคียงข้างบนเวทีเล็ก ๆ แสงไฟอ่อน ๆ ส่องหน้า ทุกคนมีรอยยิ้มที่เข้าใจและยินดี พีได้เรียนรู้ว่าความกลัวอาจพาไปสู่การตัดสินใจผิด แต่การยอมรับผิดและการร่วมมือกันคือสิ่งที่ทำให้เรื่องวุ่นวายกลายเป็นเรื่องน่าจดจำ
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ละคร, มหาวิทยาลัย, เพื่อนซี้, ความเข้าใจผิด, ตลกวุ่นวาย, Coming of Age