มหาวิทยาลัยอรุณรังสีกับภารกิจเกินตัวของนที
เช้าวันเปิดภาคเรียนใหม่ที่มหาวิทยาลัยอรุณรังสี ฝนปรอย ๆ ทักทายนักศึกษา กลิ่นกาแฟจากรถเข็นหน้าตึกคณะส่งกลิ่นอุ่น ๆ ให้คนง่วงยามเช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เช้านะ นที ยังไม่สายหรอก แต่หน้าตาเหมือนโดนผีตามมาทั้งคืน” เสียงมะลิ เพื่อนร่วมห้องแซว พลางยื่นแก้วกาแฟให้
นทียิ้มลึก แต่ดวงตายังไม่ค่อยสดใส “ขอบใจ มะลิ ฉันคิดว่าวันนี้คงโชคดีได้หยิบผิดแก้วอีกแล้ว”
มะลิมองชุดที่นทีกระตุก ๆ แล้วหัวเราะ “แกก็ยังใส่เสื้อเชิ้ตติดกระดุมผิดข้างนะ คนจะหล่อก็ต้องมีสไตล์แบบสับสน”
เสียงหัวเราะของมะลิฟรีซ์บรรยากาศ ไม่ทันไรประตูคณะถูกผลักเปิดและเสียงคนพูดคุยดังขึ้นเป็นกระแส
“มีใครเห็นโปรแกรมงานเปิดภาคมั้ย? หัวหน้าชมรมภาพยนตร์ไม่ตอบโทรศัพท์เลย” คนในกลุ่มหนึ่งหันมาถาม
นทียืนฟังแล้วรู้สึกเหมือนพื้นดันหมุน เขาเพิ่งผ่านคืนที่ต้องอธิบายให้แม่ว่าเหตุผลที่ไม่กลับบ้านเป็นเพราะงานกลุ่มน่ะ…โกหกแบบกลมกลืนเพื่อไม่ให้คนเป็นห่วง
“เอ่อ… ฉันเรียนนิดหน่อยเกี่ยวกับงานกิจกรรม… ฉันพอช่วยได้” นทีพูดขึ้นตะกุกตะกัก ทั้ง ๆ ที่ความจริงเขาไม่เคยจัดงานระดับมหา’ลัยมาก่อน
คนมองหน้ากัน “จริงเหรอ? ชมรมภาพยนตร์กำลังมองคนประสานงานกับชมรมอื่น ๆ อยู่”
แล้วใครสักคนก็ตบไหล่นทีเบา ๆ “เอานี่เลย ถ้าแกทำได้ จะได้รับคำขอบคุณจากคณะเลยนะ”
นทีสูดลมหายใจลึก รู้สึกเหมือนจุดชนวนเล็ก ๆ กำลังปะทุอยู่ในอก “โอเค… ฉันจะลองจัดให้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเกินจริง
มะลิเหลือบมองเขาด้วยสายตาคาดเดา “แน่ใจนะ? ไม่ใช่ว่าแกจะเพิ่งรับเป็นหัวหน้าแล้วหนีออกทะเลนะ”
นทียักไหล่ “ถ้าหนีได้ก็จะไม่มารับแก้วกาแฟนี้หรอก มะลิ”
ภารกิจแรกของนทีคือการส่งอีเมลนัดประชุม แต่ความจริงคือเขาไม่รู้จักระบบจองห้อง ไม่รู้จักชื่อผู้รับผิดชอบ และไม่รู้ว่าชมรมแต่ละฝ่ายต้องการอะไร
“แล้วแกจะเริ่มจากตรงไหน?” เจิม เพื่อนร่วมชมรมดนตรีถามขณะยืนพิงโต๊ะ เรียวคิ้วเขาเป็นเส้นตรงแบบคนมีตรรกะ
“เริ่มจาก… ทำเป็นรู้ แล้วเรียนรู้ระหว่างทาง” นทีตอบด้วยรอยยิ้มที่พยายามเจือความแน่วแน่
เจิมถอนหายใจ “นที แกมีแผนจริงจังหรือเปล่า หรือจะใช้วิธี ‘ทำไปก่อนแล้วค่อยแก้’ อีก”
“ก็… เวลามักให้คำตอบ” นทีตอบ เหมือนกำลังพูดเชิงปรัชญา แต่ในใจเขารู้ว่าเวลาอาจไม่เพียงพอ
การประชุมครั้งแรกมีคนมาร่วมหลากหลาย: ตัวแทนชมรมภาพยนตร์ ชมรมละคร ชมรมดนตรี และคณะสื่อสาร ทั้งคนจริงจังและคนที่มองโลกเป็นสีชมพู
“เราต้องทำพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่” ตัวแทนคณะประกาศเสียงหนัก “งบประมาณจำกัด แต่ภาพลักษณ์ต้องปัง”
นทียิ้มพยายามเป็นกลาง “งั้นเราทำงานรวมกัน ให้แต่ละชมรมโชว์จุดแข็ง แล้วผสมตลกกับอบอุ่น”
เสียงกระซิบกระซาบเกิดขึ้น “ช่างเป็นไอเดียที่… น่ารัก”
มะลิหลังประชุมลากนทีออกมาด้านนอกแล้วกระชากแขนเขา “แกบ้าเหรอ นที! แกรับผิดชอบแล้วไม่ได้เตรียมอะไรเลย”
“เตรียมใจ!” นทีตอบราวกับเป็นคำตอบเชิงปรัชญาอีกครั้ง
มะลิเฮ้อหนัก “แกต้องหาอุปกรณ์เวที ติดต่อสปอนเซอร์ จัดตารางซ้อม และที่สำคัญคือไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชมรม”
นทีฟังแล้วตาค่อย ๆ หรี่ “อย่างนั้นฉันต้อง… ทำปฏิทิน และ… ทำให้ทุกคนพอใจ”
“ถ้าแกทำได้ ฉันจะยอมซื้อขนมแพง ๆ ให้แกหนึ่งปี” มะลิท้า
“ตกลง” นทียิ้ม ผูกความหวังเข้ากับคำว่าขนม
เริ่มต้นสัปดาห์ที่สอง นทีรีบเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องใช้: การพูดคุยอย่างท่าทางมั่นใจ การอ่านโทนเสียงออกจากอีเมล และการวางแผนงานในกระดาษโพสต์อิทสีสะท้อนแสง
“นที แกจะให้วงดนตรีเรามีกี่นาที” ตัวแทนชมรมดนตรีถาม
“สิบสิบนาที…หรือ…สิบสอง?” นทีตอบด้วยการคำนวณที่ไม่มั่นใจ
“สิบสอง เพราะสิบมันสั้นไป และสิบห้ามเพราะอาจไม่พอ” คนเป็นตัวแทนชมรมละครเสริมด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
นทีนับในใจแล้วสรุปแบบครึ่งมั่นใจว่า “สิบสองก็สิบสอง”
ความขัดแย้งเกิดขึ้นทันทีเมื่อชมรมละครต้องการฉากทุ่มทุนที่ต้องใช้เวลาเตรียมมาก ในขณะที่ชมรมภาพยนตร์อยากฉายหนังสั้นที่ต้องใช้เสียงและแสงซับซ้อน
นทีตัดสินใจอย่างเกรงใจทั้งสองฝ่าย “เราจะสลับโชว์ ให้ละครเล่นสามช็อต แล้วตัดด้วยหนังสั้นสั้น ๆ… อาจจะทำให้ทั้งสองรู้สึกว่าได้แสงเท่า ๆ กัน”
คนมองเขา “นที แกคิดจริงเหรอ”
“ใช่” เขาพูดอย่างหนักแน่น ทั้งที่ในใจหวาดกลัวว่าแผนจะพัง
มะลิที่ฟังแล้วเลิกคิ้ว “แกเอาผ้าม่านจากไหนมาปิดเวทีชั่วคราว”
“ฉันยังไม่รู้” นทีตอบตรงไปตรงมาเป็นครั้งแรก
คำพูดสั้น ๆ นั้นเหมือนระเบิดเล็ก ๆ แต่เชิงบวก: เขายอมรับว่ามีช่องว่าง และนั่นทำให้คนที่ช่วยจริงจังมากขึ้น
นิทานเล็ก ๆ เกิดขึ้นเมื่อมะลิชวนเจิมและตัวแทนภาพยนตร์ไปขอรับบริจาคผ้าม่านจากร้านผ้ามือสองในย่านค้าน้ำใจ ชาวบ้านในร้านชอบแผนและให้ผ้าห่มเก่า ๆ มาหนึ่งกองแทนผ้าม่าน
“มันมีกลิ่นประวัติศาสตร์” เจ้าของร้านอธิบายอย่างภูมิใจ “ใครได้กลิ่นนี้จะรู้สึกคุ้นเคย”
นทีพยายามเอาผ้าห่มมาปะติดปะต่อกันอย่างสร้างสรรค์ “เราเรียกมันว่า ‘ม่านแห่งความทรงจำ'”
คนพากันหัวเราะและความตึงเครียดลดลงเล็กน้อย มะลิชูป้ายว่า “อัปยศแล้วภูมิใจ”
มิดเทอมมาถึง และนทีเริ่มเหนื่อย ไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะเขาต้องคอยปกปิดรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เริ่มกลายเป็นเรื่องใหญ่
“ฉันกลัวว่าถ้าฉันบอกความจริง ทุกคนจะโกรธ” นทีพูดกับตัวเองตอนดึก เขานั่งอยู่บนระเบียงหอพัก จ้องไฟถนนเบื้องล่าง
“แล้วถ้าพวกเขาโกรธ แต่คุณซ่อมแซมได้ เขาจะชื่นชมไหม” เสียงมะลิในโทรศัพท์ถามอย่างสุภาพแต่ตรงไปตรงมา
นทีถอนหายใจ “ทำได้ก็จะทำ แต่ถ้าฉันไม่สามารถ…”
มะลิตัดบททันที “นที ไม่ใช่ทุกคนที่จะพังเมื่อคุณพัง บางคนจะยื่นมือเข้ามา”
ถึงตอนนี้มิตรภาพเริ่มชัดขึ้น คนที่เคยนับว่าเป็นเพื่อนร่วมกิจกรรมค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเครือข่ายแห่งการช่วยเหลือ
งานก้าวเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันจริง และสถานการณ์เปลี่ยนครั้งใหญ่มาถึงเมื่อคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยประกาศผู้มาตรวจงานแบบกะทันหัน
“จะมีแขกพิเศษจากสำนักงานท้องถิ่นมาดูงานของเรา” ตัวแทนคณะประกาศเสียงดัง ทำให้อากาศในห้องประชุมหน่วงขึ้นทันที
นทีหน้าซีด เขารู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนรถไฟที่กำลังจะพุ่งชนสถานีปลายทางที่ไม่มีทางออก
“แขกคนนี้สำคัญนะ พวกเราอาจได้งบสนับสนุนจากเขา” ตัวแทนคณะย้ำ
มะลิจับมือเขาแน่น “ถ้าบอกความจริงเดี๋ยวนี้จะสายไหม”
นทีมองไปรอบ ๆ ทุกคนกำลังมองเขาเป็นศูนย์กลาง เหมือนเขาเป็นผู้ทำให้ทุกอย่างหมุนได้
“ฉันจะบอก… ว่า… ฉันจะคุมงานจนเสร็จ” เขาพูดและคำพูดนั้นออกจากปากอย่างหนักแน่นกว่าครั้งก่อน
คืนก่อนงานใหญ่ นทีนั่งเขียนสคริปต์การเปิด เขาเขียนจนมือชา เขาจับไมโครโฟนซ้อมกล่าวทักทายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ท่านผู้ชม… ขอบคุณที่มาร่วมงาน… ขอให้คืนนี้เป็นคืนที่…” เขาพยายามเติมคำให้มีน้ำหนัก
มะลิยืนดูแล้วตบบ่าเขา “อย่าเขินมาก แค่เป็นตัวเองก็พอ”
“ฉันกลัวว่าถ้าฉันเป็นตัวเองคนจะเห็นว่าเบื้องหลังมันพัง” นทีตอบ
มะลิเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อน “นที ความพังเบื้องหลังมันก็มนุษย์ เราไม่ได้เกิดมากับคิวของคำชมทุกคน”
รุ่งขึ้นบริเวณลานกลางมหาวิทยาลัยถูกจัดเป็นเวทีเปิดสีสันสดใส แต่จริง ๆ แล้วซ่อนด้วยผ้าห่มเก่าและโครงไม้ที่ได้รับการซ่อมแซมอย่างตั้งใจ
นักศึกษาหลายคนยืนรอ บ้างเป็นญาติ บ้างเป็นเพื่อน และบ้างก็มาดูเพราะชื่อมหาวิทยาลัยโด่งดังเรื่องกิจกรรม
“ประธานชมรมภาพยนตร์จะกล่าวเปิด” ผู้ประกาศกล่าวและสายตาทุกคู่หันมาทางนที
นทียืนในชุดที่พยายามเลือกให้ดู ‘ภูมิฐานแต่ไม่เย่อหยิ่ง’ เขารู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงกว่าเวลาสอบกลางภาค
เมื่อเขาได้ยินเสียงไมโครโฟน ตรงนั้นคือจุดที่เขาจะเลือก พูดความจริง หรือเล่นละครต่อ
“สวัสดีครับทุกคน…” นทีเริ่ม พูดถ้อยคำที่เตรียมไว้ แต่แล้วภาพในใจของเขากับมะลิ เจิม และเพื่อน ๆ ที่ช่วยกันตัดผ้าห่ม ความทรงจำที่มีคนยื่นมือมาช่วยให้เขาไม่ถอย–มันทำให้เขาหยุดกลางประโยค
“ขอโทษครับ…” นทีพูดแทนคำทักทาย เขาเห็นความเงียบเกิดขึ้นรอบตัว
“ฉันไม่ได้เป็นหัวหน้าชมรมภาพยนตร์” เขาสารภาพด้วยเสียงที่ทั้งสั่นและหนักแน่น “ฉันเป็นคนธรรมดาที่อยากทำให้คืนหนึ่งในชีวิตมหาวิทยาลัยของทุกคนพิเศษ แต่ฉันใช้คำโกหกเพื่อไม่ให้คนเป็นห่วง และตอนนี้มันบานปลาย”
เสียงซุบซิบดังขึ้น แต่แทนที่จะเป็นการตำหนิ บางคนหัวเราะแบบอาย ๆ บ้างก็ตะโกนให้กำลังใจ
“พูดต่อเถอะนที” มะลิร้องออกมาจากกลุ่มผู้ชม
นทีสูดลมแล้วเล่าวิธีที่ผ้าห่มกลายเป็นม่าน และการรวมใจกันของชมรมต่าง ๆ เขาพูดถึงความกลัวที่ทำให้เขาโกหก และการยื่นมือของเพื่อน ๆ ที่ทำให้เขาอยากเปลี่ยน
“ฉันขอโทษที่ไม่ได้บอกแต่แรก แต่คืนนี้ฉันรับผิดชอบ” เขาเสริม “และฉันอยากให้ทุกคนทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”
บรรยากาศเปลี่ยนจากความกดดันเป็นพลังร่วม จากที่คนจะมองว่าเขาเป็นคนเลว กลับกลายเป็นคนที่กล้าเปิดเผยความไม่สมบูรณ์
ทีมงานเริ่มเคลื่อนเร็วกว่าที่วางแผนไว้ ผู้คนทำงานโดยไม่ต้องมีคำสั่ง นี่ไม่ใช่เพราะนทีเป็นหัวหน้าที่มีอำนาจ แต่เพราะเขาเป็นคนธรรมดาที่ยอมรับผิด
ฉากแรกเป็นการแสดงสั้น ๆ ของชมรมละครที่ใช้ผ้าห่มเป็นฉากหลัง พวกเขาเล่นเรื่องความทรงจำในหอพัก และมีบทสนทนาตลก ๆ ที่พูดถึงการตุนขนมเวลาสอบ
“ตอนสอบ ฉันเคยซ่อนขนมในพจนานุกรม” นักแสดงคนหนึ่งพูดแล้วคนดูหัวเราะอย่างเห็นด้วย
ต่อด้วยการฉายหนังสั้นจากชมรมภาพยนตร์ซึ่งถ่ายทำแบบกล้องมือถือ เนื้อหาเป็นเรื่องของคนที่กลัวเปิดใจแต่ได้รับความกล้าจากความผิดพลาด
การแสดงจบลงด้วยเพลงไพเราะจากชมรมดนตรี ที่จริง ๆ แล้วใช้กีตาร์โปร่งกับเพื่อนสามคน แต่การประสานเสียงทำให้คนฟังเงียบลงแบบมีใจร่วม
ขณะที่งานดำเนินไป เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือคละเคล้ากัน แต่แล้วจังหวะตลกที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น
จู่ ๆ ลมแรงพัดม้วน ‘ม่านแห่งความทรงจำ’ ที่ทำจากผ้าห่มเก่าขึ้นไปครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นกล่องเครื่องมือและโครงไม้ที่ยังวางไม่เป็นระเบียบ
ผู้ชมกังวลแต่ทุกคนหยุดและหันมามองตรง ๆ นทียืนขึ้นแล้วตะโกนเสียงดังแต่ไม่ตะโกนว่า “หยุด!”
คนทำงานหยุดทั้งหมด แล้วมีเสียงหนึ่งดังขึ้น “นี่แหละความจริงของเรา—ผ้าห่ม ม่าน และมือเรา”
จังหวะนั้นมะลิเดินขึ้นเวที ดึงผ้าห่มมามัดให้เป็นแนวตั้งอย่างตั้งใจและหัวเราะ “มันอาจไม่สวย แต่เราเป็นของจริง”
คนดูหัวเราะและปรบมือดังขึ้น ความผิดพลาดกลายเป็นมุกที่ยูนิตเวิร์กกับความจริงอย่างน่าอัศจรรย์
หลังจากงานจบ นทีกลับมานั่งข้างมะลิในสวนข้างคณะ ทั้งสองคนยังคงหายใจหนักจากความตื่นเต้น
“ฉันไม่คิดว่าเธอจะกล้าสารภาพ” มะลิพูดเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม
นทีมองขึ้นฟ้า “ฉันกลัวผลลัพธ์ แต่ฉันไม่อยากโกหกอีก ถ้าโกหกแล้วต้องปกป้อง ตลอดไปมันเหนื่อย”
มะลิเงียบไปครู่หนึ่ง “แกโตขึ้นจริง ๆ นะนที”
นทียิ้มบาง “ฉันยังผิดพลาดได้อีกเยอะ แต่ฉันอยากเลือกผิดแบบที่ต้องรับผิดชอบ”
วันต่อมา มีอีเมลจากคณะส่งมาขอบคุณ พร้อมข้อเสนอให้ชมรมแต่ละแห่งได้งบเล็ก ๆ เพื่อจัดกิจกรรมต่อ
นทียืดอกเล็ก ๆ “นั่นไง มันคุ้มกับผ้าห่มกลิ่นประวัติศาสตร์แล้ว”
เจิมเข้ามากอดไหล่เขา “แกทำให้พวกเราทำงานด้วยกันจริง ๆ นะ”
ช่วงเวลาหลังจากงาน นทีเริ่มมีคนมองเขาไม่เหมือนเดิม แต่ไม่ใช่เพราะเขาพูดว่าเขาเป็นหัวหน้า แต่เพราะเขาพูดความจริง
เรื่องเล็ก ๆ เกิดขึ้น: เพื่อนบางคนยังไม่ลืมการโกหกครั้งก่อน แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าเขาพยายามแก้ไข ทุกคนค่อย ๆ ให้อภัย
นทีเริ่มมีความฝันชัดเจนขึ้น: อยากเป็นคนที่ชักนำคนให้เชื่อมต่อกันมากกว่าจะเป็นคนที่ปกปิดความไม่สมบูรณ์
และแน่นอน ความสัมพันธ์กับเอื้อย ตัวแทนชมรมภาพยนตร์ก็เปลี่ยนเป็นมิตรที่มีความหมายมากขึ้น เธอไม่ถือสา แต่มักจะชิงมุกแซวถึงตอนผ้าห่มตีลังกา
“เธอควรใส่ป้าย ‘ผ้าห่มที่สร้างสรรค์ที่สุด’ บนผ้าห่มนั้น” เอื้อยพูดพร้อมรอยยิ้มแสบๆ
นทีหัวเราะจนหน้าเขาแดง “เธอคิดว่าฉันจะทำป้ายจริง ๆ เหรอ”
เอื้อยทำหน้าเซ็ง “ก็ไม่แน่ใจ แต่เธอน่าจะทำได้”
ฤดูกาลใหม่มาถึง นทีไม่กลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาเป็นคนน้อยลงที่หลบเลี่ยงความจริง และมากขึ้นที่กล้าพูดว่า “ฉันต้องการความช่วยเหลือ”
เรื่องราวจบลงในเย็นวันหนึ่งที่นั่งอยู่บนหลังคาอาคารเรียน ทั้งนทีและมะลิมองพระอาทิตย์ตกทะลุเมฆ
“รู้ไหม นที” มะลิพูดเบา ๆ “ขนมแพง ๆ ยังไม่มาถึง”
นทีหัวเราะ “งั้นคืนนี้ฉันซื้อขนมถุงใหญ่สองถุง แล้วเราแบ่งกัน”
มะลิแกล้งโกรธ “ฉันท้าแกตั้งแต่แรกนะ ถ้ายังจำได้”
นทียิ้มกว้าง “ฉันจะไม่ลืมคำท้า และจะไม่ลืมว่ามิตรภาพสำคัญกว่าชื่อเสียงบนโปสเตอร์”
แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงบนสองคนที่หัวเราะกันอย่างง่าย ๆ และในหัวใจของนทีนั้น เต็มไปด้วยความรู้สึกใหม่: ความกล้าที่จะยอมรับความไม่สมบูรณ์ และความรู้สึกอบอุ่นจากการยืนอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ เมื่อทุกคนพร้อมจะช่วยกันทำให้คืนหนึ่งกลายเป็นความทรงจำ
ตอนจบไม่ใช่การที่นทีกลายเป็นฮีโร่หรือคนดัง แต่เป็นการที่เขารู้จักตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าการเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนสมบูรณ์แบบ แต่คือการรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตัวเอง
เมื่อดวงอาทิตย์หายลับ นทีกับมะลิเดินลงมาจากหลังคา มือสองคนจับกันแบบไม่มีพิธีรีตอง เหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่ในความเรียบง่ายนั้นคือความจริงที่พวกเขาทั้งคู่ยึดมั่น
บางทีความตลกของชีวิตก็ไม่ได้มาจากการทำให้คนหัวเราะเพียงผิวเผิน แตคือการยอมรับความผิดพลาดแล้วเปลี่ยนมันให้เป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นยิ้มได้จริง ๆ
และนทีในคืนนั้น หอบขนมสองถุง เดินกลับหอด้วยความเบาในใจ ซึ่งสำคัญกว่าเสียงปรบมือใด ๆ
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, คอมเมดี้, โรแมนติก, coming-of-age, เพี้ยน, ซาบซึ้ง