คอนเสิร์ตโกหกแผลงฤทธิ์
เสียงโทรศัพท์ดังพร้อมกับเสียงตีกลองจากห้องซ้อมด้านบน ทำให้เตชินสะดุ้งจนกาแฟตกจากถุงผ้า ตกลงบนเสื้อเชิ้ตของมะลิ ประธานชมรมพอดี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โอ้ย! กาแฟนี่มันมีวิธีพุ่งที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ” มะลิเมื่อย ๆ พูดพลางตบบ่าตัวเอง
“ขอโทษครับมะลิ ผมขอโทษจริง ๆ เดี๋ยวผมเคลียร์เอง” เตชินย่อตัวก้มเก็บทิชชูด้วยมือทั้งสอง ข้อมือสั่นเพราะรู้สึกเหมือนน้ำหนักของคำสัญญาหนักขึ้นนับพันเท่า
“ไม่เป็นไร ๆ” มะลิพยายามยิ้ม “แต่ว่า ไม่ใช่เรื่องกาแฟนะ เตชิน… คณะเขาแจกหนังสือพิมพ์ภายในมหา’ลัยเมื่อเช้า เขียนว่าชมรมเราได้สลอตแสดงในงานใหญ่ของเทอมนี้”
เตชินหายใจค้าง “จริงเหรอครับ? นั่น… น่าจะดีมากเลย”
มะลิมจ้องหน้าเตชิน “ก็มีคนมาดูบทความ แล้วติดต่อชมรมเพื่อขอรายละเอียดเพิ่ม แต่ไม่มีใครยืนยันได้นะ… ใครยืนยันสลอตนี้ให้กับหนังสือพิมพ์”
เตชินกลืนน้ำลาย “เอ่อ… ผม… ผมพูดกับนักข่าวคนนั้นเมื่อวานนิดหน่อยเรื่องแผนการซ้อม แต่ผมไม่ได้คิดว่าจะ…โอเค ผมพูดว่าพวกเร ‘ได้เลือกแล้ว’ เพราะผมตื่นเต้น”
มะลิผงกศีรษะ จ้องเขาแบบจะถามต่อ แต่หน้าตาของมะลิเปลี่ยนเป็นตั้งใจ “งั้นเราต้องทำให้มันเป็นจริง คุณรู้ไหม ถ้าพวกเรได้สลอตใหญ่ งบซ่อมหอซ้อมของชมรมเราแทบจะยกให้เลย”
เตชินยิ้มแห้ง “งบซ่อมหอ… มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”
“สำคัญสิ” มะลิแข็งขัน “หลังจากเทอมนี้ ถ้าไม่มีงบ พวกเราต้องย้ายออกจากหอเก่าไปซุมซ้อมตามมุมโน่นมุมนี้ ผนังบางจนกีตาร์แอร์ ได้ยินคนรักพากลับบ้าน”
เตชินเห็นรูปหอซ้อมในหัว: ผนังสีซีด เตียงสตริงที่เขียนเพลงกลางคืน หลาย ๆ ความทรงจำของชมรม เขาคิดถึงตอนที่พิม—เพื่อนนักร้อง—เคยร้องเพลงใต้แสงนีออนให้สมาชิกนอนฟัง เขากับมะลิแลกสายตา
“ผมจะจัดให้” เตชินพูดเสียงแน่วแน่ทั้ง ๆ ที่ใจเต้นถี่ “ผมจะยืนยันสลอตให้จริง ๆ ครับ”
มะลิยิ้มจนตาตี่ “ถ้างั้นคืนนี้เราต้องวางเซ็ตลิสต์ เตรียมธีมเวที ทำโปสเตอร์ และ… อ้อ อย่าลืมหา ‘แขกรับเชิญพิเศษ’ มาด้วย นักข่าวอยากได้แพกเกจใหญ่อ่าน”
เตชินกลืนน้ำลายอีกครั้ง เหมือนดวงดาวกำลังหมุนเร็วขึ้น ความจริงคือเตชินไม่มีใครคุยเรื่องสลอตกับนักข่าวเลย—เขาพูดไปเป็นความตื่นเต้นชั่ววูบตอนที่โดนถามว่าพวกเขามีแผนอะไร—แต่คำพูดเรียงต่อกันในหัวเขาเหมือนคำสัญญาที่มันต้องทำให้เป็นจริง
“แขกรับเชิญพิเศษ…” เขาพึมพำ “ผมรู้จักคนที่เล่นแซกโซโฟนเก่งนะ… คือ ผมคุยผ่านเพื่อนของเพื่อน… ถ้าผมติดต่อได้ เราอาจมีแขกจริง ๆ”
มะลิคล้องแขนเขา “เตชิน เหมือนคุณธรรมไม่ให้ฉันผิดหวังเลยนะ”
หลังประชุม เตชินกลับมาที่ห้องซ้อม หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโซเชียลทันที เขารู้สึกเหมือนเขามีมวลคำพูดที่ต้องการการปฏิบัติ เขาเริ่มส่งข้อความปลายเข็ม: ขอยืมชื่อคนที่ไม่รู้จัก ขอยืมนามบัตรที่ไม่มี อยู่ในโลกข้อมูลเหนือจริงที่เขาเองสร้างขึ้นชั่วคราว
“นี่มึงสร้างเรื่องอะไร” ชะเอมเพื่อนร่วมหอที่เข้ามาเห็นแชท ลากเสียงตามสไตล์เสียดสี
“ไม่…ไม่มากหรอก ผมแค่…” เตชินยิ้มไม่จริงใจ “ผมทำให้มันคึกคักนิดหน่อย”
ชะเอมนั่งลงบนตักกีตาร์ “คึกคักหรือคึกคักจริง ๆ บอกมาเถอะ ใครแขกรับเชิญ”
เตชินปากสั่นเล็กน้อย “ผมบอกว่าเป็นนักดนตรีฮิปฮอป-แจ๊ส ที่มีชื่อเสียงในหมู่นักศึกษา… เดี๋ยวผมคุยเอง”
ชะเอมยักคิ้ว “อ้อ แบบว่า ฮิปแจ๊สชื่อเสียงหมู่นักศึกษา แบบที่เวลาใส่หมวกคนจะชอบจ้องเหรอ”
“หยุดล้อได้แล้ว ช่วยฉันหาวิธีดึงแขกมาได้ไหม” เตชินตัดพ้อ
“วิธีจริง ๆ หรอ” ชะเอมหัวเราะ “โหวตกันในโซเชียลชุมชน ให้นักศึกษาโหวต หรือจัดกิจกรรมเล็ก ๆ แล้วชวนคนมาดู”
เตชินพยักหน้า “ดีเลย แต่… เราต้องทำให้เหมือนงานใหญ่ มีธีม มีโปสเตอร์ มี…” เขาหยุดตัวเอง คิดว่าสิ่งที่เขาสร้างเริ่มมีตัวตน
สองสัปดาห์ต่อมา ชมรมดนตรียุ่งวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีโปสเตอร์สีพาสเทล มีธีม ‘คืนเพลงสลับรูปแบบ’ สมาชิกแบ่งหน้าที่จัดเวที ประชาสัมพันธ์ หาคนนับไฟ และเตรียมเพลงที่ผสมแจ๊สกับฮิปฮอป—ซึ่งเป็นการทดลองที่บางครั้งฟังแล้วเหมือนคอนเสิร์ตทดลองศิลปะสมัยใหม่
มีอีเมลจากคณะจริง ๆ เรื่องกำหนดการมา: เวทีที่ให้ชมรมคือ ‘ห้องกิจกรรมชั้นใต้ดิน’ เวลา 22.30 เที่ยงคืนกรอบเล็ก ๆ ที่มีคนมาหลับมากกว่าเข้ามาชม
มะลิตะลึง “นี่มันสลอตใหญ่เหรอ”
เตชินหน้าซีด แต่เขายังคงยิ้ม “มันสำคัญที่เราทำมันให้ใหญ่ ถึงจะเล็กบนปฏิทิน”
วันหนึ่ง มีคนส่งข้อความพร้อมรูปถ่ายชายแก่คนหนึ่งมายังกลุ่มไลน์ของชมรม “คนนี้คือท่านผู้สนับสนุนงบที่อาจจะมาเยี่ยมชม แนบรูปด้วย เขาอยู่ในเมืองมาสัปดาห์แล้ว”
สมาชิกคนหนึ่งโพสต์ด้วยอาการตื่นเต้น “ถ้าพ่อท่านนี้ชอบ เราอาจได้งบโครงการซ่อมหอทั้งหมดเลยนะ”
เตชินมองรูปชายคนนั้น เขาหน้าตาเรียบง่าย เหมือนคนที่ชอบนั่งในสวนสาธารณะอ่านหนังสือเพลง แต่คำถามก็ผุดขึ้น “ถ้าเขามาและพบว่างานของเราดูเหมือนงานโรงน้อย… เขาจะคิดยังไง”
มะลิลุกขึ้น “เราต้องเตรียมให้ดีที่สุด เตชิน นายติดต่อแขกรับเชิญได้หรือยัง”
เตชินรู้สึกว่าลมหายใจของเขาหนักขึ้น แต่เขาบอกพวกเขาไปว่า “ผมติดต่อได้แล้ว แค่รอการยืนยันสุดท้าย”
สัปดาห์ก่อนงาน เตชินพยายามติดต่อ ‘นักดนตรีฮิปแจ๊ส’ ที่เขาอ้าง เขาส่งข้อความผ่านคนกลาง โทรศัพท์ดับ ๆ หายนาน เขาพยายามทั้งกลางวันกลางคืน รู้สึกเหมือนกำลังวิ่งไล่เงาที่ไม่รู้จุดหมาย
“เขาติดต่อกลับยังไง” ชะเอมถามทุกเช้า
เตชินบอกว่า “ยังไม่มีสัญญาณ แต่ผมมีแผนสำรอง” เขาหัวเราะไม่เต็มใจ
แผนสำรองคือ อดีตนักศึกษาที่เป็นเจ้าของร้านกาแฟใกล้มหา’ลัย เขาชื่อ ‘พ่อสาร’ คนนี้มีลูกศิษย์หลายคนในสังเวียนดนตรี เขามีอารมณ์ขันและเสียงแซกโซโฟนที่นุ่ม แต่วิธีการชวนพ่อสารมาเรียกร้องสิ่งแลกเปลี่ยน เตชินจำต้องพูดเกินความจริงอีกครั้ง “พ่อสารชอบงานของเราแล้ว เขาบอกว่าสนใจมาร่วม”
พ่อสารจริง ๆ เป็นชายวัยกลางคนที่ชอบสับปะรดและบอกว่าชีวิตดีเมื่อได้ฟังเพลงบลูส์ เขาอยากช่วยแต่ไม่ใช่คนที่ชอบการแสดงใหญ่โต เขาบอกว่าเขาจะมาได้เฉพาะถ้าอาหารมีสับปะรดแยมให้กิน
“สับปะรดแยมเหรอ” มะลิถามหน้าหงอย
“ก็… เป็นความต้องการพิเศษของเขา” เตชินตอบโดยไม่คิดว่าอนาคตจะยิ่งแปลกไปกว่านี้
คืนงานมาถึง ชมรมตกแต่งห้องกิจกรรมใต้ดินด้วยไฟเล็ก ๆ แผงโปสเตอร์ เราจัดพื้นที่ให้เหมือนบาร์เล็ก ๆ แต่เวลาที่กำหนดใกล้เข้ามาและคนเริ่มมารอเต็ม เตชินยืนข้างเวที ใจเต้นเป็นจังหวะที่ไม่ใช่เพลง
“ทุกคนพร้อมไหม” มะลิกระซิบ
“พร้อม” ชะเอมกระซิบบอก ทั้ง ๆ ที่มือสั่นแค่เล็กน้อย
ประตูห้องเปิดกว้าง เสียงรองเท้าก้าวเข้ามา มีคนสูงวัยเข้ามาพร้อมกับถุงผ้าสีธรรมชาติ ทุกคนในชมรมหยุดชะงัก เพราะพวกเขาคิดว่านี่คือท่านผู้บริจาคปริศนา
“ท่านคือ…” มะลิตัวสั่นยื่นมือ
ชายคนนั้นยิ้ม “ผมชื่อ ‘พ่อดำ’ ผมได้ยินว่ามีคืนเพลงดี ๆ ที่นี่ เลยมาดู”
เตชินสะดุ้ง “พ่อดำ? พ่อสาร?” เขาคิดชื่อสองคนสับสนในหัว เพราะทั้งสองชื่อมีเงื่อนไขเรื่องสับปะรด และเขาเริ่มรู้สึกว่าการสวมบทเป็นคนนั้น ๆ มันไม่ใช่เรื่องง่าย
พ่อดำมองไปรอบ ๆ “สับปะรดแยมอยู่ไหนนะ” เขาถามแบบจริงใจ
เตชินหน้าแดง “เดี๋ยวผมจัดให้” เขาวิ่งไปที่โต๊ะขนม แต่มีเพียงขนมปังกับเนย พวกเขาไม่ได้เตรียมสับปะรดแยม เพราะคิดว่าสิ่งนั้นเป็นแค่เรื่องขำขัน
“ขอโทษครับ ผมจะไปซื้อ!” เตชินตะโกนทั้งที่งานกำลังจะเริ่ม
มะลิกระหน่ำห้าม “ไม่เอาน่า เตชิน อย่าไป…”
แต่เตชินหายตัวเหมือนลูกบอลที่เด้งออกจากสนาม เขาวิ่งฝ่าอากาศหนาวออกไปจัดหาแยมในเมือง หัวใจเต้นแรงและสับสนกับความจริงที่เขาได้สร้าง
ในร้านสะดวกซื้อ เตชินยืนงงหน้าชั้นแยม มองขวดแยมสับปะรดสองสามยี่ห้อ เขาจับขวดเดียวที่ราคาถูกสุด จ่ายและวิ่งกลับโดยลืมคิดถึงความจริงสำคัญ: พ่อดำไม่ได้ต้องการแยม—เขาต้องการความจริงใจ
เตชินโผล่กลับเข้าไปด้วยขวดแยมในมือ หายใจหอบ แต่คนในห้องมองเขาแตกต่างกันไป บางคนยิ้ม บางคนถอนหายใจ แต่แววตาพิม—นักร้องที่เตชินแอบชอบ—นั้นเต็มไปด้วยคำถาม
พ่อดำรับขวดแยมอย่างสงบ “ขอบคุณลูกหนุ่ม” เขาพูดพลางเปิดฝา จิ้มด้วยช้อนเล็ก ๆ ชิมและพยักหน้า “อร่อยดี”
พ่อดำหันมามองเตชิน “คุณเป็นคนจัดการนี่หรือ”
เตชินหน้าร้อน “ผม… ผมคิดว่าผมรับผิดชอบเรื่องแขกพิเศษ” เขาอึกอักแล้วสารภาพเป็นครั้งแรก “แต่ผมเริ่มจากการพูดเกินจริง และมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ ผมขอโทษทุกคน”
มีความเงียบยาวหนึ่งจังหวะ หลายคนในห้องมองตามสายตา เตชินกลัวว่าความจริงจะทำลายความเป็นเพื่อน ความพยายามที่ทุกคนทุ่มเท
แต่พิมเดินมาข้าง ๆ เขา “ทำไมไม่ยืนบนเวทีแล้วบอกความจริงตรง ๆ เลย”
เตชินเกาหัว “ผมกลัวว่าทุกคนจะโกรธ ผมกลัวว่าพวกเราจะเสียโอกาส”
พิมจับมือเขา “โอกาสที่ได้มาจากความจริง มันอาจไม่ใหญ่เหมือนฝันของนาย แต่มันยั่งยืนกว่า”
มะลิเข้ามาใกล้แล้วกระซิบ “อยากได้งบหรืออยากได้เพื่อนคงไม่ต่าง ถ้าเราได้ทั้งสองก็ดีสิ”
เตชินสูดลึก มองรอบห้องที่มีสายตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เขาไม่อยากเป็นคนที่สร้างแรงกดดันให้เพื่อนแต่ไม่กล้ารับผิดชอบ เขารู้ว่าถึงเวลาต้องเลือก
เขาจับไมโครโฟนและก้าวขึ้นเวที เสียงเพลงเปิดเบา ๆ จากสมาชิก เริ่มสร้างบรรยากาศ เตชินมองหน้าผู้ชม ก่อนจะพูดตรง ๆ “ผมมีเรื่องจะสารภาพ”
ผู้ชมกระซิบกันเบา ๆ
“ผมบอกว่าเราได้สลอตใหญ่ แต่ความจริงคือ… ผมพูดเกินความจริงเพราะผมกลัวว่าถ้าเรายังอยู่ที่เดิมอีก ปีหน้าพวกเราจะไม่มีหอซ้อม”
มีเสียงถอนหายใจ “แล้วนักดนตรีพิเศษล่ะ?” พ่อดำถาม
เตชินยิ้มบาง ๆ “ไม่มีคนดัง ไม่ได้เชิญใครที่เคยอยู่ในนิตยสาร มีแค่พวกเราทุกคนและคนที่มาสนับสนุนเราด้วยหัวใจจริง ๆ”
ห้องเงียบสักครู่ แล้วอารมณ์เริ่มเปลี่ยนจากความผิดหวังเป็นความอบอุ่น สมาชิกในชมรมผลัดกันเล่าเรื่องซ้อม หยอกกันเล็ก ๆ บางคนพูดตลก บางคนพูดจริงใจ
ชะเอมพูดขึ้น “เอาเป็นว่า คืนนี้ถ้าพ่อดำชอบเรา ก็ถือว่าบทเรียนเสร็จ แต่อย่ามาขู่กันว่าถ้าไม่ชอบก็ทิ้งเรา—ซึ่งทำเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้”
พ่อดำหัวเราะ “ผมไม่ใช่นักธุรกิจใหญ่ ผมเป็นคนชอบฟังเพลง อยากเห็นคนทำให้กันจริง ๆ ผมจะตัดสินจากสิ่งที่ได้ยิน ไม่ใช่จากป้ายโฆษณา”
เตชินหายใจโล่งขึ้น แล้วพิมชวน “งั้นเริ่มเลยไหม เตชิน ร้องเพลงของเราซักเพลง”
เตชินพยักหน้า เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังทำเพลงไม่ใช่กำลังเล่นละคร เขาตั้งใจใส่อารมณ์ทุกคำร้อง แทนที่จะพยายามหลอกใครให้เชื่อ
เพลงที่เขาและพวกเล่นในคืนนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยเทคนิคอลูกเล่นยิ่งใหญ่ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ ทุกตัวโน้ตพาให้คนฟังรู้สึกใกล้ตัว ราวกับเพื่อนยืนเล่าเรื่องใต้แสงไฟสลัว ๆ
หลังเพลงจบ พ่อดำลุกขึ้นยืน ปรบมืออย่างช้า ๆ พุ่ม ๆ ความรู้สึกอบอุ่นแพร่ทั่วห้อง
“ผมชอบครับ” เขาพูดเสียงจริงจัง “ผมอยากจะช่วยเรื่องงบ แต่ผมอยากให้ช่วยแบบมีเงื่อนไข”
ทุกคนตาโต “เงื่อนไขอะไรครับ”
พ่อดำอมยิ้ม “ผมจะให้เงินบางส่วนถ้าพวกนายทำสิ่งหนึ่งทุกปี: จัดคอนเสิร์ตที่เปิดรับผู้ฟังจากชุมชนโดยไม่มีค่าเข้าชม แค่เติมเพลงให้กับคนที่มีวันยากลำบาก”
มะลิแทบกรีดร้องด้วยความดีใจ “โอเค! ตรงใจเลย!”
เตชินยืนนิ่ง ความรู้สึกที่อบอุ่นคลานมาเป็นความภาคภูมิใจ เขารู้ว่าถึงจะเริ่มจากคำโกหก ความจริงใจที่เขาเลือกในตอนท้ายทำให้สิ่งที่ได้มากลายเป็นของแท้
นักศึกษายกแก้วชาจากร้านของพ่อดำ แบ่งปันกันอย่างเงียบ ๆ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนถูกเยียวยาด้วยเสียงหัวเราะและเพลง
หลังงาน พ่อดำยังคงนั่งคุยกับเตชินนานสองนาน “นายทำอะไรได้ดีนะ” เขาบอก “การสารภาพมันต้องใช้ความกล้าหาญ แต่การทำให้คนอื่นเข้าใจและยังยอมรับมันได้ มันคือของหายาก”
เตชินหัวเราะแล้วก็พูดจริงจัง “ผมไม่อยากให้ใครเสียใจเพราะผมอีกแล้ว ผมจะรับผิดชอบมากขึ้น”
เวลาผ่านไป หอซ้อมได้รับการปรับปรุงเล็กน้อยจากงบที่พ่อดำมอบ พวกเขาไม่กลายเป็นวงดนตรีที่โด่งดังทันที แต่ชมรมกลับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เตชินเรียนรู้วิธีพูดความจริง แต่ไม่ทิ้งการทำงานหนักเพื่อช่วยกันทำให้มันดีขึ้น
ชะเอมหัวเราะชวนกัน “จำได้ไหมวันที่เตชินวิ่งซื้อแยม… นั่นเป็นนาทีประวัติศาสตร์”
พิมถือถาดขนม “มันเป็นนาทีที่ฉันคิดว่าเตชินไม่ใช่คนแคร์ภาพลักษณ์ แต่แคร์สิ่งที่อยู่หลังมัน”
มะลิมองเตชิน “นายทำให้ฉันเชื่อว่าแม้เรื่องเล็ก ๆ จะกลายเป็นภูเขา ถ้าเรายืดอกยอมรับและแก้ไข มันจะกลายเป็นสะพาน”
เตชินยิ้ม “สะพานที่ไม่สั่นมากจนเกินไป แต่ก็พาไปยังฝั่งที่ดีกว่า”
วันหนึ่งมีเด็กปีหนึ่งมาปรึกษาเตชิน เขาเล่าเรื่องที่กลัวจะทำผิดและกลัวทำให้เพื่อนผิดหวัง เตชินฟังอย่างตั้งใจ “ถ้าผมบอกอะไรไปแล้วมันผิด… ให้แก้ไข อย่าเก็บไว้จนมันโตเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ทำให้คนอื่นต้องแบก”
เด็กคนนั้นมองหน้าเตชินด้วยสายตาหวัง ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ขอบคุณครับ ผมจะกล้าพอ”
ในคืนเสาร์หนึ่ง หลังการซ้อม เตชินนั่งอยู่ตรงมุมหอซ้อม มองไฟที่เย็นลง เขาจำได้ว่าทีแรกเขาเลือกทางลัดด้วยการโกหกเพราะกลัว แต่อีกด้านหนึ่งเขาเรียนรู้ว่าการยอมรับและทำงานร่วมกันนั้นสร้างเสียงที่กึกก้องกว่าทริกในตอนกลางคืน
เตชินยิ้มกับตัวเอง เขาเอื้อมหยิบกีตาร์ ปล่อยให้นิ้วลูบสาย เพลงง่าย ๆ เสียงทุ้ม ฐานของความจริงเริ่มขึ้น เพื่อน ๆ ค่อย ๆ เดินเข้ามา ผสมเสียงหัวเราะและโน้ตเป็นมื้อค่ำสำหรับหัวใจ
และภาพสุดท้ายของเรื่องคือ แสงไฟเล็ก ๆ จากหอซ้อมทาบทาบเงาของพวกเขารวมกันเป็นเงารูปร่างของวงดนตรีที่เติบโตขึ้นจากความจริงใจ—ไม่ได้สมบูรณ์แต่แข็งแรงกว่าที่เคยเป็น
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมดนตรี, ความเข้าใจผิด, คอมเมดี้, วุ่นวาย, Coming of Age