ระยะห่างของกลิ่นฝน
เสียงฝนโปรยลงบนกระจกหน้าต่างห้องเล็ก ๆ ในหอพักนักศึกษาชุมชน ก่อให้เกิดบรรยากาศอบอุ่นประหลาด ท่ามกลางเมืองเชียงใหม่ที่เต็มไปด้วยลมหายใจของเยาวชน ธีร์นั่งฟังเสียงหยดน้ำที่กระทบขอบหน้าต่าง ในขณะที่เขาควานหาไอเดียสำหรับภาพถ่ายธีสิสสีน้ำในมือถือ ไฟในห้องหรี่ลงอย่างตั้งใจเพื่อขับเน้นแสงหน้าจอ รายละเอียดสีและเงาที่สะท้อนบนใบหน้าของธีร์ทำให้เห็นความกังวล และรอยขมวดคิ้วบาง ๆ ที่แฝงอยู่ขณะเลื่อนดูภาพผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงไลน์ดังแจ้งเตือน “พี่ธีร์ พรุ่งนี้ 8 โมงครึ่ง อย่าลืมหัวข้อที่จะนำเสนอด้วยนะ” เขาอ่านข้อความจาก “เนิร์ส” รุ่นน้องปีสอง เอกเดียวกัน ผู้หญิงผมสั้น แววตาแข็งกร้าวแต่ซ่อนยิ้มอมขมกลืนเสมอ ธีร์พิมพ์ตอบสั้น ๆ ก่อนลุกไปหยิบกล้อง ชั่งใจชั่วครู่ แล้ววางมันลงราวกับใจลอย
เช้าวันต่อมา ในห้องเรียนศิลปะเสียงเพลงแจ๊สแผ่วเบากระทบกำแพงห้องขาวสะอาด นักศึกษากลุ่มหนึ่งกำลังรวมตัวถกเถียงหัวข้อโปรเจคต์ เนิร์สนั่งขีดเขียนลงในสมุดด้วยปากกาสีเขียวเข้ม มีริ้วรอยน้ำตาเปื้อนกระดาษเก่า ๆ แทรกอยู่บ้าง
“ธีร์ จะย้ำไหมว่าเรามาไกลเท่าไรแล้วน่ะ? อย่ามัวลังเล” เนิร์สพูดเสียงเรียบ มองไปทางหน้าต่างโดยไม่สบตา แววเครื่องหมายคำถามซ่อนในดวงตา
“เราไม่ได้ลังเล…เราแค่…อยากถ่ายทอดของที่รู้สึกจริง ๆ” ธีร์ตอบเสียงเบา ลมหายใจติดขัด คำพูดก็แขวนอยู่ในอากาศเนิ่นนาน ก่อนเสียงหัวเราะของเพื่อนในกลุ่มจะทำลายความเงียบ
การเรียนจบลง ทั้งสองเดินสวนออกจากตึกศิลปะบ่ายแก่ ๆ ท้องฟ้าสีหม่น ฝนเม็ดแรกโปรยลงมา ธีร์เปิดร่มพลางยื่นมือแหย่ฝนอย่างลืมตัว
“เคยคิดมั้ย ว่าฝนมีกลิ่นเหมือนอะไร?” ธีร์ถามขึ้น ลมหายใจอุ่นผสมเสียงฝน
เนิร์สไม่ตอบทันที แค่หลุบตาลงแล้วยิ้มบาง ๆ “กลิ่นคิดถึงมั๊งคนบางคน”
ทั้งสองหยุดเดินข้างชายคา เงียบงันชั่วขณะแต่ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ฝนซอยเม็ดลงหนักขึ้น
ช่วงเย็นวันนั้นที่ร้านกาแฟใกล้มหาวิทยาลัย คนพลุกพล่านในมุมต่าง ๆ ธีร์นั่งแกะรูปภาพในแล็ปท็อป พลางควานหากาแฟรสเข้ม เนิร์สมองออกหน้าต่าง หยั่งใจอยู่นานก่อนพูดเบา ๆ “เคยนึกกลัวมั้ย ว่าเราจะไม่มีวันทำฝันของตัวเองได้จริง ๆ”
ธีร์เม้มริมฝีปาก “ทุกวัน”
เนิร์สหัวเราะสั้น ๆ ในคอ “เราเหมือนคนกลัวอนาคตใช่มั้ย”
“เรากำลังวิ่งตามมันจนลืมหันกลับดูว่าตัวเองวิ่งหนีอะไรมากกว่า” ธีร์สบตาเธอ เหมือนเพิ่งได้พูดบางอย่างที่ติดค้างในใจมาเนิ่นนาน
ทั้งสองเงียบ รับรู้ความหม่นเศร้าซ่อนอยู่ในอากาศเฉื่อยชา มีเพียงเสียงแอร์ดังหึ่ง ๆ ช่วยถมช่องว่างของความเงียบนั้น
วันเวลาผ่านไป ธีร์กับเนิร์สใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยที่ต่างฝ่ายไม่กล้ายอมรับ ต่างคนต่างเฝ้าสังเกตอารมณ์และน้ำเสียงอีกฝ่ายโดยไม่กล้าเอ่ยปาก เนิร์สเป็นสาวที่ดูเด็ดขาดในสายตาคนอื่น แต่ว่าเธอกลับมีบาดแผลในใจจากการเติบโตในครอบครัวที่ขาดพ่อแม่ เธอเก็บตัวเงียบหลังหมดชั่วโมงเรียน กลับห้อง ไม่ค่อยสุงสิงกับใครนอกจากธีร์คนเดียว ขณะที่ธีร์เองก็ผ่านมาแล้วกับการผิดหวังจากการประกวดวาดภาพครั้งสำคัญ เขาเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ควบคุมได้จริง ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความลังเลและไม่อยากเสี่ยง
หลายครั้งที่ธีร์เผลอลอบมองเนิร์สขณะเธอก้มหน้าดูสมุดสเก็ตซ์ ท่าทีเย็นชาแต่ละวัน เริ่มเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏเฉพาะเมื่อพบธีร์เท่านั้น เขาค่อย ๆ รับรู้ว่าความใกล้ชิดกลายเป็นความผูกพันโดยไม่รู้ตัว
ในงานนิทรรศการภาพถ่ายกลางแจ้ง เนิร์สเดินถือแฟ้มผลงานของตัวเองยืนรอธีร์ ท่ามกลางผู้คนมากมาย เธอใส่แว่นสายตา เสื้อกันฝนสีฟ้า ก้มหน้ามองรองเท้าตัวเองด้วยใจหวิว ๆ ธีร์เดินมาข้าง ๆ ยื่นถุงขนมให้ “นายตื่นเต้นแค่ไหน?”
เนิร์สถอนหายใจ “ถ้าฉันล้มเหลวอีก ฉันคงหมดกำลังใจ”
ธีร์ลังเลก่อนหยิบรูปภาพใบหนึ่งออกจากแฟ้ม “ตอนฉันล้ม ก็มีคนผลักให้ลุก เธอก็แค่…ต้องลุกขึ้นมาเอง อย่ารอมันจากใคร”
เนิร์สเงียบ แล้วฝืนยิ้ม
ระหว่างดูงาน เนิร์สและธีร์เดินพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องศิลปะ เนิร์สมองธีร์ด้วยสายตาใหม่ นิ่งลึกลงไปเรื่อย ๆ จนแม้ตัวเองยังรู้สึกแปลกใจ เธอเริ่มกังวลว่าตัวเองจะหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด ในขณะเดียวกัน เส้นแบ่งระหว่างมิตรภาพกับบางอย่างที่มากกว่านั้นก็เริ่มพร่ามัว
ด้วยนิสัยไม่กล้าแสดงความรู้สึก ธีร์จึงเลือกที่จะขับรถกลับหอทันทีที่จบงาน ขณะที่เนิร์สกลับบ้านพร้อมความว่างเปล่าและคำถามที่ค้างในใจว่าจะเป็นไปได้ไหม หากวันหนึ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป
เวลาผ่าน ฤดูสอบมาถึง ทั้งสองต่างเครียดกับงาน ชีวิตเริ่มห่างกันอย่างช้า ๆ เนิร์สไม่กล้าทักแชทเหมือนเดิม ธีร์เองก็ตอบกลับช้าลง คำสนทนาระหว่างสองคนห่างเหิน มีแต่เรื่องเรียน หรืออย่างมากก็เป็นการถามไถ่สั้น ๆ เรื่องกิจกรรมในคณะ
ในช่วงที่ต่างคนต่างห่างกัน ธีร์พบว่างานธีสิสของตัวเองถูกปฏิเสธเนื่องจากขาดแรงบันดาลใจอันชัดเจน เขาปิดหูปิดตาเงียบอยู่หลายวัน ไม่กล้าเจอหน้าเนิร์ส กลัวอีกฝ่ายจะผิดหวังในตัวเอง ส่วนเนิร์สเองต้องรับภาระงานบ้านเมื่อยายล้มป่วย เธอเขียนข้อความถึงธีร์แต่กลับลบก่อนส่งทุกครั้ง
เย็นวันหนึ่ง กลิ่นฝนคลุ้งห้องเรียนว่างแห่งหนึ่ง เนิร์สนั่งเก็บของอยู่ลำพัง ธีร์เดินเข้ามา นั่งลงข้างเธอ ไม่มีคำพูดใด ทั้งสองต่างหลบตากัน ก่อนธีร์จะพูด “เรารู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเพื่อนไปแล้ว”
เนิร์สเงียบ ปาดน้ำตา “ไม่ใช่เพื่อนก็กลัวเสีย”
ธีร์ยิ้มเศร้า “ถึงเราจะกล้าเผชิญหน้าอดีต…แต่เรายังกลัวอนาคตเหมือนเดิม” เขากุมมือเนิร์สไว้แน่น พูดด้วยเสียงสั่น
เนิร์สค่อย ๆ ซบไหล่ “แล้วต้องกล้าเสี่ยงกับความรู้สึกตัวเอง…ใช่มั้ย”
เงียบงันยาวนาน ฝนข้างนอกซอยเม็ดลงไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทั้งสองนั่งนิ่ง ราวกับเวลาหยุดเดินอยู่ตรงนั้น
หลังจากวันนั้น ธีร์เริ่มกล้าเผชิญหน้าปัญหาของตัวเองมากขึ้น เขาเริ่มต้นใหม่กับธีสิส ถ่ายภาพซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อแข่งขันหรือพิสูจน์ตัวเองอีกต่อไป เนิร์สเองก็เริ่มแบ่งปันชีวิตกับธีร์ มากขึ้น เธอยอมรับความเปราะบางของตนเอง เล่าเรื่องกลัวการถูกทิ้งให้ธีร์ฟังเป็นครั้งแรก
เมื่อธีร์ได้รับรางวัลชมเชยงานภาพถ่ายระดับมหาวิทยาลัย เขาเชิญเนิร์สมาดูผลงานด้วยกันในวันสุดท้ายของงาน นิทรรศการว่างเปล่า ธีร์ยืนข้างภาพถ่ายของตัวเอง รอเนิร์สในบรรยากาศสงบ
เนิร์สเดินเข้ามา เงียบงัน ธีร์ยิ้มจาง ๆ ก่อนพูด “บางที ถ้าไม่เคยล้มเหลว…คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครสำคัญที่สุดตอนที่เราล้ม”
เนิร์สยิ้มตอบ เผยแววมั่นใจในแววตา “ขอบคุณที่ยังอยู่…แม้ตอนฝนตก”
ทั้งสองคนยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ กัน มือของพวกเขาแตะกันเบา ๆ โดยไม่มีคำพูดใดตามมา ราวกับความเงียบตรงนี้เป็นบทสรุปของการเติบโตและยอมรับข้อบกพร่องของตนเองอย่างแท้จริง