บ้านเลขที่สิบสองกับชื่อที่ไม่มีใครพูด
นรินกลับมายืนหน้าบ้านไม้ที่เคยเรียกว่าบ้านในวัยเด็กด้วยความคุ้นเคยที่ขม เขาถือกล่องเล็กๆ ของเอกสารที่แม่ทิ้งไว้บนโต๊ะ ทำความสะอาดครั้งสุดท้ายก่อนจะส่งศพไปวัด เมืองใหญ่ส่งเสียงวุ่นวายกลับไปตามเส้นทางสายเดิม รถขนของบีบผ่านหน้าบ้าน มีคนงานสองคนยกตู้เย็นเก่าออกมาจากครัว ขณะที่นรินยืนมองประตูที่เคยถูกล็อกมาหลายปีเปิดออกด้วยเสียงเคลื่อนไหวช้าจนเกือบไม่มีเสียง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูบานไม้เล็กๆ ที่มักถูกเปิดตอนเย็นเพราะลูกงูชอบหลบแสงไฟ ยังมีรอยที่มือเขาเคยแกะไว้ วันหยุดฤดูร้อนนั้นช้อนชาลงบนระเบียงแล้วหัวเราะกับเพื่อนบ้าน เขาพยายามลากความทรงจำกลับมาชัดๆ แต่บางอย่างลื่นไหลเหมือนฝนที่ซึมเข้าไม้เก่า
“จะเอาอะไรเข้าไปก่อนล่ะนริน”
เสียงเสียงหนึ่งเรียบ แต่มีน้ำหนัก เป็นเสียงของอานงค์ เพื่อนสมัยเด็กที่ยังอยู่ในหมู่บ้าน เธอเดินถือผ้าขาวมาพันคอ ท่าทางไม่เปลี่ยนไปมากนัก ใบหน้าที่เคยยิ้มกว้างตอนสิบหกกลับบางลงเมื่อเอื้อมมือคว้ากล่องในมือเขา
“เอาเอกสารกับของเล็กๆ น้อยๆ” เขาตอบ แล้วยิ้มฝืดๆ
“อย่าลืมดูห้องชั้นบนด้วยนะ มีของบางอย่างที่หลงเหลือ”
คำพูดของอานงค์ทำให้กล่องกระดาษหนักขึ้น ทั้งที่มันมีเพียงเศษกระดาษ บิลค่าไฟ และรูปเก่าจำนวนหนึ่ง รูปหนึ่งจับฝุ่นหนา หน้าตาเด็กผู้ชายจ้องกล้องด้วยดวงตาใส มีรอยปากบวมเหมือนเพิ่งร้องไห้
นรินพยายามจำชื่อแต่ล้มเหลว รู้แค่ว่ารูปถ่ายนั้นอยู่บ่อยๆ ในบ้านตลอดวัยเด็ก ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ มัน—ตุ๊กตายัดฝ้ายที่ยับเยิน กล่องดนตรีที่ขาดลาน โลหะที่ไม่เคยขึ้นสนิม—ดูเหมือนเรียงร้อยให้ภาพนั้นเด่นชัดกว่าใคร
“เขาเป็นใคร”
อานงค์เงียบไปนาน ก่อนจะพูดเสียงเบา “ชื่อ…เขามีชื่อ”
คำว่า ‘มีชื่อ’ หยุดอยู่กลางประโยคเหมือนมีแรงดึง หลังจากนั้นอานงค์ถอนหายใจ “คนที่บ้านเธอไม่อยากพูดถึง”
คืนแรกที่นรินนอนในบ้าน เขาปิดประตูห้องนอนแล้วนอนนิ่ง ฟังเสียงหลังคาไม้ขยายเมื่อลมผ่าน บางส่วนของบ้านยังมีกลิ่นน้ำมันตะเกียง กลิ่นแป้งเด็กปะปนกับควันที่ติดค้างจากเตาแก๊ส ช่วงเวลาเล็กๆ เหล่านั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเฝ้าดู
เสียงเท้าบนบันได — ช้าๆ — ทำให้เขาลืมตา เสียงนั้นไม่หนักไม่เบา แต่คล้ายความทรงจำที่กำลังเดินมาทบทวน เขาลุกขึ้น สายตาไปตามทางของเสียง เห็นเงาเล็กๆ ผ่านแสงไฟนอกหน้าต่าง เงานั้นไม่ยืนนิ่ง มันเลื่อนผ่านห้องทำงาน ซึ่งถูกปิดด้วยลูกบิดเก่า
เช้าวันถัดมา นรินพบว่ากรอบรูปบนชั้นห้องนั่งเล่นเปลี่ยนตำแหน่ง รูปเด็กเล็กที่เดิมอยู่ชิดขอบกำแพง กลายเป็นวางหงายกลางโต๊ะ มีรอยนิ้วจางๆ ที่มุมกรอบ เขาขยับกรอบกลับในความคิดว่าจะเก็บไว้ แต่ก่อนที่มือจะหยุด พอเขากลับมาที่ห้องครัว แก้วนมที่วางไว้บนโต๊ะหายไป
“วางไว้ที่นี่ ไม่เห็นหรือ” อานงค์ถาม ขณะที่กำลังเคาะแก้วน้ำเห็นฟองสบู่เล็กๆ บนโต๊ะครัว
“ฉันไม่เห็น เมื่อคืนฉันนอนไปแล้ว”
“บางทีเธออาจจะย้ายเองโดยไม่รู้ตัว” อานงค์พูดแล้วหรี่ตา “คนบ้าทั้งนั้น”
คำพูดของเธอเหมือนไฟเล็กๆ จุดความสงสัย แต่คำอธิบายด้วยเหตุผลยังพอดีที่จะรับมือได้ เขาเริ่มเอาของเก่าเก็บเข้ากล่อง ปิดฝา เปิดวิทยุให้มีเสียง มันช่วยให้ห้องไม่เงียบจนเกินไป คืนที่สองเขาฝันถึงเสียงเด็กคนหนึ่งร้องเรียกชื่อ แต่ไม่ได้ออกเสียงเต็มๆ เป็นแค่เศษคลื่นที่กระพริบอยู่ข้างหู
“นริน… นริน…”
เสียงนั้นฉากเดียวกับที่เขาจำได้เมื่อตอนเด็ก แต่ชื่อที่ถูกเรียกกลับพลาดเป้า มันเปลี่ยนเป็นเสียงอื่นที่เรียบกว่า “…อ้อย…” แต่ในความฝันไม่มีใครชื่ออ้อยในบ้านของเขา
เช้าวันนั้น เขาเปิดกล่องรูปเก่าดูอีกครั้ง รูปของเด็กคนนั้นในฝ่ามือมีแถบกระดาษจดชื่อลบเลือน ถ้าไปส่องด้วยแสงจะเห็นลายเส้นที่เหมือนมีใครขีดทับคำ ซึ่งเขาไม่อาจอ่านได้เต็มๆ
“ทำไมถึงเอารูปนี้ไว้ในกล่อง” เขาถามอานงค์ เธอหยิบชมมาดูแล้วนิ่ง
“แม่เธอ…ไม่อยากให้ใครรู้” อานงค์พูด เขาย่นคิ้ว “ทำไมล่ะ”
“เพราะมันทำให้คนในบ้าน…ไม่สบายใจ” เธอหลีกสายตา แล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว “วันนี้ตลาดเปิด เธอจะไปด้วยไหม”
การถูกขอให้ไม่ถามต่อทำให้เรื่องนั้นกลายเป็นสิ่งที่ต้องจดจำทั้งที่ไม่มีคำอธิบาย เขาจับความรู้สึกแล้วโยนมันลงกล่องเหมือนของอื่นๆ แต่ร่องรอยของความไม่สบายใจกลับขยายใหญ่ขึ้น
มีเรื่องเล็กๆ เกิดขึ้นตามกันเป็นแถวแก้วบนชั้นล้มลงโดยไม่มีแรงสั่นไหว ประตูตู้เก็บของเปิดเองจนเสียงเพดานสะท้อน เขาเริ่มสังเกตความผิดปกติที่ไม่อาจหาข้ออ้างได้: เงาที่ไม่สอดคล้องกับแสง แววตาในรูปที่กลอกกลายเมื่อไม่มีใครมองตรงๆ และเส้นผมบางเส้นที่เกาะอยู่บนหมอนซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“บางทีมันอาจจะเป็นหนู” ปรากฏเสียงปราสาทจากบ้านฝั่งตรงข้าม ปรศักดิ์ ตำรวจประจำหมู่บ้าน เขามองแปลกใจกับความรู้สึกไม่ลงตัวของเขาเอง “แต่ถ้ามันยุ่งขึ้นบอกฉันนะ ฉันจะเอากับดักมาให้”
นรินพยักหน้า แต่ภายในรู้สึกว่าการอธิบายด้วยอุปกรณ์ไม่ถูกจุด เพราะสิ่งที่เกิดไม่มีสูตรของกับดักปกติจะรับมือได้
คืนหนึ่งเขาพบว่ามีรอยเท้าจิ๋วบนฝุ่นที่ปูตู้เสื้อผ้า รอยเท้านั้นไม่ใช่รอยเท้าหนังเท้าใหญ่ของคนโต แต่มันเล็กเหมือนเด็ก พื้นที่รอยเท้ายังชื้นเหมือนเพิ่งผ่านการใช้มือเนียนๆ แตะธูปบนโต๊ะบูชา
เขาก้มลงมอง ใจเต้นผิดจังหวะจนเขาหลีกหลีกไม่พ้นเสียงหัวใจ ฟังเหมือนกลองเล็กๆ ดังอยู่ใต้กะโหลก เขาลูบฝุ่นเบาๆ ให้รอยเท้าจาง แล้วพบว่ามีกระดาษชิ้นหนึ่งพับซ่อนอยู่ในซอกของตู้ เมื่อกางออก เป็นสมุดบันทึกเด็กๆ ตัวอักษรเอียงแปลกๆ แต่บางหน้ามีชื่อซ้ำๆ เขาอ่านคำซ้ำในคอเล็กๆ นั้นแล้วรู้สึกเหมือนลมหายใจหนึ่งซ้อนในหู
“ฉันเล่นกับ…ฉันไม่ไปไหน” บันทึกหนึ่งเขียนด้วยตัวหนังสือที่ขีดเป็นลายมือเด็ก อีกหน้าหนึ่งมีแกะสลักเป็นภาพบ้าน มีเส้นเล็กๆ ที่ชี้ไปยังห้องบนสุด แล้วใต้ภาพมีคำว่า ‘ห้าม’ เขียนไว้ด้วยน้ำหมึกซีด
นรินยกสมุดขึ้นมาดูใกล้ แต่ทันใดนั้นสมุดตกหล่นบนพื้น เสียงที่เหมือนของเล่นล้มดังตึก เขามองไปทางบันได เหมือนมีตัวใครบางคนยืนมองจากมุมมืด เขายืนนิ่ง สองมือก้าวช้า จนกล้ามเนื้อเตือนว่าอย่าขยับมากเกินไป
“อย่าขึ้นไป” เสียงจากด้านล่างเรียกชื่อเขาเบาๆ อานงค์ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาทางบันได เธอหอบเหมือนสนทนาเพิ่งเดินมาหนักๆ “เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงเหมือน…เด็ก”
นรินวางสมุดลง แล้วพยายามพูดให้เป็นเรื่องธรรมดา “สมุดเด็กน่ะ บางหน้าก็คิดถึง เขียนเรื่องเล่น”
อานงค์ส่ายหน้า เธอไม่ใช่คนที่พูดจาฟังง่าย “มีบางอย่างที่เธอต้องรู้ ฉันไม่อยากให้เธอเป็นคนที่พบมันก่อน”
เขาเลิกคิ้ว “อะไร”
“ห้องชั้นบนสุด” คำตอบสั้นแต่นำพาความหนัก “แม่เธอมีเหตุผลที่ล็อกมันไว้”
นรินหันมองบันไดที่นำไปสู่ห้องบนสุด ราวบันไดที่เคยแข็งแรงตอนเขาเด็กกลับมีช่องผุที่นิ้วเขาสามารถสอดเข้าไปได้ พื้นกระดานที่เคยกระพือเสียงใส่ฝ่าเท้าตอนวิ่ง กลายเป็นเสียงสั่นที่นุ่มขึ้นให้ความรู้สึกผิดปกติ
“ทำไมเธอไม่บอกกันตั้งแต่แรก” เขาถาม น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งเหมือนคนที่พยายามอ่านแผนที่เก่าที่ขาดจุดหมาย
“เพราะฉันกลัว ถ้าคนอื่นรู้…บางอย่างจะตามไปด้วย” อานงค์ตอบ แล้วเงียบเป็นช่วงนาน “ขอเวลาหนึ่งวัน ให้เธอได้เตรียมใจ”
ตลอดวันนั้น นรินพยายามหาข้ออ้างว่าควรทำอะไรต่อไป เขาไปคุยกับปราสาทที่สถานีเล็กๆ แต่ปราสาทส่ายหน้า “ผมไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องลับ มันอาจจะเป็นแค่ความทรงจำเก่า”
“แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะ” นรินถาม ปราสาทชะงัก “ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง”
คืนที่สองที่เขานอน ใจของเขาเต้นเร็วจนเกือบจะขาดคำตอบ หันไปทางหน้าต่างแล้วเห็นเงาจางๆ มองมาจากสวนหลังบ้าน เสียงน้ำค้างตกบนใบบัวเบาๆ ประหนึ่งใครกำลังนับจังหวะของวันเวลา เขาลองเปิดไฟจงใจให้สว่างขึ้น แต่เงานั้นหายไปเมื่อลำแสงเข้าถึง
คนในหมู่บ้านพูดเป็นระยะว่าเขาควรขายบ้านและกลับเมือง เหตุผลเป็นไปตามที่พูดคือบ้านเก่าและค่าใช้จ่าย แต่บางส่วนของเขาไม่ยอม ทิ้งสิ่งที่เหลือไว้เหมือนการจ่ายบาป นรินยังไม่สามารถอธิบายเองได้ว่าทำไมเขาถึงต้องต่อสู้กับบ้านไม้หลังนี้ ทั้งที่ในใจมีความเบื่อหน่ายและความเหนื่อยล้าจากการไล่ล่าในเมือง
“เธออยู่ได้อีกสักคืนไหม” อานงค์ถามในวันหนึ่ง ขณะทิ้งถังขยะไว้หน้าบ้าน “ฉันจะอยู่เป็นเพื่อน”
คำตอบไม่ต้องการเวลา นรินพยักหน้า “ได้”
คืนนั้น พวกเขาตั้งโต๊ะเล็กๆ ใต้แสงไข้เทียน พูดเรื่องท้องถิ่น เรื่องเพื่อนที่ย้ายไปทำงาน และเรื่องของคนที่ตายก่อนเวลาที่เขาไม่เคยได้ยินจบ บทสนทนาที่ลื่นไหลปลอมลงเมื่อมีลมพัดผ่านประตู หน้าต่างสั่นเหมือนผ้าม่านพยายามสะกดให้ทุกคนฟังเสียงที่กำลังจะมาถึง
เสียงที่มาจากห้องบนสุดเป็นเสียงเล็กๆ คล้ายขลุ่ย ผสมกับคำที่ไม่ชัดเจน พวกเขาฟัง มองหน้ากัน แล้วค่อยๆ ยิ้มฝืน เมื่อประตูบนสุดปิดหมับอย่างแรง ทุกคนสะดุ้ง ขวดน้ำบนโต๊ะสั่นราวกับคนข้างในตบฝ่ามือ
“จะเปิดไหม” อานงค์ถาม เสียงเธออ่อนลงจนแทบไม่ได้ยิน
“ฉันต้องรู้” นรินตอบ เขาลุกขึ้น ความเงียบของบ้านมีแรงต้าน เขาปัดฝุ่นจากมือแล้วปีนบันไดชั้นบน เตียงไม้เก่ายังคงตรงมุมห้อง เหยียบบนแผ่นไม้หนึ่งแล้วมันยุบลงเล็กน้อย เงาร้อยแสงไฟรูดผ่านผนัง เหมือนได้อ่านประโยคสั้นๆ ที่หลงเหลือจากคนที่จากไป
ประตูห้องสูงกว่าที่เขาจำไว้ มันถูกล็อกด้วยบานเกลียวเก่า เขาหยิบไขควงจากกระเป๋าแล้วดึงสกรู เสียงโลหะกับไม้ขูดกันดังอย่างเชื่องช้า ใจของเขาละเอียดราวกับเขากำลังแกะสลักคำตอบจากก้อนหิน เมื่อเปิดประตู กลิ่นแป้งเด็กลอยมาทักทาย เสียงหัวใจเขาอยู่ไกลจากหู แต่เขายังยิน
ห้องนั้นเต็มไปด้วยของเล่นเก่า ผ้าห่มลายดอกไม้จาง กล่องดนตรีวางเปิดอยู่ แต่ไม่มีเสียงใดออกมา นรินเดินช้าๆ เหมือนถอดรองเท้าช้าเพื่อไม่ให้เสียงเท้าตัวเองกลบเสียงอื่น เขาพบกรอบรูปเก่าในมุม มีรูปครอบครัวที่เขาจำได้ แต่มีเด็กอีกคนยืนใกล้แม่ เด็กคนนั้นยิ้ม แต่มุมปากไม่เหมือนใครที่เขาจำได้
“ใครนะ” อานงค์ยืนอยู่ข้างหลัง เขาไม่ได้หันไปมอง เธอจับมือเขาเบาๆ ชิ้นหนึ่งของความอึดอัดลดลง
“ชื่อเขาไม่ควรถูกพูด” เสียงเก่าจากความทรงจำแว่ว อานงค์ครางเบา “แม่เธอเคยสาบาน”
คำว่า ‘สาบาน’ ยิ่งทำให้ความทรงจำแข็งตัว นรินค่อยๆ เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ พบจดหมายเก่าๆ ซ่อนอยู่ในลิ้นชัก จดหมายแถวนั้นเป็นลายมือคดๆ ของคนที่เขาคิดว่าเป็นแม่ เมื่ออ่านคำสุดท้ายของจดหมายหนึ่ง เขารู้สึกว่าข้อเท้าถูกวันนี้หนักขึ้น
“ถ้าใครเปิดห้องนี้ ให้เผาทุกอย่าง อย่าให้ชื่อเขากลับมา”
บันทึกหนึ่งเขียนสั้นๆ จบบรรทัดด้วยลายมือสั่น นรินรู้สึกว่าชื่อที่ถูกห้ามไม่ใช่แค่คำ แต่เป็นเศษของความจริงที่ถูกทิ้งลงกล่องปิดสนิท เขาตามหาคำอ่านให้ชัด แต่กระดาษแห้งกรอบ หลวมราวกับไม่มีแรงจะให้เสียงกลับมา
“ทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้” อานงค์ถาม น้ำเสียงเธอใกล้ร้องไห้ แต่เธอไม่ร้อง ทำได้เพียงมองไปยังรูปเด็กคนนั้น
นรินกลับไปดูรูปภาพใกล้ๆ เด็กคนนั้นมีริ้วรอยดำจางๆ ที่ข้อมือ เหมือนมีรอยเชือกผูก เศษรอยนั้นทำให้ลมหายใจของเขาขาดห้วง มันไปกวนความทรงจำหนึ่งที่ถูกฝังเบาๆ ราวกับทรายน้อยๆ ถูกซ่อนไว้ภายใต้ออกซิเจน
“แม่ทำอะไร” เขาถามแล้วเสียงกระซิบค่อยๆ ออกมาเหมือนยอมรับความหนัก “ทำไมต้องปิดห้อง”
“เพราะถ้าพูดชื่อ เราจะต้องจำ” อานงค์พูดแล้วเงียบ มือของเธอสั่นขณะปัดฝุ่นบนรูป
นรินเห็นแผ่นกระดาษอีกชิ้นถูกพับซ่อนอยู่ด้านหลังกรอบรูป เขาออกแรงดึง มันเป็นบัญชีชื่อของผู้ที่มาร่วมงานบางอย่าง บรรทัดล่างสุดมีชื่อหนึ่งที่เขาไม่ชินตา เขาได้ยินเสียงต่ำๆ ในหัว คำอ่านพยายามจะริน เศษของชื่อหลุดออกมาช้าๆ เหมือนน้ำแข็งที่ละลาย
“ธงชัย”
เสียงชื่อหลุดออกมากับความรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างในห้องหดตัว หมอกบางๆ ลอยผสมกับกลิ่นแป้ง เด็กคนนั้นในรูปเหมือนกระพริบตา แต่แน่นอนว่ารูปไม่สามารถกระพริบตาได้ นรินต้องใช้คำอธิบายอื่น เขาหันไปมองอานงค์ คนที่ยกมือขึ้นปิดปาก ทั้งสองคนหันมองกันโดยไม่ต้องใช้คำ
“เขาเป็นใครในความทรงจำของแม่ฉัน” เขาพูดช้าๆ
“คนที่มาแล้ว…ไม่ไป” อานงค์ตอบเงียบๆ
ยามที่พระจันทร์แทรกผ่านหน้าต่างบ้าน นรินนั่งอ่านสมุดบันทึกเด็กอีกครั้ง บางหน้าเต็มไปด้วยข้อความซ้ำเช่นเดียวกับคำว่า ‘เล่น’ และ ‘ไม่ไปไหน’ เขาพบตารางเวลาเล็กๆ ที่มีการปิดประตูในช่วงค่ำ และมีคำประหลาดว่า ‘อาหารพิเศษ’ เขาไม่เข้าใจแต่รู้สึกว่ามีบางคนในบ้านกำลังทำการเตรียมการ
“ใครทำอาหารพิเศษ” เขาถามแล้วขำลึกๆ แต่เสียงนั้นจมหายไปกับชายผ้าม่านที่กระพือ
“คนที่รักษามัน” อานงค์ตอบ “ถ้าพูดอีกครั้งฉันกลัวว่าเราจะทำให้มันตื่น”
คำพูดนั้นทำให้นรินมีความรู้สึกเช่นเดียวกับคนที่ยืนอยู่ขอบสระที่มองเห็นเงาน้ำลึก มันไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกปลุก เขารู้สึกว่ามีการตั้งคบไฟบางอย่างไว้เพื่อไม่ให้สิ่งนั้นเคลื่อนไหว
คืนที่สาม เขาได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆ ดังขึ้นในมุมห้อง เด็กหนึ่งคนเล่นกับไม้ของเล่น เสียงมันเคาะกับพื้นเป็นจังหวะคงที่ นรินเดินไปทางเสียงอย่างช้าๆ เหมือนคนไข้ที่เดินไปหาหมอ เขาเห็นวิญญาณเลือนรางในมุมหนึ่งของห้อง เส้นร่างชัดแต่ไม่เต็ม — ดวงตาเงียบแต่ไม่ว่างเปล่า เสียงหัวเราะค่อยๆ หยุดเป็นเสียงอู้อี้เหมือนพยายามจะพูด
“ฉันไม่รู้จะทำยังไง” เสียงจากปากอานงค์สั้นและแหบ “ฉันไม่อยากให้เธอเห็นแบบนี้”
นรินก้มลง ใกล้พอที่จะสัมผัส กลิ่นแป้งนำทาง มือของเขาเกือบแตะแต่ละอย่างรอบๆ มัน แล้วมีการเคลื่อนไหวช้าๆ จากมุมห้อง เสียงของคนโตก้าวเข้ามา ประตูห้องดังตึง ปราศจากแรงผลัก
“หยุด” ปราสาทยืนหน้าประตู ใบหน้าของเขาตึงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นในหมู่บ้าน เขาไม่พูดต่อ แต่สายตาบอกทุกอย่าง
“เขายังอยู่ไหม” นรินถาม
ปราสาทผ่อนหายใจ “เขาไม่ไปไหน แต่มันไม่เหมือนผีที่เราเคยเจอ มันเหมือน…เศษความทรงจำที่ยังติดอยู่”
คำอธิบายง่ายๆ ของปราสาทไม่ลดความไม่ลงตัว มันกลับเพิ่มความรู้สึกว่าพวกเขาเข้าไปในบางสิ่งที่มีชั้นหลายชั้น ทั้งคนเป็นและคนตายเกี่ยวพันกันด้วยเงื่อนงำที่ยากจะคลาย
วันรุ่งขึ้น พวกเขาไปที่วัดเพื่อคุยกับเจ้าอาวาส คนสูงวัยผ้ากระบอกดูหนังสือเก่า เขาทำหน้าที่เหมือนคนที่เคยเห็นสิ่งนี้มาหลายครั้งแต่ไม่เคยพูดออกมาดังๆ
“ถ้าบ้านถือว่าจับอะไรไว้ มันมักเริ่มจากความกลัวที่ไม่ถูกเรียกชื่อ” เจ้าอาวาสพูดแล้วมองผ่านแว่น “บางอย่างที่ถูกห้ามจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนคนต้องยอมรับ”
“แล้วควรทำยังไง” อานงค์ถาม เธอเกาหัวอย่างไร้คำตอบ
“เรียกชื่อ ให้คนในครอบครัวยอมรับความจริง ถ้าไม่ทำ ความเศร้าและความผิดพลาดจะไม่หายไป” เจ้าอาวาสพูด แล้วเงียบเหมือนคำพูดนั้นหนักเกินไปสำหรับลิ้นของเขา
คำว่า ‘เรียกชื่อ’ ทำให้นรินคิดถึงคำว่า ‘ธงชัย’อีกครั้ง เขานอนอยู่ในห้องนอนที่มีกลิ่นลมทะเลพัดเข้ามาจากหน้าต่าง ไม้เก่าครางกับลม เสียงเล็กๆ ในหูดังขึ้นอีกครั้ง “ธงชัย…ธงชัย…”
เขานอนนิ่งจนรู้สึกว่าตัวเองอาจจะหลับไปด้วยเสียงเรียกนั้น แต่เขาเลือกที่จะไม่ปิดมัน กลับเลือกที่จะจดจำและออกไปถามคำถามที่ไม่เคยถามกับแม่ของเขา เด็กคนนั้นมีใบหน้าไม่ใช่ของคนไกล เขาพบว่าใจของเขาเริ่มทิ่มแทงกับภาพในวัยเด็กที่ถูกลบออกอย่างตั้งใจ
วันต่อมา เขาเข้าไปคุยกับเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ชื่อแม่จันทร์ หญิงสูงวัยผมบางผูกเป็นเปีย แม่จันทร์หยิบถ้วยชาแล้วนั่งลงช้าๆ เธอไม่ใช่คนที่พูดโดยไม่คิด ทุกคำพูดมีน้ำหนัก
“ฉันรู้ตั้งแต่แรกนะ” แม่จันทร์เริ่ม “แต่คนในบ้านตกลงกันว่าจะไม่พูด”
“ตกลงกันเรื่องอะไร” นรินถาม
“เรื่องเด็กคนนั้น เขาเข้ามาในครอบครัวแล้วก็จากไปแบบที่ไม่มีใครอยากรับผิดชอบ” แม่จันทร์พูดเสียงต่ำ “สมัยนั้นมันอาย คนกลัวเสียหน้า เลยตัดสินใจเก็บไว้”
“เก็บไว้ยังไง” อานงค์ถาม ใบหน้าของเธอเก็บความโกรธเบาๆ
“พวกเขาสาบานว่าจะปิดปากไว้ กลัวการต่อว่า กลัวเพื่อนบ้านจะรังเกียจ” แม่จันทร์พูดต่อ “ก็เลยทำให้มันเหมือนเรื่องไม่เกิด แล้วก็ไม่เคยบอกเลยว่าเด็กคนนั้นชื่ออะไร”
“แล้วจริงๆ เกิดอะไรขึ้น” นรินถามคำถามที่เหมือนเหตุผลสุดท้าย
แม่จันทร์เงียบไปนาน สายตาของเธอจ้องไปนอกบ้าน เหมือนไล่เรียงเหตุการณ์ในหัว “เขาตกลงไปในน้ำ” เธอพูดสั้นๆ “ไม่มีใครอยากบอกว่ามันเกิดเพราะความประมาท”
คำตอบนั้นตรงเข้าที่กลางอกของนรินเหมือนหมุดตอก ถ้าถึงตอนนั้นความทรงจำของเขากลับมาหมด มันจะไม่ใช่ความผิดของคนอื่น แต่จะทำให้เขาต้องงมงายกับความจริงที่ตัวเองอาจมีส่วนร่วม
สัปดาห์ผ่านไปแล้วสิ่งต่างๆ ก็ไม่ยอมสงบ ทางกลับเมืองยามฝนตกดูแปลก เขาจัดการเรื่องเอกสารเพื่อขายบ้าน แต่ทุกครั้งที่เขาคิดจะเซ็นชื่อ ความระแวงจะดึงปากกาจากมือ เขาเหมือนได้ยินเสียงเด็กเรียกชื่อจากการกดน้ำหนักของกระดาษ
“ถ้าเราย้ายเขาออกไปสู่แสง แล้วพูดชื่อทุกคนจะสบายขึ้นไหม” อานงค์ถามในคืนหนึ่งที่พวกเขานั่งคุยใต้แสงตะเกียง
“ฉันไม่รู้” นรินตอบเสียงเรียบ แต่ในใจเขาพบความจริงบางอย่าง พวกเขาไม่ใช่แค่ปิดห้องเพื่อซ่อนอะไร พวกเขาทำให้บางสิ่ง
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: เรื่องผี,บ้านผีสิง,วิญญาณอาฆาต,ของต้องห้าม,ความจริงหลังความตาย,ตำนานหมู่บ้าน,ความทรงจำที่ถูกลบ,คำสาปครอบครัว