ทางรอดใต้ร่มเงาศิลป์
แสงสีทองอ่อนลาดผ่านหน้าต่างสูงของสตูดิโอศิลปะ เสียงฝีเท้าดังสะท้อนบนพื้นไม้เก่า ริน – เด็กสาวผู้ตาแข็งกร้าวและผมซอยสั้น สะพายกระเป๋าพู่กันกับถาดสีเข้ามาคนแรก พร้อมเสียงถอนหายใจเบาๆ เธอวางของลงใกล้ผนัง ริมภาพวาดขนาดมหึมาที่ถูกคลุมผ้าขาวไว้ ในมุมห้อง กวี – เด็กหนุ่มรูปร่างสูงสง่าใส่เสื้อเชิ้ตหลวม สะพายกล้องถ่ายรูปไว้ข้างตัว มองเธอเงียบ ๆ ก่อนจะหยิบสมุดสเก็ตช์ออกมา ใบหน้าของกวีเผยความลังเลแต่ไม่กล้าเปิดเผยออกมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยด พิมพ์ – เด็กสาวสายตาสดใสแต่มีรอยคล้ำใต้ตา และ พิบูลย์ – หนุ่มแว่นจอมพูดมากซึ่งมักยิงมุกแห้ง ๆ เข้ามาสมทบ ทุกคนเดินไปยังมุมศิลปินที่ตนจองไว้ ต่างคนต่างเริ่้มเตรียมอุปกรณ์โดยไม่มีใครพูดอะไร รินจ้องผ้าคลุมขาวบนภาพวาดกลางห้องนานนับวินาที
“คิดว่าใครอยู่ใต้ผ้าผืนนั้น?” พิบูลย์พูดพลางหัวเราะแห้ง ๆ
“ถ้าพูดมาก เดี๋ยวฉันวาดภาพแกเป็นผีเสียเลย” พิมพ์สวนกลับ ไม่สบตามองแต่ริมฝีปากเกือบยิ้ม
กวีละสายตาจากสมุดสเก็ตช์แล้วเหลียวมองรินชั่วครู่ รินยกไหล่เหมือนไม่สนใจแต่ในมือกำด้ามแปรงแน่น ทุกคนรับรู้แรงกดดันที่อธิบายไม่ถูก เหมือนอากาศหนืดขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ระหว่างที่ทุกคนเริ่มลงมือวาดภาพ เสียงหวีดบางอย่างแผ่วผ่านประตูแคบท้ายห้อง ไม่มีใครพูดถึง แต่พิมพ์หันขวับไป กวีเหลือบมองรินซึ่งยังนิ่งอยู่ รินหลับตาครู่หนึ่งพยายามไล่ความวิตก พิบูลย์อมยิ้มแต่สายตากระวนกระวาย
“วันนี้รู้สึก…แปลก ๆ ไหม” พิมพ์เอ่ยขึ้นเบา ๆ เสียงสั่นจนเกือบกลืนไปกับเสียงลม
“เลิกเพ้อเจ้อเถอะน่า ไม่มีอะไรหรอกนอกจากความเงี่ยบและกลิ่นสีกำลังคุ” พิบูลย์ตอบเร็วกว่าเดิม ชิงหัวเราะกลบเกลื่อน แต่สายตาของเขาเหลือบมองประตูลับ ๆ
กวีเงียบอยู่นานก่อนจะหันไปพูดกับริน “คืนนี้ถ้ามีใครวาดผีได้สมจริงที่สุด ฉันว่ายกกาแฟอาทิตย์หน้าให้เลย”
รินขยับยิ้มเล็ก ๆ แล้วถอนหายใจลึก มองไปรอบห้อง หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าภายในใจเธอ พายุแห่งความหวาดระแวงซัดกระหน่ำไม่หยุด
ค่ำคืนมาเยือนเร็วกว่าปกติ แสงไฟฟลูออเรสเซนต์กรอบนีออนขาว ๆส่องจนเห็นฝุ่นค้างในอากาศ ทุกคนหยุดวาดพร้อมกันเมื่อเสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นจากผนังห้อง
ไม่มีใครขยับ ลมหายใจอัดแน่นในทรวงอก พิมพ์วางพู่กันช้า ๆ เหงื่อเกาะขมับ มือของรินสั่นไหวเล็กน้อย กวีเหลือบมองกล้องที่วางอยู่บนโต๊ะ ราวกับหาทางพึ่งพิงบางอย่าง
“ใครเล่นมุกอะไรเนี่ย?” พิบูลย์ทำเสียงแข็ง แต่เสียงพูดคล้ายจะสั่นกว่าเดิมเล็กน้อย
ต่างคนต่างสบตากันเงียบ ๆ ลำแสงไฟบิดเบี้ยวจนเงาของแต่ละคนยืดยาวผิดธรรมชาติ เสียงเคาะดังซ้ำ ๆ ชัดขึ้น มาจากตรงที่ผ้าขาวคลุมรูปวาดอยู่กลางห้อง
รินสูดลมหายใจ กระแสเย็นวาบไล่ขึ้นหลัง เขาเดินเข้าไปใกล้ผ้าคลุม ท่ามกลางความเงียบอันอึดอัด
“อย่า…” เสียงของพิมพ์หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก แต่รินมือแข็งขืน เดินต่อไป
กวีขยับเข้ามายืนอยู่ข้างริน “ถ้ากลัวก็อยู่ข้างหลัง” เขาพูดเบา ๆ
“ฉันไม่ได้กลัว…ฉันแค่ไม่อยากเห็นอะไรที่มัน…ไม่ควรเห็น” รินสวนกลับ แต่ดวงตาเธอแดงก่ำเล็กน้อย
ขณะนิ้วมือของรินแตะขอบผ้าคลุม เสียงกระซิบลอยผ่านลม “อย่า…” ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเจน
ทั้งสี่คนแข็งค้าง รินหยุดมือ ก่อนที่เสี้ยววินาที เสียงปัง!! ดังขึ้น ผนังด้านข้างสั่นสะเทือนจนฝุ่นปลิว ทุกคนหันขวับไปคนละทาง
ในความตกใจ พิมพ์ลุกพรวด ถลาไปเปิดหน้าต่าง แต่บานหน้าต่างติดล็อก กวีรีบเดินมาเสริม รินยังคงยืนอยู่ใกล้ผ้าคลุม มือกำแน่นจนข้อขาว พิบูลย์ถอยยาวจนชิดผนัง
เสียงหัวใจสี่ดวงดังแข่งกับเสียงฟ้าครืน ลมหายใจของแต่ละคนเหนียวหนืด ทุกคนรู้ทันทีว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง
แสงไฟกระพริบ ทุกสายตาหันมามองรินอย่างเงียบงัน ก่อนที่กวีจะเอ่ยขึ้น “เราต้องหาทางออก…ก่อนอะไรบางอย่างจะออกมาจากผ้าคลุม”
พิมพ์น้ำตาคลอ แต่เม้มปากแน่น “งั้นใครก็ได้หยิบมือถือ โทรขอความช่วยเหลือ”
รินควักมือถือออกมา แต่หน้าจอขึ้นเพียงภาพแสงฟุ้ง และเสียงแปลกแทรกเข้ามาในเครื่อง ทุกอย่างกลายเป็นคลื่นสัญญาณแปลกปลอม
พิบูลย์หัวเราะห้วน ๆ “สงสัยจะเสียบปลั๊กพวกนี้ตรงกับประตูมิติ”
พิมพ์โยนหมวกลงพื้น “พอเหอะ! ทุกคนเอาจริง ๆ หน่อย ตอนนี้มันไม่ตลกแล้ว”
กวีก้มหน้าลงเงียบ “พวกเราไม่มีทางออกนอกจากอยู่กับความจริง นั่นคือ…มีบางอย่างอยู่ที่นี่จริง ๆ”
ความเงียบไหลท่วม จากนั้นก็มีเสียงค่อย ๆ ดังขึ้นจากทั่วสตูดิโอ เหมือนมีคนเดินวนอยู่ที่ข้างผนัง ภาพวาดที่แขวนเต็มผนังเริ่มไหวตามแรงสั่นไหวแผ่ว ๆ
รินเงยหน้ามองฝ้าเพดาน “คืนนี้คงไม่ใช่คืนปกติสินะ” เสียงของเธอเบาหวิวแต่วางอำนาจ ทุกคนรับรู้ได้ถึงแรงต้านที่ต้องเผชิญ
เวลาผ่านไปอย่างอึดอัด ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเคยชินชั่วคราว แต่เหตุการณ์ดำเนินไปตามแรงกระตุ้นอันลี้ลับ พิบูลย์เดินไปสำรวจมุมห้อง หยุดที่ตู้เก่าข้างประตู พลางกวาดสายตามองรอบ ๆ
ทันใดนั้น ตู้ไม้โยกเบา ๆ ด้วยแรงที่มองไม่เห็น ประตูตู้ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นสมุดภาพเก่าเย็บปกหนังสีน้ำตาล รินคว้ามาเปิดดูภายใน ทุกหน้าถูกเขียนด้วยหมึกดำรูปปริศนาเต็มไปหมด
กวีเดินเข้ามาอ่านข้าง ๆ “หน้าตาเหมือนบันทึกของใครบางคนเลย”
พิมพ์ยื่นหน้ามามอง สมุดขาดวิ่น “ฉันเห็นฉากนี้ในหนังสือสยองขวัญนะ”
“คราวนี้ของจริงมากกว่า–” พิบูลย์ตอบ สายตาไหววูบ
รินพลิกหน้าแรก พบลายมือขีดเขียนประโยคหนึ่ง “ใครที่ปลุกภาพนี้…จะไม่มีวันหลับใหล”
“หมายความว่าไง?” กวีมองถาม รินอ้อมแอ้ม “อาจจะมีใครเคย…ปลุกภาพนี้ขึ้นมา?”
เสียงขยับเคลื่อนไหวจากหลังผนังดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังพร้อมเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ ทุกคนขยับตัวถอยห่างจากภาพวาดกลางห้อง
พิมพ์น้ำตาร่วง รินมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนถอนหายใจ “เราต้องเผชิญกับมัน ก่อนที่มันจะมากกว่านี้”
กวีหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมา “ถึ…