บ้านเลขที่ 52
เสียงฝนร่วงกระทบหลังคาสังกะสีบ้านร้างกลางป่า เสียงนั้นละเอียดละออราวกับจะเจาะลึกเข้าไปในทุกห้อง ทุกซอกหลืบ ความเงียบของสถานที่แห่งนี้ถูกแทรกด้วยเสียงรองเท้าบู๊ตราดดินโคลน มายด์ หญิงสาววัยยี่สิบแปดถือถุงเป้ เดินลุยเข้ามาใต้ซุ้มประตูที่สนิมเกาะ หน้าบ้านมีป้ายไม้เก่า ๆ เขียนด้วยสีแดงหม่นว่า “บ้านเลขที่ 52” ตัวเลขบิดเบี้ยวเหมือนใกล้หลุดออกจากป้าย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มายด์ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาอ่านข้อความที่ได้รับในอีเมล “คุณได้รับสิทธิ์เข้าพักบ้านเลขที่ 52 เป็นเวลาหนึ่งคืน หากคุณสามารถอยู่ได้จนถึงเช้า คุณจะได้รับรางวัลก้อนใหญ่” เธอหลับตา สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วผลักประตูหน้าอย่างระวัง
ประตูส่งเสียงเอี๊ยด ทุกอย่างในบ้านดูเหมือนไม่มีคนอยู่มานาน มายด์เดินสำรวจห้องโถงก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ จากชั้นบน เธอชะงักนิ่ง มือกำกระเป๋าแน่น เสียงนั้นเป็นของผู้ชายร่างสูง ผิวคล้ำ ชื่อว่าเด่น เขาเดินลงมาแต่ยังไม่พูดอะไร เพียงมองเธอด้วยสายตาสำรวจระวัง
“มาคนเดียวเหรอ” เด่นถามเสียงแหบ อากัปกิริยาสะท้อนความไม่ไว้วางใจ มายด์พยักหน้า “แล้วคุณล่ะ?” “ผมก็แค่…ต้องการเงิน” เด่นไม่ขยายความต่อ กลิ่นอับของไม้ผุและฝุ่นเก่า ๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ มายด์ยิ้มจืด ๆ หัวเราะแห้ง ๆ “ฉันก็เหมือนกัน” ทั้งคู่เหลือบตาไปที่บันได ทุกอย่างเงียบเกินไป
ทันใดนั้น เสียงประตูหน้าดังขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มวัยมหาวิทยาลัยเดินเข้ามา เสื้อเปียกปอน เขาชื่อเม่น เขาเดินอย่างลังเล มองซ้ายขวาด้วยความระแวง “มีใครอยู่มั้ย…” เม่นชะโงกหน้าเข้าไปในห้องนั่งเล่น เห็นทั้งสองคนยืนรออยู่แล้ว “ผมชื่อเม่น ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่…แต่…ผมไม่มีที่ไป” น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
มายด์กับเด่นสบตากันอย่างชั่งใจ ก่อนจะพยักหน้าให้เม่นเข้ามานั่งใกล้ ๆ เสียงฝนข้างนอกกระหน่ำแรงขึ้นจนเกือบกลบเสียงหอบเบา ๆ ของพวกเขา ทั้งสามคนต่างจับจ้องประตูห้องครัวที่เปิดอ้าอยู่ มันดูเหมือนนำไปสู่ความมืดที่ไม่มีสิ้นสุด
เวลาผ่านไปช้า ๆ เสียงนาฬิกาเก่าในห้องดังติก…ติก…เป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ บรรยากาศภายในบ้านหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
ประตูหลังบ้านเปิดช้า ๆ ผู้หญิงผิวขาวซีดก้าวเข้ามา เธอชื่อเอื้อง ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความระแวง เอื้องไม่พูดทันที เธอแค่มองทั้งสามคนด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนโดยไม่หันกลับมา
“เธอไม่พูดอะไรเลยเหรอ?” เม่นกระซิบถาม เด่นส่ายหน้า “ไม่รู้ แต่อย่าไปยุ่งกับเธอดีกว่า” มายด์หันไปมองบันได “มีแต่คนประหลาดกันทั้งนั้น” เสียงหัวเราะของมายด์ฟังดูตึงเครียดกว่าตลก
เสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ ดังมาจากบนชั้นสอง ตามด้วยเสียงเหมือนมีคนลากของหนัก ๆ พวกเขาทั้งสามเงียบกริบ มายด์แอบกลืนน้ำลาย แล้วบอกว่า “ไปหาอะไรกินในครัวกันมั้ย ฉันหิว” ทุกคนตอบรับอย่างลังเล
ภายในครัว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของอะไรบางอย่างโชยออกมาจากตู้เย็น ทุกอย่างในนั้นดูเก่าและเน่าเสีย แมลงวันบินวนอยู่รอบ ๆ ข้างประตูมีโน้ตติดไว้ว่า “อย่าเปิดตู้ใต้ซิงค์เด็ดขาด” เม่นจ้องโน้ตนั้นนิ่ง ๆ “แล้วถ้าฉันเปิดล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?” มายด์ขมวดคิ้ว “อย่าเล่นแบบนี้สิ” เด่นเข้ามาห้ามทันที “ไม่ต้องยุ่งกับมัน!”
บรรยากาศครัวเริ่มเย็นยะเยือกกว่าปกติ เหมือนมีอะไรบางอย่างเฝ้ามองอยู่ มายด์พยายามเบี่ยงประเด็น “เราน่าจะไปดูห้องนอนที่จะนอนคืนนี้กันมั้ย” เม่นถอนหายใจแต่ก็เดินตาม ทุกคนยังไม่พูดถึงความกลัวในใจ
บนชั้นสอง ทั้งสี่คนเลือกห้องของตัวเอง ห้องทุกห้องเหมือนกันหมด มีกลิ่นอับและฝุ่นหนาเตอะ หน้าต่างถูกตอกไม้กั้นไว้จนมิด ไม่มีใครเห็นแสงจากภายนอกเลย
มายด์นั่งบนเตียง เปิดโทรศัพท์แต่ไม่มีสัญญาณ เธอมองไปที่กระเป๋าใบเล็ก หยิบภาพถ่ายเก่า ๆ ออกมา เป็นภาพครอบครัวที่เธอไม่อยากจดจำ เธอถอนหายใจ พึมพำเบา ๆ “คืนนี้ขอให้มันผ่านไปเงียบ ๆ สักทีเถอะ…”
ตลอดทั้งคืน เสียงประหลาดเกิดขึ้นเป็นระยะ บ้างเหมือนเสียงคนเดิน บ้างเหมือนเสียงขูดขีดตามผนัง เด่นนั่งพิงประตูห้อง ใบหน้าครุ่นคิด เขากระซิบกับตัวเอง “แค่อีกไม่กี่ชั่วโมง…ฉันจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ” สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความกังวลปนทะเยอทะยาน
เอื้องยืนอยู่หน้ากระจกในห้อง เธอสบตาภาพสะท้อนอย่างแน่วแน่ แล้วพูดเสียงแผ่วว่า “ไม่เอาอีกแล้ว…ฉันแค่ต้องอยู่รอด ไม่ขอเห็นมันอีก” เงาในกระจกดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้ากว่าเธอชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกลับเข้าที่
ช่วงตีสอง ทุกคนรวมตัวกันในห้องโถงเพราะได้ยินเสียงบางอย่างดังจากใต้บันได เม่นเป็นคนแรกที่กล้าพอจะเดินไปดู มือของเขาสั่น เขาก้มลงไปดูเห็นเพียงความมืดสนิท “มีอะไรอยู่ข้างในหรือเปล่า…” มายด์เพ่งมองด้วยความกระวนกระวาย เด่นเดินมาประกบหลัง “ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน” เอื้องยืนนิ่ง ๆ ที่มุมห้อง ไม่พูดอะไรเลย
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้น ทุกคนสะดุ้งเฮือก มายด์กลืนน้ำลาย “หรือจะมีใครมาอีก…” แต่เมื่อเปิดประตูออก ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น นอกจากลมหอบหนึ่งที่เย็นเฉียบจนขนลุกไปทั้งตัว
ทั้งสี่คนกลับขึ้นไปที่ห้องนั่งเล่น บรรยากาศอึมครึมกดดัน มายด์เริ่มเปิดใจเล่า “ฉันต้องการเงิน…เพราะฉันอยากลืมอดีต ฉันอยากออกจากกรุงเทพฯ ไปให้ไกลที่สุด” เด่นหัวเราะในลำคอ “คิดว่าเงินจะช่วยได้จริงเหรอ” มายด์เงียบไป เอื้องพูดขึ้นเบา ๆ “คุณเคยได้ยินไหม…ว่าบ้านหลังนี้มีคนหายตัวไปโดยไม่มีใครหาเจอ” เม่นมองหน้าเธออย่างตกใจ “พูดแบบนี้ทำไม”
เอื้องหลุบตา “เพราะฉัน…ฉันเคยมาที่นี่ตอนเด็ก ฉันเห็นคนหายไปต่อหน้าต่อตา” ทุกคนเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวลอดช่องหน้าต่างไม้เก่า ๆ
เสียงขูดขีดบนผนังดังขึ้นอีก ทุกคนหันไปมองตามเสียง แต่ครั้งนี้มีรอยขีดใหม่ยาวเป็นแนวประหลาดบนผนังห้อง ราวกับมีใครบางคนกำลังนับจำนวนคืนที่ผ่านไป มายด์ลูบแขนตัวเองด้วยความกลัว “ใครทำแบบนี้…”
ทันใดนั้น ไฟในบ้านดับพรึ่บ มืดสนิทไปทั่วทั้งหลัง บรรยากาศยิ่งกดดันหนักขึ้น มายด์หยิบไฟฉาย เด่นคว้าท่อนเหล็กจากมุมห้อง เม่นเดินตามหลังด้วยเทียนไข เอื้องยังคงอยู่ข้างหลังสุด
พวกเขาตัดสินใจเดินไปสำรวจห้องใต้ดินที่ถูกล็อกไว้ พบว่ากุญแจวางอยู่บนขั้นบันไดโดยไม่มีใครรู้ว่าใครเอามาวาง เม่นมือสั่นขณะไขกุญแจ เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นอับชื้นและความเย็นชื่นลึกพลุ่งขึ้นมาตีหน้า
ในห้องใต้ดิน เต็มไปด้วยของเก่า โต๊ะไม้ตัวหนึ่งมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางอยู่ เด่นหยิบขึ้นมาเปิดดู ข้อความข้างในมีเพียงประโยคเดียว “อย่าไว้ใจใครที่นี่” ตัวหนังสือถูกขีดฆ่าและเขียนทับหลายชั้น
เอื้องเดินวนรอบห้องใต้ดิน สายตาจับจ้องไปที่ผนัง เห็นรอยมือเล็ก ๆ เป็นรอยเปื้อนฝุ่นดำ ๆ ลากยาวจนหายลับไปกับเงามืด เธอเดินตามรอยนั้นไป มายด์เรียก “อย่าไปคนเดียว!” แต่เอื้องไม่ฟังและเดินลับหายไปในความมืด
เด่นกับเม่นมองหน้ากันอย่างลังเล “เราจะปล่อยเธอไว้แบบนั้นไม่ได้” เม่นพูด เด่นกัดฟัน “ถ้าต้องเลือก ฉันจะเลือกตัวเองก่อน” เม่นจับแขนเด่น “อย่าทำแบบนี้!”
เอื้องเดินลึกเข้าไปในห้องใต้ดิน ความมืดหนาทึบปกคลุมเธอไว้ เธอได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ คล้ายเสียงเด็ก “กลับมา…กลับมา…” เอื้องหยุดนิ่ง น้ำตาไหล เธอซบหน้ากับผนัง เงามืดรอบตัวเริ่มขยับไหวยึกยือ
ด้านบน มายด์กับเม่นพยายามหาไฟฉายสำรอง มายด์มือสั่น “ถ้าเราออกไปตอนนี้ยังทันมั้ย…” เม่นส่ายหน้า “น่าจะไม่ทัน ฝนก็ยังตกหนักด้วย” เสียงฟ้าร้องคำรามดังสะเทือน ทุกอย่างมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นอะไร
เด่นเดินไปยังห้องใต้ดินอย่างลังเล แต่หยุดอยู่ที่ประตู เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเด็กแว่วมาเบา ๆ เสียงนั้นเดินวนอยู่ใกล้ ๆ ทำให้เขาไม่กล้าเข้าไปต่อ
ในความมืด เอื้องยังคงยืนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น เงามืดเริ่มรุมล้อม เมื่อเธอหลับตาลง เงาในความมืดค่อย ๆ เคลื่อนมาห้อมล้อมตัวเธอไว้
มายด์ลงไปตามหาเอื้อง เธอเดินแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เรียกชื่อเอื้องในความมืด “เอื้อง…อยู่ไหน…” เสียงสะท้อนกลับมาเหมือนใครสักคนกำลังล้อเลียน มายด์ยิ่งหวาดกลัว
ทันใดนั้น มือหนึ่งโผล่มาจากความมืดคว้าข้อมือมายด์ไว้แน่น มายด์ดิ้นสุดแรงแต่เงานั้นกอดรัดเธอไว้แน่นขึ้น เธอได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู “เธออยู่ที่นี่ไม่ได้…” มายด์ร้องไห้สะอึกสะอื้นแต่ยังดิ้นจนหลุดออกมาได้
เม่นวิ่งลงมาเห็นมายด์นั่งอยู่กับพื้น หายใจหอบหนัก เขาประคองเธอขึ้น “เราต้องออกไปจากที่นี่” มายด์พยักหน้า พวกเขาวิ่งขึ้นมาบนบ้าน แต่ประตูทางออกถูกล็อกแน่น เม่นพยายามทุบจนมือแตก มายด์ร้องไห้ “ช่วยฉันด้วย…”
เสียงฝีเท้าปริศนาเคลื่อนไหวอยู่รอบบ้าน เสียงกระซิบดังขึ้นจากทุกทิศทาง “อยู่ต่อไป…อยู่ต่อไป…” เด่นซ่อนตัวอยู่ในห้องนั่งเล่น เขาหลบมุมมืดและสบตากับภาพถ่ายเก่า ๆ ที่แขวนอยู่บนผนัง ใบหน้าในภาพค่อย ๆ เลือนหายไปทีละคน ๆ
เวลาใกล้เช้า แต่ความอึมครึมในบ้านกลับหนาหนักขึ้น มายด์เห็นเงาสะท้อนที่หน้าต่าง เงานั้นไม่ใช่เธอ แต่เป็นใบหน้าคนแปลกหน้าที่ค่อย ๆ มองมาหาเธอ ใบหน้านั้นร้องไห้และหายวับไปกับเงาฝน
เม่นเริ่มพูดละเมอ “ที่นี่…มันไม่ใช่แค่บ้านร้าง มันเป็นกับดัก…” มายด์ถามเสียงสั่น “คุณรู้ได้ยังไง…” เม่นยอมรับ “ฉันเคยเห็น…คนหนึ่งถูกดูดหายเข้าไปในเงามืด ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้…” น้ำเสียงเขาปนเศร้าและสำนึกผิด
เอื้องกลับขึ้นมาจากใต้ดิน สีหน้าซีดเผือด เธอเอ่ยเสียงเบา “เราทุกคน…ถูกเลือกให้มาที่นี่ เพราะเราต่างเคยทิ้งใครไว้ข้างหลัง…” มายด์กับเม่นมองหน้ากัน เด่นเดินออกจากมุมมืด “ใครเลือกเรา…” เอื้องตอบ “ความมืดที่นี่…มันกำลังเอาคืน…”
เสียงนาฬิกาตีก้องกังวาน ติก…ติก…ติก…เวลายืดยาวจนน่าอึดอัด ทุกคนต่างนั่งนิ่ง เฝ้ารอเช้าที่ดูเหมือนจะไม่มีวันมาถึง
ความมืดในบ้านเริ่มรุกล้ำมาทีละน้อย ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบคั้น เด่นตัดสินใจ “ฉันจะไปทำลายตู้ใต้ซิงค์ ถ้ามันคือใจกลางของสิ่งนี้…” ทุกคนพยายามห้ามแต่ไม่สำเร็จ เด่นพังตู้ไม้เก่า ๆ ออก พบเพียงช่องว่างดำมืด ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นนอกจากเงาของเขาเองที่ยืดยาวผิดปกติ
ทันใดนั้น เงาในช่องว่างขยายตัวออกมาอย่างรวดเร็ว กลืนกินเด่นหายไปในพริบตา
เม่นกับมายด์ร้องไห้ เอื้องกอดตัวเองแน่น “มันเอาคนที่กลัวที่สุดไปก่อน…” มายด์ถาม “เราจะรอดมั้ย…” เอื้องตอบ “ไม่มีใครรอด ถ้าไม่ยอมรับในสิ่งที่เคยทำ”
มายด์นั่งนิ่ง น้ำตาไหลพราก เธอหยิบภาพถ่ายครอบครัวขึ้นมาอีกครั้ง ยอมรับกับตัวเองว่าเธอเคยทอดทิ้งน้องสาวไว้ในบ้านหลังนี้เมื่อหลายปีก่อน เพราะความกลัวของตัวเอง
ทันใดนั้น เงามืดที่ผนังบ้านเริ่มขยับไหลออกมาเป็นรูปร่างเด็กหญิง ในมือมีตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ เด็กคนนั้นจ้องมายด์ด้วยสายตาตัดพ้อ มายด์คุกเข่าลงร้องไห้ขอโทษ เสียงเด็กสาวกระซิบ “หนีไปให้ไกล…” แล้วเงานั้นหายวับไปพร้อมกับเสียงฝนที่หยุดลงทันที
เม่นกับเอื้องนั่งกอดกันนิ่ง ๆ ความมืดค่อย ๆ จางหายไปแค่บางส่วน แต่บ้านยังคงเงียบงันน่าขนลุก มายด์ลุกขึ้นยืน สายตาแน่วแน่มากขึ้น เธอหันมาบอกเพื่อนร่วมเคราะห์ “เราต้องออกจากที่นี่ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่อจะยอมรับในสิ่งที่เราเคยทำ”
เช้าวันใหม่มาเยือน กับแสงแดดสีซีด ๆ ส่องลอดช่องไม้ประตู ทุกคนออกมายืนหน้าบ้าน รู้ดีในใจว่าความมืดยังไม่จากไปจริง ๆ แต่ตอนนี้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองแล้ว
บ้านเลขที่ 52 ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า ทิ้งคำถามไว้ว่า…ใครจะเป็นคนต่อไป