ปรากฏการณ์แสงเหนือแห่งเมืองใต้ดิน
เสียงของสายลมหวิวผ่านท่อระบายอากาศในซอกหลืบของเมืองใต้ดิน ตาว มือสั่น ขดตัวอยู่มุมทางเดินใต้แสงจางรำไร เขามองแสงสีฟ้าที่ไหลผ่านรอยแตกร้าวบนกำแพงด้วยสายตาแห่งความสงสัยและหวาดหวั่น นี่ไม่ใช่การเล่นสนุกกับเพื่อน หากเป็นอีกค่ำคืนที่เขาต้องพาตัวเองออกไปรอแม่ที่ยังไม่กลับจากกะกลางคืน ในมือกำกล่องข้าวเย็น ๆ ที่เตรียมไว้ แต่แววตาเขาเหมือนมีรอยร้าวซ่อนอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แคม หนุ่มสาวเพื่อนบ้าน ผมสั้น ยืนพิงเสาเหล็กอยู่ใกล้ ๆ พ่นลมหายใจยาว “นานเกินไปแล้วนะ มานั่งคอยแบบนี้ทุกคืนไม่เหนื่อยเหรอ?” ตาวไม่ตอบ หากแต่ส่ายหัวช้า ๆ กลัวเสียงสั่นของตัวเองจะแชร์ความรู้สึกออกไป
จู่ ๆ เสียงไซเรนดังขึ้น ฝูงชนวิ่งผ่านทางเดินหลัก เมืองใต้ดินทั้งหมดแล่นด้วยไฟแดงกระพริบ ที่นี่—ท่าเรือกลางเมือง—กลับกลายเป็นขบวนป่วนประสาท ตาวถูกแคมลากหลบฝุ่นละอองและเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากทางทิศเหนือ “พวกผู้รักษาความปลอดภัย… ไปทางนั้น!” เด็กหนุ่มหน้าใหม่ร้อง
ไม่ทันรู้ตัว ตาวถูกฉุดเข้ามุม “อย่าให้ใครเห็นเรา” แคมว่าแบบนั้น แต่มือเล็ก ๆ ของเขากำเสื้อแคมแน่น กลิ่นเหงื่อและฝุ่นยังชัดเจนเบียดจมูก ความกลัวแทรกซึมเหมือนหมอก “มัน…ต้องเป็นเรื่องเดิมอีกแน่เลยใช่มั้ย?” แคมสบตา พยักหน้าหงึก ๆ “แต่เราอยู่ใกล้เกินไปแล้ว เคลื่อนที่ไปกันเถอะ”
พวกเขาผ่านตลาดใต้ดิน สายตาคนในร้านอาหารข้างทางมองมาอย่างระแวดระวัง เสียงพูดคุยต่ำ ๆ เหมือนทุกคนกลืนความลับไว้ในลำคอ แสงเหนือสีฟ้ายังไหลริ้วเล็ก ๆ บนเพดานเหนือหัว เด็กสาวท่าทางลึกลับคนหนึ่งกำลังเขียนอะไรลงในสมุดเล่มหนาบนม้านั่งข้างเสา สบตาตาวทันทีที่เขาเดินผ่าน เหมือนรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรบางอย่าง
“เราไปดูใกล้ ๆ ดีมั้ย?” ตาวเสียงแผ่ว ใจเต้นแรงประหลาด แคมหันขวับ “นายอยากรู้จริงเหรอ?” ริมฝีปากแคมกระตุกเหมือนจะพูดบางอย่างต่อ แต่หยุดไว้ “ฉัน…กลัวเหมือนกัน” เขาสารภาพแบบไม่สบตา ตาวพยักหน้า “แต่ฉันไม่อยากหนีอีกแล้ว”
เมื่อขยับเข้าใกล้เขตหวงห้าม เห็นกลุ่มผู้ใหญ่ในชุดขาวยืนเว้นระยะ เชื่อมต่อเครื่องจักรเข้ากับท่อหลัก แสงบนรอยแยกเรืองชัดขึ้น ท่ามกลางเสียงพูดคุยแผ่ว ๆ มีแต่ภาษาวิทยาศาสตร์ที่เด็กทั้งสองฟังไม่เข้าใจ “มันคือ…แสงเหนือเหรอ?” ตาวถามผู้หญิงสูงวัยที่ยืนเฝ้าตรงปากอุโมงค์ “ไม่มีใครรู้จริงหรอก” เธอตอบติดจะเศร้า “แต่มีคนหายไปจากจุดนี้ ทุกปี แต่นาย…ไม่ควรอยู่ตรงนี้นานเกินไป”
แคมลากแขนตาวออกมา แต่แววตาตาวจับภาพรอยยิ้มเย็นชาของเด็กสาวที่นั่งเขียนสมุด ตาวหันกลับไปสบตาเธอ แค่ชั่ววินาที ทั้งคู่เหมือนเห็นภาพสะท้อนบนผิวน้ำ ท้องฟ้าสีฟ้า แสงประหลาดไหลผ่านเปลือกตา อะไรบางอย่างในใจตาวเริ่มกระซิบว่า นี่ไม่ใช่ความกลัว แต่อาจเป็นคำเชิญชวน
สายวันใหม่ในโรงเรียนใต้ดิน ห้องเรียนเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้ก เสียงหัวเราะและเสียงเหน็บแนม ตาวนั่งมุมห้อง เร่งมือจดโน้ตบทเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่ดวงตาคอยเหลียวมองแคมที่แอบหลับคาโต๊ะ ครูปิ่นวางกระเป๋าหนังไว้บนโต๊ะหน้า ร้องเรียก “ตาว มาคุยหน่อย”
ห้องพักครูมีกลิ่นชาอ่อน ๆ ครูปิ่นยิ้มให้ตาว “เมื่อคืนเจอเธออยู่ตรงตลาด บอกตามตรงนะ มันอันตราย ถ้ามีอะไรควรเล่าเถอะ” ตาวสบตานิ่ง “ผม…แค่รอคุณแม่ครับ” “รอแม่ใช่มั้ย หรือรอคำตอบ?” ครูปิ่นถามพลางหัวเราะเบา ๆ ตาวหลบตาด้วยความเจ็บปวด
“ครูรู้มั้ย ทำไมยังไม่มีใครกลับขึ้นไปบนดิน?” ตาวโพล่งออกไป ครูปิ่นนิ่งไปอึดใจยาว “คำตอบนั้นอาจอยู่ในตัวเธอเอง ตาว” มือครูแตะไหล่ “บางที ความลับของเราก็เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โลกยังหมุนอยู่ได้”
ออกจากห้อง ตาวเห็นเด็กสาวในชุดเอี๊ยมยีนส์เดินผ่าน แคมหันมาถาม “เธอชื่อเมเปิ้ล เห็นว่าอยู่กับผู้เฒ่าดูแลหอสมุดกลาง” เมเปิ้ลหยุดนิดหนึ่ง ไหล่แคบ ๆ ของเธอกระตุกเหมือนลังเล ก่อนจะถาม “เมื่อคืนเห็นอะไรตรงรอยแยกไหม?” ตาวลังเลแต่สุดท้ายก็พยักหน้า
กลุ่มทั้งสามเดินเข้าห้องสมุดกลาง ตัวอาคารตกแต่งด้วยผนังอิฐโค้งและทางเดินคดเคี้ยว แสงไฟเหลืองสลัว เมเปิ้ลแอบกระซิบ “รอยแยกนั่น…มีคนเชื่อว่าสัมผัสกับมันแล้วจะเห็นอดีตและอนาคต”
แคมทำเสียงหึในลำคอ “แต่นั่นมันแค่เรื่องแต่งไหม?” เมเปิ้ลเสียงเบาแต่เฉียบ “นายเคยฝันจะขึ้นไปข้างบนไหม?” เธอเงียบสักครู่ สีหน้ายากเดา “ฉันกลัวจะกลายเป็นหนึ่งในคนที่หายไป”
ตาวนิ่งไปกับคำถาม โลกที่ไม่มีใครกล้าทดลองอะไรใหม่ ใต้ดินที่ขังพวกเขาไว้ คนที่กลัวอดีตและอนาคตอยู่ตรงกลางรอยแยกเหมือนตัวเขาเอง มือของตาวสัมผัสหลังมือเมเปิ้ลเบา ๆ “บางครั้งฉันก็กลัวเหมือนกัน”
เสียงกริ๊งประตูห้องสมุดดังขัดจังหวะ เด็กชายในชุดซ่อมท่อน้ำเดินเข้ามา “ขอโทษครับ รบกวนแป๊บเดียว” เขาพูดกับน้ำเสียงด้วยความสุภาพ แต่สายตามีอะไรแปลก ๆ สื่อสารกับเมเปิ้ลแวบหนึ่ง แคมเหลือบมอง “คนนั้นใคร?”
เมเปิ้ลเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “น้องชายฉันเอง” เธอยกยิ้มเศร้า “เราเหลือกันอยู่แค่สองคน…”
คืนนั้น เมืองใต้ดินเงียบสงัด ตาวเข้านอนไม่หลับ ม่านพลาสติกข้างเตียงพลิ้วไหวเหมือนจะเคลื่อนไปกับลมหายใจ เขาลุกมาเปิดสมุดจดบันทึก เขียนสิ่งที่ไม่กล้าเอ่ยกับใคร “ฉันกลัวสูญเสีย…กลัวตัวเองจะหายไป เป็นเพียงคนหนึ่งในรอยแยกนั้น”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก แคมเคาะประตูเข้ามา “นอนไม่หลับใช่มั้ย?” ตาวส่ายหัว แคมนั่งลงข้างเตียง ทั้งคู่เงียบ เหมือนไม่มีคำพูดใดเพียงพอ “อยากลองไปดูอีกไหมคืนนี้?” แคมตาเป็นประกายบางอย่าง “ฉันอยากรู้สิ่งที่พวกเขาห้ามมากกว่ากลัวแล้ว”
ทั้งสองค่อย ๆ ย่องออกไปทางระบบท่อระบายน้ำ นำทางโดยลำแสงไฟฉายจาง ๆ ตาวหายใจถี่ ใจเต้นแรง เสียงเท้าสะท้อนในอุโมงค์พาไปสู่เขตต้องห้ามด้านใต้ เมเปิ้ลปรากฎตัวกลางเงามืด “รู้ว่าพวกนายจะมา” เธอสะพายกล่องเหล็กเล็ก ๆ ในมือ “มันเป็นของที่ทำให้รอยแยกเผยอะไร—บางอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็น”
แคมลังเล “ถ้าเราเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นล่ะ?” เมเปิ้ลสบตา “นั่นแหละ เหตุผลที่พวกเขาห้าม”
รอยแยกแตกลึก แสงเหนือไล่ไปบนกำแพงหิน เพียงวางกล่องเหล็กลง เสียงสะท้อนในหัวก็ดังก้อง ตาวเห็นภาพผู้คนเดินเตร็ดเตร่บนลานกว้าง แม่เขายิ้ม เห็นตัวเองยืนอยู่ตรงนั้น โดดเดี่ยวเหมือนเด็กที่ไม่มีใครสนใจ คำพูดพร่ำซ้ำจากแม่ “อย่าหายไปเหมือนพ่อของลูก…”
เข่าทรุดลง ร้องออกมากลางแสง ฟ้า ไหล่แคมแตะลง “ตาว นายไม่ใช่คนเดียวที่กลัวสูญเสีย” น้ำตาแคมไหลบนแก้ม “แม่ฉันก็หายไปตอนฉันอายุแปดขวบ ฉันยังฝันเห็นแม่เสมอ พยายามแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง…”
เมเปิ้ลเฝ้าดู อยู่เงียบ ๆ ก่อนจะพูดเบา ๆ “การมีชีวิตอยู่ตรงนี้ มันหมายถึงต้องแบกอดีตไปทั้งชีวิตไหม?” คำถามลอยอยู่กลางความเงียบ
บนพื้นหิน แสงเหนือเพิ่มความเข้มข้นจ้า กลิ่นไออุ่น ๆ ปะทะหน้า ตาวลุกขึ้นยืนช้า ๆ มองมือเรียวของแคมแล้วกุมไว้ “เราอาจกลัวที่นี่ กลัวอดีต กลัวจะหายไปเหมือนคนอื่น แต่พวกเรา…ยังเหลือกันอยู่ ยังเลือกจะมองตรงไปข้างหน้า”
วันรุ่งขึ้น เมืองใต้ดินเปลี่ยนไป รอยยิ้มระแวดระวังกลายเป็นรอยยิ้มที่มากับความฝากฝัง เด็กทั้งสามคนเดินแทรกผู้ใหญ่เข้าไปเขตหวงห้ามอีกครั้ง ท่ามกลางความตกตะลึงของเจ้าหน้าที่ เมเปิ้ลหยิบกล่องเหล็กส่งให้หัวหน้า “นี่คือสิ่งที่ข้ามเส้นห้ามเข้ามา ถ้าการพูดความจริงจะทำให้เราเสี่ยง ก็ขอเลือกความเสี่ยงนั้น”
ผู้ใหญ่ทั้งหลายมีทีท่าจะไม่พอใจ หนึ่งในนั้นตะโกน “คิดว่าฉลาดแล้วหรือ? ทุกอย่างที่ทำมา ความลับที่ปกปิดไว้ มีไว้เพื่อปกป้อง!” ตาวยืนหยัด “แล้วความจริงที่ทำให้พวกเราอยู่แต่ข้างในล่ะ?”
คนทั้งเมืองหันมอง ความเงียบปกคลุม รอยยิ้มจากแม่ของตาวปรากฏในความทรงจำ เขาสูดลมหายใจลึกด้วยความกล้า “ผมอยากมีวันได้เห็นท้องฟ้าอีกครั้ง ไม่ว่าแสงเหนือจะเตือนถึงอดีตหรือเปรียบเป็นปาฏิหาริย์ ผมขอเลือกจะไม่กลัว”
เสียงหัวหน้ากลุ่มชะงักไป ลมหายใจอึ้ง “ทุกคนกลัวสิ่งที่อยู่ข้างนอก เราสร้างกำแพงขึ้นเพราะหวาดกลัว จนลืมดูว่าข้างในของเราก็ดำมืดไม่แพ้กัน” เธอพูดเสียงแผ่ว “งั้น…เริ่มด้วยการไม่กลัวกันและกัน ดีไหม?”
เสียงหัวเราะเปล่งออกจากแคม เมเปิ้ลน้ำตาคลอรุ่นกลั้นไว้ “เราไม่กลัวแล้ว” เมเปิ้ลกล่าวคำสุดท้าย
ฉากสุดท้าย แสงสีฟ้าของรอยแยกฉายทาบบนใบหน้าของทุกคน เด็กสามคนยืนเคียงกัน กำมือกันแน่น สีหน้าปนหวังและกังวล ก่อนที่กล้องจะผละออก เห็นเงารูปร่างผู้คนทั้งเมืองเดินออกจากเงามืด มารวมกลุ่มหน้ารอยแยก ทุกคนมองขึ้นราวกับมองเห็นท้องฟ้าทะลุผนังดิน
ท้ายที่สุด ตาวหลับตาลง สูดลมหายใจอีกครั้ง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนหน้า กลับมาเป็นเด็กที่มีฝันใหม่อีกหน