กล้องสลับโลก
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกึกก้องในห้องชมรมภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยตอนสาย เก้าอี้เรียงตัวไม่เรียบร้อย รีลฟิล์มเก่า ๆ วางทับแฟ้มโปรเจกต์ และโปสเตอร์หนังฝุ่นจับเกือบทุกแผ่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ ก้อง ตื่นหรือยัง?” ยิ้มเพื่อนซี้ทุบไหล่พร้อมยืนถือกาแฟคนละแก้ว
ก้องคว้ามือถือ มือยังล้วงกระเป๋ากางเกงแถมแหงนหน้ามองเพดาน พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน”ตื่นแล้ว…แต่ว่า…โทรศัพท์จากใครน่ะ”
“คณะเชิญให้ชมรมไปฉายงาน ‘วันศิลป์นิเทศ’ สองวันข้างหน้า แล้วจะมีคณะกรรมการจากมูลนิธิทุนภาพยนตร์มาดูด้วย” ยิ้มบอกด้วยท่าทางรีบเร่ง
“…เราไม่มีหนังเลยนะ” ก้องอ้าปากค้าง
“ไม่มีงบ ไม่มีคนถ่าย แล้วโปสเตอร์ก็เก่าเกือบทั้งหมด” ยิ้มส่ายหน้า “หัวหน้าคณะถามฉันว่าเราเตรียมพร้อมไหม”
ก้องมองกล้องวิดีโอเก่าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เหมือนมีแผนการเล็ก ๆ แข็งขึ้นในหัว เขาบอกอย่างรวดเร็วและมั่นใจว่าเป็นคำตอบเดียวที่โง่แต่ต้องทำ”มีสิ…มีหนังแล้ว”
“อะไรนะ?!” ยิ้มเกือบจะกระเด็นกาแฟใส่ตัวเอง “ก้อง! เราไม่ได้ถ่ายอะไรเลยนะ เธอพูดจริงหรือ?”
ก้องกลืนน้ำลาย เขารู้ว่าคำพูดนั้นออกจากปากไปเพราะเป็นนิสัยหนึ่งของเขา เขาชอบปรุงเรื่องให้ดีขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้คนรอบข้างตกใจ”จริงสิ พอดี…เราเก็บฟุตเทจเก่า ๆ มารวมกัน แล้วตัดต่อให้กลายเป็นผลงานรวมความทรงจำของชมรม”
ยิ้มจ้องหน้าเขา “แต่พวกนายไม่เคยทำแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”
ก้องยิ้มแห้ง ๆ “ก็ต้องเริ่มทำสิ เดี๋ยวฉันเรียกคนครบทีม เราจะทำ ‘หนังรวมทางงง’ แบบวินเทจไง”
ยิ้มถอนหายใจยอมจำนน “โอเค แต่ถ้างานพัง ฉันจะจับเธอไปยืนถือป้าย ‘ฉันโกหก’ ทั่วมหาวิทยาลัย”
เสียงโทรศัพท์จากทางประธานคณะขัดจังหวะ”สวัสดีค่ะ ชมรมภาพยนตร์ใช่ไหมคะ ทางมูลนิธิเห็นผลงานของชมรมในอดีตแล้วนึกถึงเอกลักษณ์ อยากมาดูผลงานใหม่ของชมรมในงานวันศิลป์นิเทศค่ะ”
ก้องกับยิ้มสบตากันแบบ ‘โอ้พระเจ้า’ การโกหกเพียงประโยคเดียวกลายเป็นต้นเหตุของภารกิจใหม่
“ฉันจะพูดกับทุกคนเอง” ก้องบอกเสียงเรียบ แต่ในใจมีไฟความทรมาน เพราะเขาเชื่อว่าถ้าบอกความจริงคงไม่มีเวลาทำอะไร แต่ถ้าโกหกและทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง อาจจะได้หูตาใหม่ให้ชมรม
“ฝากเธอแล้วนะ ก้อง” ยิ้มพูดอย่างตื่นเต้นปนหวาดกลัว
บรรยากาศของชมรมเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก้องเรียกสมาชิกทั้งหมดรวมตัวกันในห้องประชุมเก่า ๆ
“ฟังนะทุกคน เรามีเวลาสองวันจะต้องส่งหนังให้คณะและมูลนิธิ เราจะทำหนังสั้นความยาวสิบห้านาที โดยใช้ฟุตเทจเก่าจากสมาชิกสามเจนฯ แล้วตัดต่อให้เป็นเรื่องเดียวกัน” ก้องพูดด้วยน้ำเสียงมีกระตือรือร้น
ชฎา ประธานชมรม หญิงสาวตั้งใจและประณีตยกมือขึ้น “ก้อง เธอแน่ใจนะว่าทำได้ ฉันไม่อยากให้ชมรมถูกยุบ”
ก้องสบตากับชฎาอย่างจริงจัง “ฉันแน่ใจ…อย่างน้อยก็ต้องพยายาม”
เฟิร์น สาวตากล้องเงียบ ๆ เอียงคอแล้วถาม “แล้วเนื้อเรื่องคืออะไรล่ะ?”
ก้องหัวเราะน้อย ๆ “เรื่องเกี่ยวกับการตามหาของที่สูญหาย — ไม่ใช่ของรูปธรรมเสมอไป อาจเป็นความทรงจำ เวลา ความกลัว…เราให้ผู้ชมเติมเอง”
ยิ้มแทรกขึ้น “แปลกดี…ฉันชอบไอเดียนี้ แต่เราต้องหาฟุตเทจจริง ๆ นะ ไม่ใช่ตัดต่อมั่ว ๆ”
คืนนี้แรงกดดันทำให้ทุกคนทำงานจนเช้า คนหนึ่งไปค้นกล่องเทปเก่าอีกคนคลำหาเสียงบันทึก อีกคนถ่ายภาพประกอบแบบสมัยก่อน
“ฉันเจอเทปของรุ่นพี่ดนตรี!” เสียงตะโกนจากมุมห้องทำให้ทุกคนหันมอง
ก้องวิ่งเข้าไปจับเทปไว้ด้วยความตื่นเต้น “เอามาเลย! ใส่เสียงไวโอลินละเอียด ๆ กับเสียงฝนแบบคลาสสิก เราจะสร้างอารมณ์”
ทุกคนทำงานเหมือนเป็นทีมที่เชื่อกันว่าถ้าช่วยกันจะสำเร็จ แม้แต่อาจารย์หน่องที่ดูเคร่งขรึมก็มาช่วยให้คำแนะนำการตัดต่อ
“คุณก้อง จำไว้นะ วัตถุประสงค์คือความจริงใจ ไม่ใช่เทคนิคล้นจนกลบความรู้สึก” อาจารย์หน่องยิ้มบาง ๆ
ก้องพยักหน้า แต่ในอกกลับเต้นแรง เขาเริ่มรู้สึกหวั่นไหวกับความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะทำผลงานจนสำเร็จได้จริง
เวลาไม่เคยคอยใคร มหาวิทยาลัยประกาศวันฉาย ใบปิดงานแบบเงียบ ๆ ถูกติดอยู่ทั่ววิทยาเขต แต่ข่าวที่น่าตกใจคือ มูลนิธิส่งอีเมลว่าอาจมีผู้แทนพิเศษมาร่วมชม และคน ๆ นั้นเคยเป็นศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง
ยิ้มล้วงมือถือ อีกแล้ว “ก้อง ดูนี่สิ อีเมลบอกว่าเขาอาจจะมาพร้อมกับใครบางคนที่ ‘มีชื่อเสียงด้านภาพยนตร์สารคดี’”
ก้องกลืนน้ำลาย เขาพูดเบา ๆ “โอเค…ถ้ามาเราต้องพร้อม”
คืนก่อนวันฉาย ทีมแกะเทปตัดต่อไม่หลับไม่นอน พวกเขาทำมุมกล้องแปลก ๆ ใส่เสียงซาวด์สเคปที่ทำให้เรื่องดูเป็นความทรงจำ พวกเขาใส่ซับภาพวินเทจ แทรกเสียงหัวเราะ เบา ๆ ไว้ในฉากที่ไม่มีใครคาดคิด
“ฉันว่ามีส่วนที่ขาดคือภาพปัจจุบัน” เฟิร์นพูด “เราอาจถ่ายสัมภาษณ์สั้น ๆ ให้สมาชิกเล่าเรื่องความทรงจำของชมรม”
ก้องเห็นด้วยทันที “ใช่เลย เอามาใส่ห้าประโยคจากแต่ละคน แล้วตัดต่อให้มันเหมือนการกระซิบของเวลา”
งานฉายมาถึง ห้องฉายเต็มไปด้วยคนจากคณะและคณาจารย์ และแน่นอนว่ามีตัวแทนจากมูลนิธิด้วย เสื้อคลุมยาวตัวหนึ่งกับแว่นกรอบหนา ท่าทางสุภาพ
ก้องยืนกลางห้อง เหงื่อไหลซึม แต่ใบหน้ากลับสงบนิ่ง “นี่แหละ ผลงานของพวกเรา” เขาคิดว่าในใจ
หน้าจอเปิดไฟ ม้วนฟุตเทจเก่า ๆ หลุดเข้าด้วยกันอย่างไม่ประสาน แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัว เสียงซาวด์สเคปราวคลื่นพัดเบา ๆ ทำให้คนในห้องนิ่งคิด
หลังฉาย จังหวะของคำชมค่อย ๆ ดังขึ้น “มันอบอุ่นดี” “ไม่รู้สึกว่าต้องเล่าเรื่องทั้งหมด” “เหมือนเขาให้อิสระกับผู้ชม” คณะกรรมการกระซิบกัน
ก้องกับเพื่อน ๆ ลุ้นจนตัวเกร็ง เขามองไปยังโต๊ะกรรมการ พบว่าตัวแทนมูลนิธิยืนขึ้น เดินตรงมาทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ผลงานแปลกดี มีมิติของเวลา…” ผู้แทนมูลนิธิพูด แล้วยื่นมือให้ก้อง “ผมชื่อมาลัยรัตน์ครับ จบจากที่นี่สมัยก่อน เป็นผู้ทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตชนบท”
ก้องเผลอพูดออกมา “ยินดีมากที่ได้พบ…ผมเอง…” แต่แล้วเขาก็เห็นแว่นกรอบหนาที่ดูคุ้นตาอยู่ข้างหลังมาลัยรัตน์ เป็นผู้หญิงผมสั้นใส่เสื้อเชิ้ตแขนพับ ที่เขาจำได้ว่าเป็นนักข่าวสารคดีชื่อเลื่องในวงการ
ในหัวก้องเกิดจินตนาการซับซ้อน เขาเคยพูดกับเพื่อนว่าถ้ามีคนมีชื่อเสียงมา เขาจะให้คนดังยกย่องชมรม กลับกลายเป็นความเข้าใจผิด คนที่มาหน้าเหมือนนักข่าวคือ…เพื่อนบ้านของมาลัยรัตน์ที่อาศัยใกล้มหาวิทยาลัย และบังเอิญเดียวกันคือเธอชื่อเดียวกับคนดังเมื่อสิบปีก่อน
ฝูงคนหันมามองก้อง มาลัยรัตน์ยิ้มหวาน “เรามีคำถามนิดหน่อย” เขาถามอย่างจริงใจและไม่รู้ความเข้าใจผิดอยู่ในอกของก้อง
ก้องหัวใจเต้นแรง เขาคิดว่าจะต้องรักษาภาพลักษณ์ เขาตอบขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจที่เขาไม่ได้รู้สึกจริง ๆ”ผลงานนี้เราใช้ฟุตเทจเก่า ๆ ของชมรม แล้วตัดต่อให้เป็นการเดินทางตามความทรงจำครับ”
มาลัยรัตน์พยักหน้าอย่างพอใจ “แล้วคุณเป็นผู้กำกับใช่ไหม”
ก้องหน้าแดง เขาต้องตัดสินใจ อีกครั้งหนึ่ง การโกหกเล็ก ๆ ที่เริ่มจากคำว่า ‘มีหนังแล้ว’ ถูกขยายเป็นการยอมรับตำแหน่งที่เขาไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีหรือไม่ เขาตอบอย่างไม่เต็มปาก”ก็…เป็นหนึ่งในทีมครับ”
หลังงานมีคนมากดไหล่ก้อง ทั้งคนที่หวังร่วมงานและคนที่อยากรู้เคล็ดลับ การยอมอ่อนน้อมทำให้เขาหลุดพ้นจากความน่าอับอายได้ชั่วคราว แต่ความคิดที่จะซ่อนความจริงทำให้เขาคิดถึงแผนต่อไป
ชฎาหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ส่งให้ก้อง “พวกเราพร้อมจะสู้ต่อ แต่ถ้าพรุ่งนี้มีข้อเสนอให้เราต้องทำผลงานยาวขึ้น เราต้องมีเรื่องที่ชัดเจน”
ก้องมองกระดาษแล้วยิ้มมุมปาก เขาเริ่มคิดแผนซับซ้อนที่คิดว่าช่วยเสริมผลงานเดิมให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น นั่นคือการสร้าง ‘โปรเจกต์สัมผัสจริง’ ให้คนมาร่วมใช้ความทรงจำจริงเป็นวัตถุดิบในการแสดงสดที่ฉายพร้อมกับหนัง
“เราจะทำการฉายแบบมีส่วนร่วม” เขาประกาศด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “เราจะเชิญคนจากมหาวิทยาลัยให้มาส่งวัตถุ หรือบันทึกเสียงสั้น ๆ แล้วเราจะฉายและตัดต่อสดในงานใหญ่ พวกเขาจะได้เห็นการเกิดขึ้นของหนังต่อหน้า”
ยิ้มอ้าปาก “นั่นคือความเสี่ยงระดับสูงสุดเลยนะก้อง”
เฟิร์นเสริม “แต่มันก็อาจจะเป็นความพิเศษที่ทำให้คนจดจำ”
สองวันต่อมา ทั้งทีมเตรียมอุปกรณ์ ตั้งสตูดิโอเล็ก ๆ ในห้องชมรม ให้คนเดินเข้าออกมาส่งของ บันทึกความทรงจำ เป็นฉากเล็ก ๆ ของชีวิตที่เล่าด้วยเสียงเงียบ ๆ และภาพเสี้ยว
งานเริ่ม คนเยอะกว่าที่คิด มาลัยรัตน์เดินเข้ามาด้วยท่าทางเป็นมิตร ข้าง ๆ เธอเป็นผู้หญิงผมสั้นคนก่อนหน้าที่มองตลก ๆ เหมือนเธอไม่ใช่ใครที่มีชื่อเสียง แต่เธอเป็นคนที่พกกล้องโพลารอยด์มาถ่ายภาพคนในงาน
“นี่เป็นไอเดียที่น่าสนใจมาก” มาลัยรัตน์พูดกับก้อง “แต่ฉันอยากเห็นว่าพวกคุณจะรับมือกับความไม่คาดคิดยังไง”
ก้องพยักหน้า แต่ใต้ความมั่นใจคือความกลัว เขายังไม่ได้บอกใครเลยว่าฟุตเทจบางส่วนมาจากรายการโทรทัศน์ท้องถิ่นที่เอามาปรับใช้โดยไม่ได้ขออนุญาต
คนหนึ่งยื่นกล่องช็อกโกแลต อีกคนยื่นใบจดโน้ตเล็ก ๆ กับเสียงเงียบ ๆ ของคุณยายที่เล่าเรื่องต้นไม้หลังบ้าน ทุกช็อตถูกส่งขึ้นสลับกับเทปเก่า จนกระทั่งขณะตัดต่อสด ปัญหาเกิดขึ้น
หน้าจอค้าง ฉากสำคัญที่พวกเขาวางแผนจะเชื่อมเรื่องไม่เล่นขึ้น เหลือเวลาไม่ถึงสิบนาที ก้องขมวดคิ้ว หัวคิดหาทางแก้ทันที
“ตัดไปที่ภาพสดเลย!” เฟิร์นตะโกน “ฉันถ่ายผู้ชมได้ ให้พวกเขาเล่าเรื่องตอนนี้เลย”
ก้องรีบควบคุมระบบ จัดจังหวะเสียง พยายามนำเทปเก่าเข้ากับภาพสด แต่ปัญหายังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไมโครโฟนบางตัวเงียบ บางคลิปขาดช่วง
ในขณะที่ความตึงเครียดพุ่งสูง มาลัยรัตน์หันมาพูดกับก้องเบา ๆ “บางทีความไม่สมบูรณ์นี่แหละที่ทำให้มันจริงใจ”
ก้องได้ยินคำนี้ เสียงในหูคล้ายดังกว่าไอเดียแรก เขาตัดสินใจทำอย่างสุดใจ เขาออกไมโครโฟนของตัวเองแล้วก้าวขึ้นไปตรงกลางห้องฉาย
“ทุกคน…ผมมีเรื่องสารภาพ” ก้องพูดเสียงดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน “ผมบอกว่ามีหนัง แต่จริง ๆ คือผมไม่ได้เตรียมทุกอย่าง ผมใช้ฟุตเทจบางส่วนโดยไม่ได้ขออนุญาต และผมอยากให้พวกคุณช่วยกันสร้างความจริงนี้ขึ้นมา”
ความเงียบเกิดขึ้นเหมือนลมสงบพัดผ่าน ทั้งห้องมองก้องต่างแววตา แต่แทนที่จะโห่ไล่ มีเพียงเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มแห้ง ๆ “ฉันก็ใช้ฟุตเทจจากที่อื่นเหมือนกัน” เสียงของชฎาดังขึ้น “แต่เราทำให้มันเป็นของเรา”
คนอื่นเริ่มหัวเราะ เสียงหัวเราะไม่ใช่เสียงเยาะ แต่เป็นเสียงผ่อนคลายที่คลายความเครียด ทุกคนเริ่มพูดออกมาเกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของงานศิลป์ งานที่แท้จริงมักมีรอยต่อ คนหนึ่งยื่นเทปที่อ้างว่า ‘ก็ส่วนหนึ่งของชีวิตเขา’ อีกคนยื่นภาพถ่ายเด็กวิ่งเล่น
ก้องยืนฟังน้ำตาคลอเล็ก ๆ ในตาของเขา แต่ครั้งนี้เป็นน้ำตาที่อบอุ่น เขารับรู้ว่าการยอมรับความจริงทำให้ผู้อื่นเชื่อใจ และความผิดพลาดกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมคนได้
การฉายนั้นจบลงด้วยเสียงปรบมือยาว ก้องกับเพื่อน ๆ หอบหายใจ แต่เป็นหอบที่เต็มไปด้วยความสบายใจ มาลัยรัตน์เดินมาหาก้องยื่นมือ”คุณกล้าพอที่จะยอมรับสิ่งที่ผิดพลาด ผมชอบการทดลองของคุณ”
ก้องขำอย่างไม่อาย “ผมเกือบจะยอมเป็น ‘ผู้กำกับ’ ไปแล้วด้วยซ้ำ”
หลังงานมีคนมากรุมชวนให้พวกเขาทำโปรเจกต์ร่วมกัน มูลนิธิเสนอทุนเล็ก ๆ เพื่อให้ชมรมมีพื้นที่ทำงานต่อไป แต่มันไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ มันคือการยอมรับว่าผลงานที่เกิดจากความจริงมีคุณค่า
ตอนนั้นเอง ธารา นักศึกษาจากชมรมอื่นที่เคยแข่งกับพวกเขามองก้องด้วยสายตาตลก ๆ “เธอคงจะเหนื่อยใจมากที่ต้องจัดฉากทั้งหมด”
ก้องยิ้มอย่างเขิน ๆ “ฉันเหนื่อยจนอยากนอนทั้งวัน แต่รู้ไหม ฉันได้เรียนรู้บางอย่าง—ว่าบางครั้งการยอมรับตัวตนจริง ๆ ดีกว่าการพยายามทำให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา”
เฟิร์นยืนข้างก้อง เอื้อมมือจับมือเขา “ฉันเห็นความตั้งใจของเธอตั้งแต่คืนแรกที่เธอพูดว่า ‘เรามีหนังแล้ว'”
ก้องหันไปมองเฟิร์น ความรู้สึกอบอุ่นไหลลื่น เขาพูดเบา ๆ “ขอบคุณที่ไม่ตัดสินฉันตรงนั้น”
ชีวิตในชมรมกลับมาสู่จังหวะปกติ แต่ทุกคนเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาพร้อมทำงานร่วมกันแบบจริงใจและไม่กลัวความไม่สมบูรณ์
วันหนึ่งในค่ายฤดูหนาวของมหาวิทยาลัย ทีมชมรมถ่ายทำสารคดีสั้นเกี่ยวกับคนเก็บเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น ผู้คนในหมู่บ้านเล่าเรื่องชีวิตอย่างเรียบง่ายและจริงใจ
ก้องถือกล้องมุมหนึ่ง เขาไม่รู้สึกกดดันเหมือนในอดีต เขาถามคำถามด้วยความอ่อนโยน และเมื่อคนตอบ เขาจะให้พื้นที่ให้เสียงนั้นเดินทางออกมาเอง
ระหว่างถ่ายทำ เฟิร์นยืนใกล้ ๆ แล้วหันมาแซวเบา ๆ “นายไม่ค่อยพูดจาโกหกแล้วนะ”
ก้องหัวเราะ “ฉันพยายามอยู่นะ บางทีการโกหกอาจทำให้เรื่องราวน่าสนใจ แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ทำให้คนไว้ใจ”
คืนนั้นทุกคนมานั่งล้อมไฟ ก้องพูดต่อหน้าเพื่อน ๆ “ผมอยากขอบคุณทุกคนสำหรับความเชื่อมั่นและการให้อภัย ถ้าผมไม่เคยกล้าพูดโกหก ผมคงไม่รู้จักความจริงใจของพวกคุณ”
ยิ้มยกแก้วน้ำ “ยินดีด้วยที่เธอรอดมาได้”
ชฎายิ้ม “และยินดีที่ชมรมยังอยู่”
เรื่องราวจบลงไม่ด้วยรางวัลอันใหญ่โตหรือชื่อเสียงที่เปล่งประกาย แต่ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจและความรู้สึกว่าแม้หนังจะไม่สมบูรณ์ ความทรงจำและความสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นนั้นสมบูรณ์แบบในแบบของมันเอง
ก้องมองดาวเหนือฟ้าแล้วกระซิบกับตัวเอง “ฉันจะไม่โกหกเพื่อให้ทุกอย่างดูดีอีกแล้ว แต่จะทำให้มันดีจริง ๆ”
และเมื่อแฟลชของกล้องโพลารอยด์ของหญิงสาวคนนับมาถูกจุดขึ้น มันจับภาพรอยยิ้มของพวกเขาไว้ในกรอบสีขาว เป็นภาพสุดท้ายของหนังที่ไม่เคยมีชื่อชัดเจนแต่กลับถูกจดจำในหัวใจผู้ชมตลอดไป
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ตลกมหาวิทยาลัย, โรแมนติก, ชมรมภาพยนตร์, ความเข้าใจผิด, ฟีลกู๊ด