โปรเจกต์ที่ฉันไม่ได้ทำ (แต่จะแกล้งว่าได้ทำจนกว่าจะกลายเป็นจริง)
เสียงมือถือดังกลางคืนทำให้จิรภาตื่นจากฝันเรื่องการจัดงานมหกรรมไอเดียระดับชาติ ฝันที่เธอไม่เคยนอนหลับสบายเพราะต้องคิดโปรแกรม แผนผัง และคำพูดที่จะทำให้กรรมการตะลึง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“จิ๊บ ตอบสักที!” เสียงพายเพื่อนร่วมห้อง ตะโกนมาจากอีกฝั่งของผนังแต่ละคำเหมือนเป็นการปั๊มแรงกดดัน
จิรภารีบคว้าโทรศัพท์ หวังว่าเป็นข้อความเตือนวันยื่นงานจริง ๆ แต่เป็นสติ๊กเกอร์รูปแมวที่พายส่งมาก่อนจะตามมาด้วยข้อความ: ง่วงไหม จะพาไปซื้อบะหมี่ไหม
“ไม่ว่าง…เดี๋ยวสักพัก…” จิรภาพิมพ์กลับไปด้วยนิ้วที่ยังครั่นเนื้อครั่นตัว เธอกลับมาคิดถึงคำพูดที่บอกพ่อเมื่อสองวันก่อนว่าโปรเจกต์ของเธอชนะรางวัลคัดเลือกรอบแรก
“ชนะแล้วเหรอ? ดีใจด้วยลูก” เสียงพ่อจากสายเรียกเข้าที่เธอไม่ได้กดตัด แต่ปล่อยให้ได้ยิน เธอได้ยินความภูมิใจและเสียงกล่อมเล็ก ๆ ในปลายสาย
ความจริงคือ เธอยังไม่มีผลงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน มีแค่แนวคิดบนกระดาษหลายแผ่นที่เขียนเป็นลายมือโย้เย้ และภาพประกอบคร่าว ๆ ที่วาดหน้าตาตัวละครไม่เสร็จ
จิรภายอมรับกับตัวเองไม่ได้ว่าพ่อจะได้ยินคำว่า “ยังไม่ได้ทำ” คำว่าผิดหวังทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเหมือนหัวใจโดนกด ดังนั้นเธอเลยเลือกคำที่ง่ายกว่า: พูดโกหกเล็ก ๆ ให้เรื่องผ่านไป
“โอเคจ้ะ พ่อ ฉันชนะแล้ว เดี๋ยวส่งรูปให้ดู” เธอพูดเหมือนคนที่ตื่นเต็มตา ทั้ง ๆ ที่ข้างในคิดหาวิธีทำโปรเจกต์ในเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์
ตอนเช้า พายเข้ามาในห้องด้วยหน้าตาชวนสงสัย “เมื่อคืนแกส่งสติ๊กเกอร์แมวตอนตีสาม เล่าว่าทำอะไรอยู่”
“นอนคิดโปรเจกต์” จิรภาตอบอย่างกระดากใจแต่มั่นคง
พายยกคิ้ว “คิดจนชนะแล้วเหรอ เป็นคำพูดที่เหมือนคนมีชัยชนะ”
“อืม…” เธอถอนหายใจแล้วทำหน้าเฉย แต่ความคิดหลากหลายวิ่งเข้ามา—การจัดแสดงโชว์จำลองการสื่อสารระหว่างคนรุ่นใหม่กับเทคโนโลยีที่ห้องสมุดเก่า ๆ ของมหาวิทยาลัย จะต้องมีฉาก มีตัวละคร มีโปรแกรมโชว์
“ฟังนะ แกเคยบอกว่าถ้าพูดความจริงแล้วมันจะง่ายขึ้น” พายพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำเหมือนให้คำปรึกษา แต่จิรภารู้ว่าในใจพายเองก็ชอบความวุ่นวาย
“ในโลกอุดมคติอาจจะงั้น แต่โลกจริงคือ ถ้าพ่อรู้ว่าฉันยังไม่ได้ส่งงาน เขาจะโทรมาถามเป็นรอบ ๆ จนฉันจะไม่มีสมองพอคิดงาน”
พายหัวเราะ “แกนี่ยุ่งจริง ๆ นะ แต่เอาเถอะ ฉันช่วยได้บ้าง”
ความช่วยเหลือแรกของพายคือการเปิดกลุ่มในแอปของชมรมเพื่อหาคนเพิ่ม พวกเขาต้องการคนทำกราฟิก คนแสดง และคนที่ไม่กลัวการโกหกเป็นพิเศษ
“เราจะไม่โกหก แต่เราจะ…เสริมความจริง” จิรภาพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้คำฟังดูมีศีลธรรม
เสียงในกลุ่มชวนหัวเราะ มีทั้งคอมเมนต์ที่จริงใจและคนที่เสนอไอเดียเพี้ยน ๆ เช่น ใช้หุ่นยางเป่าลมทำตัวละคร หรือเชื่อมโปรเจกต์กับต้นไม้ในห้องสมุด
วันแรกของการรวมทีม พวกเขาพบกันในชั้นใต้ดินของอาคารวิทยบริการ ที่นั่นมีกลิ่นของกระดาษเก่าและความเงียบที่เหมาะแก่การคิดงานสร้างสรรค์
“ฉันชื่อโสภา หรือโซ่” หญิงสาวรูปร่างผอมสูง ผมสั้นประบ่ารับประทานแนะนำตัวด้วยสำเนียงกระฉับกระเฉง “ฉันทำกราฟิก พวกเธออยากให้โปรเจกต์ดูสวยหรือให้ใจดีก่อน”
“ทั้งสองสิ ต้องเอาใจกรรมการด้วยสายตาและหัวใจ” จิรภาตอบอย่างจริงจัง เธอไม่รู้ว่าคำพูดนั้นจะมีราคาหนักหน่วงแค่ไหน
คนต่อมาคือ ‘มิก’ นักแสดงนิสัยเล่นใหญ่ เขามองไอเดียแล้วทำหน้าเหมือนกำลังคิดบทละคร “เราเล่นได้เลย ฉันชอบเล่นเป็นเครื่องจักรที่มีหัวใจ แต่มีปัญหาเรื่องสายไฟ”
พายแนะนำ “ส่วนฉันจะดูแลโปรดักชัน ถ้าพวกเธอไม่ใส่ใจเรื่องรายละเอียด ฉันก็จะใส่ใจให้แทน”
ทีมที่ดูเหมือนไม่เข้ากันกลับค่อย ๆ ซึมซับไอเดียของกันและกัน พวกเขาทุ่มเทเพื่อให้โปรเจกต์ที่ ‘ยังไม่มี’ กลายเป็นจริง
วันหนึ่ง หลังจากทำงานจนหัวค่ำ จิรภาได้รับอีเมลจากสำนักงานทุนของมหาวิทยาลัย ประกาศว่าโปรเจกต์ของเธอถูกคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในห้าชิ้นที่จะแสดงในงาน ‘นวัตกรรมสร้างสรรค์’ ซึ่งจะมีกรรมการจากภายนอกมาดู
“นี่มัน…” จิรภาอ่านอีเมลซ้ำสามรอบ มือสั่น
โซ่แทรก “จิ๊บ นี่คือโอกาสเลยนะ ทำจริงให้สุดเถอะ”
มิกยกนิ้วโป้ง “ฉันชอบความกดดัน มันทำให้ฉันเปล่งประกาย”
พายสบตาจิรภา “ตอนแรกเราทำเพื่อให้แกรอด แต่ตอนนี้มันต้องจริงแล้วนะ”
คำว่า ‘จริง’ เหมือนโซ่ที่คอยฉุดจิรภา เธอรู้ว่าการโกหกที่บานปลายมาตลอดกำลังถูกดึงให้ปรากฏ แต่กลับมีความรู้สึกแปลก ๆ—ความกดดันผสมกับความตื่นเต้น
“เราทำได้” เธอพูดเหมือนปลอบตัวเอง แต่ก็เสียงจริงจังจนทุกคนหยุดฟัง
เรื่องเริ่มวุ่นเมื่อ ‘นัท’ ศิษย์เก่าและเป็นคู่แข่งขันเก่าถามเรื่องโปรเจกต์ของเธอ นัทเป็นคนฉลาดฉายแววความทะเยอทะยาน เขามายืนที่หน้าห้องชมรมพร้อมรอยยิ้มที่ทำให้จิรภารู้สึกเหมือนถูกสอบปากคำ
“จิ๊บ โชคดีจังที่โปรเจกต์เธอเข้ารอบนะ บอกฉันหน่อยได้ไหมว่ามีเทคโนโลยีอะไรพิเศษ” นัทถามด้วยเสียงสุภาพ แต่เป็นความสุภาพที่มีคม
จิรภาส่ายหัวเร็ว “ยัง…ไม่เสร็จเลย” เธอรู้สึกว่าคำนี้จะพังการแสดง แต่ก็ต้องพูด
นัทโบกมือ “เข้าใจ เข้าใจ แต่ถึงกระนั้นฉันก็สงสัยว่าทำไมการคัดเลือกทำได้รวดเร็ว”
เมื่อคืนก่อนการแสดงตัวจริง พวกเขาทำงานกันไม่หยุด นาทีก่อนหน้าที่จะแข่งกับเวลา พายก็ผลักดินสอให้โซ่และมิกทำซาวด์ หมอนรองหลังวางผิดที่ ต้นไม้เทียมตกบ้าง แต่ทั้งหมดเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่พวกเขาใช้หัวใจมากพอจะซ่อมให้เข้ากัน
“ถ้าพวกเราทำให้มันดูเหมือนว่าเกิดขึ้นจากความตั้งใจทั้งหมด เราก็ชนะ” จิรภาบอกกับทีมในตอนที่ทุกคนเริ่มจะเหนื่อย แต่ดวงตาของเธอบอกว่ามีไฟ
พายยิ้มขำ “แกพูดราวกับเป็นผู้กำกับระดับออสการ์”
มิกเดินเข้ามาจับไหล่จิรภา “เธอเป็นผู้นำ ไม่ใช่คนโกหกที่ไม่สามารถแก้ไขได้”
แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นกลับเกิดขึ้นเมื่อวันงานมาถึง ทีมของพวกเขาต้องเจอกรรมการที่จริงจัง หนึ่งในนั้นคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรียา ผู้มีชื่อเสียงเรื่องวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
“โปรดอธิบายแนวคิดของโปรเจกต์นี้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรียาถาม แววตาของเธอไม่ให้หลงเหลือที่ว่างสำหรับการโกหก
จิรภาเดินขึ้นไปยืน แสงไฟสลัวทำให้หัวใจเธอเต้นแรง แต่เสียงภายในบอกให้เธอท่องสคริปต์ที่พวกเขาเตรียมมา
“โปรเจกต์ของเราชื่อ ‘ห้องใจ'” เธอเริ่มด้วยน้ำเสียงที่พยายามเป็นมืออาชีพ “เป็นการเชื่อมต่อระหว่างคนกับพื้นที่เก่า ๆ ที่คนมองข้าม โดยใช้เสียงและแสงเป็นสื่อกลาง”
กรรมการถามต่อเป็นคำถามเฉพาะ “เทคโนโลยีใช้แบบไหนในการเชื่อมต่อ”
จิรภากลืนน้ำลาย “เราใช้เซนเซอร์วัดความเงียบ เซนเซอร์ปฏิสัมพันธ์และโปรแกรมที่แปรสัญญาณเป็นแสง” เธอตอบด้วยรายละเอียดที่ได้จากการอ่านบทความอย่างเร่งด่วนเมื่อหลายคืนก่อน
กรรมการคนอื่นต่อยิ้ม “โครงงานฟังดูมีศิลป์ แต่ถ้าพลังงานจากอุปกรณ์ไม่พอ จะแก้ยังไง”
มิกวิ่งไปรอบเวที พลางทำใบหน้าเป็นนักเล่นใหญ่ “เรามีขวดน้ำเป็นตัวแทนพลังงานของมนุษย์” คำตอบนั้นทำให้เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้น แต่ก็เปลี่ยนบรรยากาศให้กลายเป็นความคลายเครียดชั่วคราว
หลังการสัมภาษณ์ จิรภากลับมาที่ห้องซ้อม พวกเขานั่งทบทวนสิ่งที่ผ่านไป “เราต้องทำให้มันทำงานจริง ๆ” โซ่พูดอย่างหนักแน่น
“และเรามีเวลาแค่สองสัปดาห์” พายเสริม “โจทย์คือ เราจะสร้างระบบที่ใช้งานได้จากของที่เราเอามาได้ในมหาวิทยาลัย”
พวกเขาเริ่มดำดิ่งหาอุปกรณ์เก่าที่ถูกทิ้งของภาควิชาไฟฟ้า หลอดไฟ โทรศัพท์เก่า ๆ หูฟังที่ไม่เคยใช้ และคอมพิวเตอร์รุ่นโบราณที่ยังพอรันโปรแกรมได้
ในกระบวนการนี้ พวกเขาเผชิญกับความตั้งใจและความไม่รู้ของกันและกัน มิกชอบเอางานเข้าไปทำเป็นบทภาพยนตร์ โซ่มีทักษะกราฟิกที่พิถีพิถันจนบางครั้งทำให้ทีมสะดุด พายพยายามคุมงบประมาณและเวลา แต่ก็มักจะลืมรายละเอียดเล็ก ๆ ที่จิรภาต้องแก้ไข
การทำงานร่วมกันกลายเป็นการเปิดเผยตัวตน พายที่จริงใจแต่ขาดความอบอุ่นได้เรียนรู้ว่าการปล่อยให้เพื่อนทำงานเป็นการให้เกียรติ โซ่ที่กลัวการยอมแพ้กลับเข้าใจว่าบางครั้งความล้มเหลวก็เป็นข้อมูลที่มีค่า
แต่อุปสรรคตัวใหญ่ที่ทำให้เรื่องบานปลายคือ เมื่อนัทกลับมาพร้อมข้อเสนอ “ฉันมีสปอนเซอร์ที่อยากเห็นโปรเจกต์แนวทดลอง พวกเธออยากเข้าร่วมรวมทีมกับฉันไหม”
ทีแรกคำว่า “สปอนเซอร์” ฟังดูน่าสนใจ แต่ความจริงคือ นัทต้องการให้จิรภาเป็นหน้ากากของโครงการที่มีทีมอื่นทำ โดยใช้ชื่อของเธอเพื่อให้โครงการได้รับความสนใจ
จิรภายืนอยู่ตรงกลางของการตัดสินใจ เสียงของพ่อยังคงก้องในหัวว่าเธอภูมิใจในสิ่งที่ทำเอง นัทเสนอทางลัด แต่การยอมรับจะเป็นการทรยศความพยายามของทีมเล็ก ๆ ที่กำลังตั้งใจ
“ถ้าเราไปกับเขา เราจะมีทรัพยากร” พายบอกอย่างทำให้คิดหนัก “แต่เราจะไม่ใช่ของเรา”
จิรภาสูดหายใจลึก ๆ แล้วตัดสินใจ “เราไม่ไปกับนัท” เธอพูดด้วยความมั่นใจที่มาจากการรู้ว่าต้องรับผิดชอบต่อการโกหกของตัวเอง
การตัดสินใจนั้นไม่ทำให้อุปสรรคหายไป แต่ทำให้ทีมเกิดความแน่นแฟ้นขึ้น พวกเขายอมลุยจริง ๆ และเริ่มยอมรับความเสี่ยงที่จะล้มเหลวต่อหน้าคนอื่น
ผ่านไปสัปดาห์ ทีมของจิรภาพบจุดที่ทุกอย่างเริ่มเชื่อมกัน ซอฟต์แวร์โปรโตไทป์เริ่มทำงาน หลอดไฟกระพริบตามจังหวะเสียง และโปรแกรมอ่านอารมณ์จากการสัมผัสได้รับการปรับจนใช้ได้
คืนก่อนงานโชว์จริง พวกเขาทดลองครั้งสุดท้าย มิกเล่นบทเป็นผู้เยี่ยมชมที่เดินเข้าไปในห้องสมุดเก่า และระบบก็ทำงาน—แสงสว่างค่อย ๆ อบอวล ไฟนุ่ม ๆ เปลี่ยนสีตามการสัมผัส มีกลิ่นของกระดาษเก่าอ่อน ๆ ที่พวกเขาจัดวางไว้โดยตั้งใจ
จิรภานั่งมองสิ่งที่พวกเขาสร้าง เธอรู้สึกถึงแรงใจของเพื่อน ๆ ราวกับมันเป็นของขวัญที่พวกเขามอบให้กันและกันโดยไม่ต้องปะโลมความจริง
วันแสดงจริง ผู้คนกดดัน ทีมอื่นก็มีผลงานฉูดฉาด มีโปรเจกต์ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำยุค บูธของพวกเขาดูเรียบแต่มีเสน่ห์ ความเรียบง่ายนั้นอาจเป็นข้อได้เปรียบหรือข้อเสียก็ได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรียายืนฟังการสาธิต เธอเดินมาหลังจากมีกลุ่มคนยืนต่อคิว เมื่อมาถึง เธอใช้มือแตะผนังไม้เก่าและทำหน้าที่ปรึกษาที่ทดสอบอยู่ในคราวเดียว
“ฉันรู้สึกว่าที่นี่มีเรื่องราว” เธอเอ่ย “ไม่ใช่แค่ของเล่นเทคโนโลยี”
จิรภาฟังคำชมแล้วรู้สึกอิ่มใจ น้ำเสียงของผู้ช่วยศาสตราจารย์ทำให้ความจริงที่เคยหนักหน่วงยอมลดตัวลง
ช่วงเวลาสำคัญมาถึง—กรรมการกลุ่มหนึ่งถามกลางเวทีว่าใครเป็นผู้คิดไอเดียเริ่มต้น จิรภาพยืนอยู่ตรงกลางและรู้ว่าคำตอบอะไรควรจะออกมาจากปาก
เธอหายใจลึก ๆ แล้วพูด “ฉันเป็นคนที่พอจะมีไอเดียบางอย่าง…แต่ถ้าบอกว่าคนเดียวคงไม่จริงทั้งหมด ทีมของฉันช่วยกันทุกส่วน”
เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด มันไม่ใช่เสียงปรบมือโหวตชนะ แต่เป็นเสียงปรบมือที่รับรู้ถึงความเป็นทีม
หลังจากนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรียาเรียกจิรภาไปคุยคนเดียว เธอมองจิรภาด้วยสายตาจริงจัง “ฉันได้ยินมาว่าคุณเคยบอกพ่อว่าชนะก่อนที่จะทำงานจริง ๆ”
จิรภายืนนิ่ง แล้วถอนหายใจ “ใช่ค่ะ” เธอสารภาพอย่างไม่อ้อมค้อม “ฉันกลัวว่าถ้าบอกความจริง พ่อจะผิดหวัง ฉันกลัวว่าคนอื่นจะเห็นฉันเป็นคนไม่เก่ง”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปรียาหัวเราะเบา ๆ “ถ้าทุกคนชนะโดยไม่ต้องพยายาม โลกคงแห้งแล้ง แต่การสารภาพเป็นจุดเริ่มต้นของความกล้า” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ให้กำลังใจ
คืนนั้น เมื่อพวกเขากลับมาที่หอพัก จิรภาเปิดโทรศัพท์ พิมพ์ข้อความยาวถึงพ่อ เธอเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นว่าโกหกทำไม และสิ่งที่ทีมทำกันเป็นความจริงมากกว่าที่เคยบอกเขา
ข้อความสุดท้ายที่ตอบกลับมาคือ “พ่อภูมิใจในความกล้าหาญของลูกมากกว่ารางวัลเสมอ” คำสั้น ๆ แต่มีน้ำหนักจนทำให้จิรภานอนหลับได้อย่างสบายตาเป็นคืนแรกในหลายเดือน
ผลการประกวดออกมา พวกเขาไม่ได้รางวัลใหญ่ที่สุด แต่ได้รางวัลพิเศษจากกรรมการด้าน “ความเป็นทีมและนวัตกรรมเชิงความรู้สึก” ซึ่งเหมาะกับสิ่งที่พวกเขาทำ
การได้รับรางวัลไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต่างหากที่เปลี่ยนชีวิต พายได้โอกาสจากใบเสนอของเทศกาลท้องถิ่น โซ่ได้รับงานฟรีแลนซ์ในบริษัทออกแบบ และมิกมีข้อเสนอให้ทำงานละครสั้นในเทศกาล
สำหรับจิรภา เธอได้รับบทเรียนว่าความจริงอาจทำให้คุณเปราะบาง แต่ก็ปล่อยให้คนอื่นได้เห็นคุณค่าจริง ๆ ของคุณได้ชัดเจน
วันหนึ่งในกิจกรรมชมรม จิรภายืนพูดกับกลุ่มนักศึกษาใหม่ “ถ้าคุณต้องการให้คนอื่นชื่นชม เริ่มที่การชื่นชมตัวเองก่อนเลย” เธอยิ้มแล้วเล่าว่าสมัยก่อนเธอเคยกลัวการถูกตัดสิน
คนฟังหัวเราะและถามคำถาม พวกเขาถามว่าเธอเคยคิดจะยอมแพ้หรือเปล่า จิรภาพยอมรับว่าเคยคิดแต่ท้ายที่สุดก็เลือกเดินต่อเพราะมีเพื่อนที่เชื่อใจ
มิกยืนล้ออยู่ข้างหลัง “และเพราะเธอเริ่มจะพูดความจริงแล้ว เราก็ไม่ต้องหาถังใส่ขวดน้ำเป็นพลังแล้ว” ทุกคนหัวเราะ
จิรภามองไปรอบ ๆ หอพัก มองเพื่อนที่มีทั้งความเพี้ยน ความจริงจัง และความอ่อนโยน ใบหน้าทุกคนมีรอยยิ้มที่ไม่ต้องแกล้ง
ในหัวของเธอมีภาพของเวที ห้องสมุดเก่า และบันทึกข้อความของพ่อ คำสั้น ๆ ที่บอกว่า “ภูมิใจ” ยังคงสะท้อนไปในหัวใจ เธอรู้ว่าต่อให้ยังมีวันที่ยาก แต่เธอจะไม่กลับไปซ่อนตัวด้วยการโกหกอีก
คืนสุดท้ายของเทอม ประชุมปิดชมรมทุกคนยืนล้อมวง พายเปิดขวดโซดาและชนแก้วกับจิรภา “เพื่อโปรเจกต์ที่เริ่มจากคำโกหก แต่จบด้วยเรื่องจริงที่งดงาม”
มิกยกมือขึ้น “เพื่อทีมที่ไม่หลอกตัวเอง”
จิรภายิ้มกว้าง เธอพูดคำสุดท้ายให้กับเพื่อน ๆ และกับตัวเอง “ขอบคุณที่ทำให้ฉันรู้ว่าความจริงนั้นอ่อนแอแต่มีพลังมากพอจะเปลี่ยนคน”
เมื่อพวกเขาแยกย้ายกันไป แต่ละคนพกความทรงจำที่ได้รับจากการทำโปรเจกต์นี้ไปด้วยกัน ทุกคนเติบโตขึ้นในทางที่ไม่เหมือนเดิม แต่ในแบบที่เข้ากันได้
ภาพสุดท้ายเป็นจิรภาที่นั่งมองกระถางต้นไม้บนหน้าต่างหอพัก เธอวางสมุดเล็ก ๆ ที่จดบันทึกการทำงานลง เปิดหน้าที่เขียนว่า “แผนสำรอง: พูดความจริง” แล้วยิ้มเงียบ ๆ ก่อนจะปิดไฟและนอนหลับในความสงบที่มาจากความซื่อสัตย์
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ความเข้าใจผิด, การโกหกที่บานปลาย, เพี้ยน, เพื่อนซี้, coming-of-age